สอนใจ
ธรรมยาตรา “ปัญญาแห่ง..การต่อสู้”
พลกฤษณ์ จริงจิตร - [ 15 มิ.ย. 47, 15:12 น. ]

 

 

การต่อสู้ภายใต้สังคม ที่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง ทุกอย่างขึ้นกับ “เงิน” ชีวิตของผู้คนผูกขาดอยู่กับเวลาและการใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ กระทั่ง ลืมเรื่องคุณค่าของชีวิต "ดูเหมือนว่า รัฐกำลังปรนเปรอประชาชนจนล้นเกิน ไม่รู้จักคำว่าแสวงหาและดิ้นรน" อันหมายรวมไปถึงการรู้จักไถ่ถามความทุกข์ยาก และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น กลับทำให้ประชาชนเป็นผู้ว่านอนสอนง่ายอันผิดวิสัยของสังคมประชาธิปไตย
การเคลื่อนไหวขององค์กรภาคประชาชนที่เป็นการต่อสู้ “เชิงปัญญา” เริ่มแพร่หลาย เช่น รูปแบบการจัดตั้งมหาวิทยาลัยลานหอยเสียบ (อ.จะนะ จ.สงขลา) ซึ่งเนื้อหาของการเรียนรู้เป็นการกำหนดร่วมตามความต้องการของชาวบ้าน สร้างเวทีแห่งการเรียนรู้ ร่วมกัน หรืองานเสวนาที่ใช้ ศิลป ภาพวาด บทเพลง-บทกวี อันถือว่าเป็นการต่อสู้ในลักษณะอ่อนโยน เช่น งานหว่านหวังไว้ที่ลานหอยเสียบ งานคนเลรักแผ่นดิน รวมไปถึง มหกรรมดอกไม้บาน-กลางใจคนรากหญ้า ที่ จ.เชียงใหม่ ถือเป็นตัวอย่างงานเคลื่อนไหวทางปัญญา อันเป็นวิธีการที่ถูกเลือกมาใช้อย่างสร้างสรรค์ ในความเป็นจริงที่น่าจับตามอง คือ รูปแบบ และกระบวนการสันติวิธีที่เรียกว่า "พลังเงียบ" การประยุกต์หลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์มาใช้กับยุคโลกาภิวัตน์ เป็นสิ่งที่ควรกระทำอย่างยิ่ง
ปัญหาของสังคมตอนนี้ คือ การทำอย่างไรให้หลุดพ้นจากการจองจำของโลกนายทุน หลายคนหันมารวมกลุ่มกันเพื่อเดินขบวนต่อต้าน ชูป้ายโห่ร้องด้วยความคับแค้นใจ บางกลุ่มหันมาสมานการเรียนรู้ใช้ ปัญญา เป็นเครื่องต่อรอง แต่หนทางแห่งศาสนธรรมกลับมีเพียงคนส่วนน้อยที่เดินเข้าไปค้นหาหรือสัมผัสการใช้ชีวิตบนเส้นทางธรรมชาติ เพื่อเพิสูจน์ให้รู้ว่า ”ธรรมมะกับธรรมชาติ คือ หนึ่งเดียว” ดังนั้น จึงหยิบยกเรื่องธรรมยาตราขึ้นมากล่าวถึง

พระอาจารย์กิตติศักดิ์ กิตติโสภโณ แห่งสถานปฏิบัติธรรม สวนเมตตาธรรม และประธานกลุ่มเสขิยธรรม ให้ความเห็นว่า “ตอนนี้มีหลายเรื่องที่รัฐบาลทำ คือ มอมเมาทำให้คนหลงผิด ต่อสัจจะ ที่ควรรับรู้ รัฐบาล บอกว่า อบายมุข เป็นสิ่งถูกกฏหมายเป็นช่องทางให้คนออกไปนอกทำนองคลองธรรมมากยิ่งขึ้น นำไปสู่ ความเสื่อม ทำให้คนสูญเสียความเป็นมนุษย์ ทำให้หมกมุ่นกับตัวเอง ทำลายครอบครัว ชุมชน ทั้งมิใช่ ภารกิจที่ประชาชนมอบหมายให้รัฐบาลทำ นอกจากนี้ ท่านยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งโครงการธรรมยาตรา ขึ้นมาภายใต้ความร่วมมือของกลุ่มเสขิยธรรมและกัลยาณมิตร
ธรรมยาตรา ในความหมายโดยศัพท์ คือ การเคลื่อนไปด้วยธรรม แต่ความหมายโดยเนื้อหาสาระเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมธรรมยาตราได้สัมผัสกับความเป็นจริง ทั้งธรรมชาติ สถานการณ์ หรือ การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ถือว่าเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เรียกว่า “เชิงประจักษ์”

ด้านหนึ่งของธรรมยาตรา เป็นการประยุกต์พิธีกรรมและศาสนธรรมกับการแก้ปัญหาชีวิต สังคม อันหมายรวม ไปถึงธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมด้วย แต่เดิมสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเคลื่อนที่ไปสอนธรรมะหลากหลายรูปแบบ ทำให้ดู อยู่ให้เห็น เย็นให้สัมผัส หลักการนี้ได้ถูกนำมาใช้ในธรรมยาตรา ที่สอนให้คนสัมผัสกับความเป็นจริง เกิดการเรียนรู้ แลกเปลี่ยน ได้ข้อสรุปและวางท่าทีได้อย่างเหมาะสม น่าอัศจรรย์ที่คนแปลกแยกต่างความคิด จะหลอมรวมเป็นเบ้าเดียวกันได้ ใช้ชีวิต ทรัพยากรร่วมกัน รู้จักการพักผ่อนและการภาวนาทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อน
ในธรรมยาตราลำน้ำโขงที่ผ่านมามีผู้สนใจไปล่องเรือโดยที่วิทยากรแทบไม่ต้องพูดเรื่องปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับแม่น้ำโขงเลย แต่พวกเขาเหล่านั้นได้เห็นความอลังการของลำน้ำ เกาะแก่ง ได้อาบน้ำ เดินสัมผัสบนพื้นทรายริมฝั่ง ได้เห็นความงาม ความดีของผู้คนริมฝั่งโขง และตระหนักว่า นี่คือสิ่งสวยงาม มีค่า ควรรักษาไว้ ซึ่งความหมายหนึ่งของศาสนธรรมถือว่าเป็นศิลปะของการดำเนินชีวิต ที่สำคัญ ธรรมยาตรา เป็นการส่งเสริมสันติวิธี ในแง่ที่ทำให้เรารับรู้ความจริง หาข้อยุติได้โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรงแบบปะทะกัน
การเคลื่อนไหวของชาวบ้านที่ผ่านมา เป็นลักษณะการตอบโต้เมื่อถูกกดดัน กดขี่และการแย่งชิงทรัพยากร กระทั่งถูกเบียดบังพื้นที่ทางสังคม เขาจึงต้องออกมาแสดงสิทธิ์เพื่อความชอบธรรม ในอีกด้านหนึ่งกลับ พบว่ามีการเชื่อมโยงปัญหาและเป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกัน เช่นปัญหาของปากมูลอาจไปเกี่ยวเนื่องกับท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย บ่อนอก-หินกรูด เป็นที่มาของกระบวนการเรียนรู้แบบพันธมิตร ..ถือว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดีหลายอย่างในปัจจุบัน ไม่ใช่คนเดือดร้อนเท่านั้นที่มาช่วยเหลือกัน แต่คนชั้นกลาง นักศึกษาต่างหวนกลับมารับผิดชอบปัญหาทางสังคมมากขึ้น
การต่อสู้เชิงปัญญา เป็นเรื่องที่จำเป็นในปัจจุบัน เพียงแต่ปัญญาในที่นี้ไม่ใช่แค่ความคิด ความจำหรือการฟังมา แต่รวมไปถึง ปัญญา อันเกิดจากการปฏิบัติ จากการประจักษ์แจ้ง ความเป็นจริงในเชิงประสบการณ์ เชิงทดลองความจริง เรื่องการเรียนรู้ในแง่ของพุทธศาสนาเป็นเรื่องสำคัญ อย่างไตรสิกขาที่สอนว่า ศีลเป็นเรื่องปกติ สมาธิมีความสงบ ปัญญาที่รู้แจ้งเห็นจริง ปัญญาในที่นี้จึงมิใช่แค่ข้อมูลทางวิชาการเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการประจักษ์แจ้งกับความเป็นจริง “ถ้าคุณสู้อยู่บนฐานของสัจจะ ย่อมไม่มีทางแพ้ แต่ต้องมีกุศโลบายและบริบทที่เหมาะสมถูกกาลเทศะด้วย”

ยืนยันคำเดิมว่า“พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นเพื่อความสงบเย็นของมนุษยชาติในการใช้ชีวิตร่วมกัน” เพราะฉะนั้นถือเป็นภารกิจของนักบวช พุทธศาสนิกชน ของพุทธบริษัทในการเอาหลักธรรมมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์จะเป็นการดี หรือไม่ หาก ธรรมยาตรา เป็นการหาแง่มุมที่เหมาะสม และเปิดโอกาสการมีส่วนร่วมหรือ เป็นทางเลือกหนึ่งของการต่อสู้เชิงปัญญา

ที่ผ่านมาวิธีการนี้ถูกมองว่าไม่ได้ผลเชิงการต่อสู้กับผู้มีอำนาจ และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

ธรรมยาตรา ถูกจัดให้อยู่ในสถานะแห่งการร่วมไม้ร่วมมือ ภายใต้วัตถุประสงค์และเป้าหมายบนหนทางของความสงบสุข ที่เท่าเทียมและใช้ชีวิตได้อย่างสันติสุข ที่เหมาะกับ กลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เช่น คนที่มีความสนใจในหลักการประยุกต์ใช้ศาสนธรรมกับชีวิตจริง ไม่ได้ปฏิเสธว่า คนอื่น ๆ เห็นมิติทางศาสนาไม่สำคัญ แต่เมื่อเห็นว่าช่องทางสื่อสารจากพระสามารถทำได้ หนทางในการขยายแนวร่วมสันติจึงควรเกิดขึ้นในสังคมไทย