ในช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้มีโอกาสไปที่นากับครอบครัวของข้าพเจ้า หลังจากที่ครอบครัวห่างหายไปจากการทำนาเป็นเวลาเกือบสิบปี ในการไปที่นาครั้งนี้ ข้าพเจ้าได้พบเจอสิ่งดีๆ หลายอย่างที่ข้าพเจ้าห่างหายจากบรรยากาศแบบนี้มานาน ในช่วงเวลามัธยมที่ไม่ค่อยได้มีเวลาไปสัมผัสกับชีวิตในท้องทุ่งนาสักเท่าไหร่ พ่อกับแม่ของข้าพเจ้าได้ไปซื้อต้นกล้ามากว่า 400 ต้น เช่น ต้นประดู่ ต้นไม้มะค่า ต้นยาง ต้นไม้เเดง ต้นมะม่วง เป็นต้น ในวันนั้น ข้าพเจ้าได้มีโอกาสปลูกต้นไม้ร่วมกับครอบครัวของข้าพเจ้าประมาณ 200 ต้น (บางส่วนก็ได้ปลูกไปแล้ว) ในพื้นที่ข้าพเจ้าได้ไปปลูกนั้นเป็นบริเวณคันนา ไม่มีต้นไม้สักต้นเป็นร่มเงาเลย ทำให้ตอนที่ปลูกต้นไม้นั้นร้อนมาก กว่าจะปลูกกล้าให้เสร็จได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก เพราะกว่าจะนำต้นกล้ามาปลูกได้บริเวณคันนาได้ก็ต้องเดินไกลมากแดดก็ร้อนๆต้องถือต้นกล้ามาหนักก็หนัก และบ่อน้ำที่นำมารดต้นไม้ก็อยู่ไกลเช่นกัน ต้องไปหิ้วน้ำมาอีกซึ่งก็เหนื่อยพอสมควร ถ้าไม่มีรีบปลูกก็กลัวว่าต้นกล้าเหล่านั่นจะตายเพราะอากาศร้อนมาก ถึงแม้จะเข้าใกล้ช่วงเย็นเเดดก็ยังร้อนอยู่
ในขณะที่ปลูกต้นไม้อยู่นั้น ข้าพเจ้าก็ได้แง่คิดอะไรหลายอย่างว่า ต้นกล้าต้นเล็กๆต้นนี้กว่าจะเป็นต้นไม้ยืนต้นต้นใหญ่มีรากแก้วที่มั่นคงยืดลำต้นให้แข็งแรงได้ เป็นร่มเงาให้แก่เราเวลามาที่นาหลบแดร้อนๆ และนำไปใช้ประโยชน์หลายๆได้ ก็ต้องใช้เวลาหลายปี และต้องผ่านแดดผ่านฝนมามากมาย ก็เหมือนกับชีวิตของคนเราที่กว่าจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ทั้งกายและใจ ขึ้นมาได้ มีชีวิตที่มั่นคง และประสบความสำเร็จในชีวิต ก็ต้องพบเจออะไรหลายๆอย่างมาเช่นกัน ก็แล้วแต่ว่าเราจะอดทนและฝั่นฝาอุปสรรคเหล่านั้นมาได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับตัวเรานี่เอง ถ้าเรามีความตั้งใจและความพยายามในการทำสิ่งใดๆ ไม่สนใจกับสิ่งที่ยั่วยุเราไปในทางที่ไม่ดี เชื่อว่าชีวตของเราก็จะประสบความสำเร็จและมั่นคงเหมือนกับต้นไม้ใหญ่แน่นอน และเมื่อเราเติบโตขึ้น เราก็สามารถเป็นพลเมืองดีของชาติ ทำประโยนช์แก่ชาติบ้านเมือง ตอบแทนผืนแผ่นดินไทยที่เราอยู่ได้ และในมุมหนึ่งข้าพเจ้าได้มองไปรอบๆบริเวณที่นา เห็นผืนนาที่แตกระแหง นี่ก็จะใกล้ฤดูฝน แล้วละซิ ขนาดปลูกต้นกล้ากลางแดดเพียงแค่วันเดียว เรายังเหนื่อยเลย แล้วชาวนาที่ปลูกข้าวให้เรากินหลังสู้ฟ้านาสู้ดิน ร้อนก็ร้อน จะเหน็ดเหนื่อยกันแค่ไหน กว่าจะทำนาแต่ละแปลงให้เสร็จได้ คงจะใช้เวลาหลายวัน ฉะนั้นเวลาทานข้าวเราก็ควรเห็นคุณค่าของข้าแต่ละเม็ด เราควรทานให้หมด ควรตักแต่พออิ่ม เห็นใจชาวนาที่ปลูกข้าวให้เรากิน เอาใจเขามาใส่ใจเรา นอกจากนั้นถึงเเม้ว่าการปลูกต้นไม้จะเหน็ดเหนื่อยไปพอสมควรแต่การมาที่นาในครั้งนี้ข้าพเจ้าก็ได้สัมผัสกับชีวิตในธรรมชาติ และความเป็นอยู่อย่างพอเพียง ไม่หลงไหลในโลกวัตถุนิยม ไม่มีสิ่งของเครื่องใช้อำนวยความสะดวกอะไรให้แก่เรา ไม่มีเทคโนโลยี ที่ทันสมัยเราก็สามารถดำรงชีวิตอย่างมีความสุขได้ และเป็นความสุขทางใจที่ยั่งยืนกว่า และการมาที่ทุ่งนาทำให้เราได้รับอากาศบริสุทธิ์ สุขภาพก็จะดีอีกด้วย ทำให้แต่ก่อนที่ข้าพเจ้าคิดว่ามาที่นาแดดก็ร้อนไม่เห็นได้อะไรเลย สู้อยู่บ้านดีกว่า อยากนอนก็นอน อยากดูทีวีก็ดู ได้เปลี่ยนเเปลงไป การที่มาที่นาได้อะไรหลายๆอย่าง ซึ่งมีความสุขตามธรรมชาติมากกว่าความสุขในโลกวัตถุนิยมอีก
เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆเลยน้ำใจ กว่าจะได้ข้าวแต่ละเม็ดให้เรากินเนอะ
ดีๆ
เราก็ชอบเหมือนกัน
ป่า ต้นไม้ ทำให้เห็นอะไรดีๆ
สิ่งที่อยู่กับเรา เป็นตัวเอง