วันนี้ (๑๕ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๒) มีเด็กที่เหลืออยู่เพื่อการบำบัดและเยียวยาอยู่เก้าคน และในเก้าคนนี้ในเรื่องของความคุ้นเคยเราก็มีมากขึ้น ข้าพเจ้านัดเด็กที่วัดป่าหนองไคร้สิบโมง ... เพราะเด็กๆ เหล่านี้ต้องเรียนรู้ในการทำพุทธศานากิจ และรับใช้พระภิษุสงฆ์ เขาจะเสร็จการงานกันประมาณเก้าโมงและทำธุระส่วนตัวเสร็จมาเริ่มกิจกรรมฟื้นฟูก็ประมาณสิบโมงพอดี...

ข้าพเจ้าไปถึงที่นัดหมาย ศาลา๔ ก่อนเวลา...ประมาณครึ่งชั่วโมงเพื่อการเตรียมพร้อม

วันนี้ด้วยความตั้งใจ ปรารถนาที่อยากจะให้เด็กสมาชิก...เหล่านี้ได้เรียนรู้ในเรื่องของการเปิดประตูใจ อันเป็นประตูใจที่ยอมรับต่อตนเองได้ ในทัศนะความเชื่อของข้าพเจ้าเองเชื่อว่าเด็กเหล่านี้เขามีความดีงามซ่อนอยู่ภายในจิตวิญญาณของตนเองอย่างมากมาย แต่พลังแห่งความดีงามนี้ ยังไม่ถึงเงื่อนแห่งเหตุที่จะปรากฏออกมา แต่เมื่อใดที่เขาได้รับโอกาส ได้รับความเข้าใจ ก็เสมือนกับว่าพลังอันดีงามและงดงามในจิตใจเขาได้เบ่งบานขึ้นอย่างเข้มแข็ง...

หากว่าพลังดังกล่าว...มีมากพอ ก็จะสามารถนำพาให้เขาต้านทานต่อพายุแห่งความทุกข์ตรมที่ถาโถมเข้าใส่เขาได้ เมื่อเขาได้กลับมาสู่สังคม

เมื่อเริ่มเข้าสู่กระบวนการ...

ภายใต้บรรยากาศแห่งความเข้าใจ ... และโอกาสที่สัมผัสได้ว่า วันนี้มีใครคนหนึ่งที่พร้อมจะฟังเขา ฟังในสิ่งที่เขาพูด ไม่ตัดสินเขา และให้โอกาสเขาได้พูดอย่างเป็นอิสระ... เริ่มจากจี๋ ที่หวาดหวั่นถึงความกังวลใจต่อวิถีชีวิตของตนเอง เมื่อจะกลับไปอยู่กับชุมชน สังคม หลังจากเสร็จสิ้นภาระกิจบำบัดฟื้นฟู เมื่อจี๋เริ่มเปิดประเด็น หลายๆ คนขอโอกาสได้พูด การที่พวกเขาเหล่าต่างบอกเล่าความในใจออกมา ทำให้ได้เห็นสภาวะแห่งความเจ็บปวดใจ และรอยแผลแห่งความทุกข์ที่กัดกร่อนเขามานานแสนนาน

ข้าพเจ้าให้โอกาสให้ตะกอนแห่งความทุกข์นี้...ได้ไหลฟูขึ้นมาจากรากเหง้าในดวงจิตของเขา ที่ถูกเก็บไว้ให้นอนเนื่องอยู่มานานแสนนาน ไม่กด ไม่บังคับ ไม่สอนสั่ง แต่ปล่อยให้อนุภาคนี้ได้ไหล...ฟูฟ่องขึ้นมาภายใต้ความอิสระ ความใส่ใจในการน้อมใจเราลงฟัง เป็นอานุภาคแห่งการเยียวยา แม้ว่าบางเรื่องราวที่เด็กเหล่านี้เล่าออกมาแต่เรื่องราวนั้นไม่อาจสามารถแก้ไขอะไรได้... แต่อย่างน้อย ณ ขณะได้มีพี่กะปุ๋ม และเพื่อนอีกหลายคนได้น้อมใจลงฟังเขา...

การอยู่เคียงข้าง..และการนำพา

อันเป็นการนำพาไปสู่แสงที่สว่างขึ้นในดวงจิต ข้าพเจ้ามองว่าเป็นความงดงาม

จากการที่เด็กๆ เหล่านี้ได้เปิดใจ ... การเปิดใจนี้เราไม่ลั่นดานหรือกลอนประตูปิด หรือกลบมันไว้ แต่เราโอบอุ้มกอดความรู้สึกอันบาดเจ็บนี้ด้วยความอ่อนโยนผ่านอากัปกิริยาที่หมายถึงในจิตใจเราว่าเราเข้าใจเขา รับรู้ และยืนอยู่เคียงข้างความเจ็บปวดของเขา ไม่สอนสั่ง ละการให้ข้อมูล เพียงแค่น้อมใจ ใส่ใจ ...เท่านี้แหละกระบวนการแห่งการเยียวยาก็เริ่มต้นขึ้นแล้ว...

การนำพาที่เริ่มต้นด้วยความเข้าใจ...

จากนั้นข้าพเจ้า...ได้ให้ทุกคนกลับมาอยู่กับสภาวะแห่งความเป็นปัจจุบัน ...

หลังจากได้พูด...เคลื่อนเข้าไปสู่การฟัง ฟังในเรื่องราวที่ดี ที่งดงามต่อจิตใจ ข้าพเจ้าได้ให้เด็กๆ ได้ฟังในเรื่องราวของการรักผู้อื่นเสมอเหมือนการรักตนเอง ผ่านเรื่องพระภิกษุทั้งเจ็ด ที่พระอาจารย์ต้องเลือกมาหนึ่งรูปเพื่อให้โจรได้สังหารเสียเพื่อแลกกับการรอดชีวิตของพระภิกษุอีกหกรูปที่เหลือ...

ข้าพเจ้าให้ฟัง..ไม่ทันจบเรื่องดี ก็ให้เด็กๆ ได้คิดว่า หากว่าตนเองเป็นพระอาจารย์ จะตัดสินใจเลือกใคร... เด็กๆ เหล่านี้สะท้อนให้ข้าพเจ้าได้เห็นว่าจิตใจในส่วนที่ดีมีเหลืออยู่เยอะมาก การที่เขาติตสารเสพติด นั่นน่ะเป็นเพียงสภาวะใจแห่งความอ่อนแอ แต่เหล่านี้เราสามารถฝึกฝนเขาได้...ให้โอกาสเขาได้เรียนรู้ตนเองได้...

"ทุกคนเลือกที่จะสละชีวิตตนเอง..."

หลายคนตอบมาเป็นความประทับใจมาก โดยเฉพาะรูญ...ที่ติดสารระเหย ปกติจะนั่งเหม่อลอย แต่กิจกรรมครั้งนี้รูญได้แสดงความคิดเห็นที่สะท้อนถึงเนื้อนาจิตของรูญที่มีต่อเรื่องเสียสละ และความงามต่อการปฏิบัติต่อผู้อื่นได้... รอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าและแววตาที่เป็นประกายขึ้นในแต่ละคนในวันนี้ ข้าพเจ้ามองว่า ... วันนี้เด็กๆ ที่บำบัดและฟื้นฟูยาเสพติดทั้งเก้าคนได้ให้โอกาสแก่ข้าพเจ้า ได้ร่วมรดน้ำแห่งเมล็ดพันธุ์ที่ดี

 

----------------------------------

 

๑๕ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๒