หนังสือเรื่อง The last lecture นี้ได้มาจาก อ.ธารพรรษ (กอด)  แนะนำมาว่าน่าสนใจ  พอพลิกดูว่าแปลโดย  วนิษา  เรซ  กูรูด้านอัจฉริยะ,  ผู้เขียนคอลัมน์เชิงจิตวิทยา  จึงขอยืม อ.กอด มาอ่านต่อ (ไม่ต้องซื้อเองซิ       )  แรนดี  เพาซ์  เป็นศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยคาร์เนกีเมลลอน สหรัฐอเมริกา  ได้เขียนหนังสือเล่มนี้หลังจากได้ปาฐกถาเป็นครั้งสุดท้ายตามความตั้งใจเมื่อพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งในตับอ่อน  มีเนื้องอกถึงสิบก้อน  ในขณะที่ตัวเองอายุเพียง 45 ปี  ชีวิตครอบครัวและการงานกำลังไปได้ดี

เลกเชอร์ครั้งสุดท้ายถือเป็นประเพณีปฏิบัติในมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาที่อาจารย์จะบรรยาย ถ่ายทอดสิ่งที่พวกเขาคิดว่าสำคัญและมีค่าต่อผู้ฟัง  แรนดีในฐานะพ่อลูกสาม, สามี, ครู ฯลฯ ในบทบาทต่าง ๆ ได้ถ่ายทอดชีวิตในหนังสือ 53 ตอน  หลังจากที่ได้บรรยายไปแล้วและคิดว่าตัวเองควรจะเรียบเรียงเป็นหนังสือเพื่อจะได้มีคุณค่าต่อผู้อ่านและลูก ๆ ที่เติบโตมาตอนที่พ่อไม่ได้อยู่ดูพวกเขาแล้ว  และแม้ว่าภรรยาของเขาไม่เห็นด้วยที่เวลานับถอยหลังของเขาจะหมดไปกับการเตรียม Last Lecture และการทำหนังสือ  แรนดี  เพาซ์ เป็นเด็กเรียน  เป็นอาจารย์ที่ประสบความสำเร็จด้านคอมพิวเตอร์  ได้รับรางวัลวิจัยมากมาย เช่น โครงการโลกเสมือนจริง  ผู้เขียนเป็นเด็กวิทย์ที่ถ่ายทอดช่วงชีวิตของตนได้ดี  รู้จักว่าตัวเองเก่งอะไร ชอบไม่ชอบอะไร  ข้อคิดดี ๆ เช่น การที่มีพ่อแม่ดีเปรียบเหมือนการถูกรางวัล “ลอตเตอรี่พ่อแม่”  พ่อแม่ควรจะปล่อยให้ลูกได้จินตนาการและทำอะไรตามวัยเด็กได้ทำสิ่งที่อยู่นอกกรอบ  การทำอะไรจริงจังมุ่งมั่นกับสิ่งที่ตั้งเป้าหมายไว้และทำได้  (รวมทั้งเรื่องจีบสาว)  การมีศิลปะในการร้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น  การทำงานเป็นทีมกับผู้อื่น  ความกล้าหาญที่จะช่วยเหลือลูกศิษย์โดยยอมโต้เถียงกับคณบดีและก็ทำให้ลูกศิษย์คนนี้ได้เรียนต่อ  แรนดีบอกว่าเขาเป็นตัวอย่างของคนที่มีส่วนผสมของศิลปะและเทคโนโลยี  สมองซีกซ้ายและซีกขวา  ความสำเร็จที่มาจากคำสองคำ “Hard Working”  การมองเห็นคุณค่าในเพื่อนมนุษย์  เรื่องง่าย ๆ เช่น การขอบคุณ, การขอโทษ, การพูดความจริง  ซึ่งโลกยุคใหม่มักจะมองข้ามกัน  ผู้เขียนเป็นตัวอย่างของคนที่มีแรงบันดาลใจ  มองโลกในแง่ดี และรู้คุณค่าชีวิต

คนเราทุกคนต้องตายเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่หากเรารู้ล่วงหน้าเราจะเตรียมตัวตายอย่างไร  เราจะทำอะไรทิ้งอะไรไว้ให้คนที่ยังอยู่หากใครสนใจเรื่องราวของแรนดี  เข้าไปดูได้ที่ www.thelastlecture.com