สิ่งที่เรียนรู้
: เรียนรู้ประวัติศาสตร์สงครามบนเกาะอิโวะจิมะ (Iwo Jima)
ของประเทศญี่ปุ่นผ่านภาพยนตร์สองเรื่องสองมุมมองคือ
Letters From Iwo Jima และ Flags
of Our Fathers.
วิธีเรียน : ดูภาพยนตร์ทั้งสองเรื่องและสืบค้นประเด็นสำคัญเพิ่มเติมทั้ง วัน เวลา สถานที่ บุคคลที่เกี่ยวข้อง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เนื้อเรื่องย่อ ของ Letters From Iwo Jima + สืบค้นเพิ่มเติม

ยุทธการอิโวะจิมะ
เป็นการรบระหว่างสหรัฐอเมริกากับญี่ปุ่นที่เกาะอิโวะจิมะ
ในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์
- มีนาคม พ.ศ.
2488
เป็นส่วนหนึ่งของสงครามมหาสมุทรแปซิฟิก
ฝ่ายสหรัฐอเมริกาได้ใช้ชื่อ
ปฏิบัติการดีแทชเมนต์
(Operation
Detachment)
มีจุดมุ่งหมายที่จะยึดสนามบินที่อยู่บนเกาะนี้ใช้เป็นฐานบินโจมตีประเทศญี่ปุ่น
หนังเริ่มโดยนักโบราณคดีญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งเข้ามาสำรวจถ้ำบนเกาะ Iwo
Jima
ที่ซึ่งทหารญี่ปุ่นเคยใช้เป็นฐานในการต่อสู้กับทหารอเมริกันในสงครามโลกครั้งที่สอง
โดยขุดพบเอกสารจดหมายบอกความรู้สึกต่างๆของเหล่าทหารญี่ปุ่น แล้วหนังก็ย้อนกลับไปยังช่วง
พ.ศ.2487 ช่วงที่กองทัพสหรัฐฯเริ่มโจมตีอิโวะจิมะทางอากาศ
ทำให้ทหารญี่ปุ่นต้องซ่อนอยู่ในถ้ำและอุโมงค์ที่สร้างขึ้นมา
ก่อนหน้านั้นญี่ปุ่นแพ้สงครามที่เกาะมารีอานนาทำให้ขาดเครื่องบิน
เรือรบและอาวุธสนับสนุน
สิ่งที่ทหารในอิโวะจิมะทำได้คือยืดเวลา
ให้นานที่สุดเพื่อให้แผ่นดินแม่เตรียมรับมือ
สหรัฐฯเริ่มการยกพลขึ้นบกที่อิโวะจิมะ (ตามประวัติศาสตร์คือวันที่ 19
กุมภาพันธ์ 1945/
พ.ศ.2488) รบกันจนถึงวันที26 มีนาคม)
ภาพจริงของนายพลคูริบายาชิ ภาพจริงของเกาะอิโวะจิมะ
ฝ่ายญี่ปุ่นมีนายพลคูริบายาชิ
ซึ่งได้ใช้ยุทธวิธีรบต่างๆ เช่น
การเลื่อนรังปืนกลให้ไกลจากชายฝั่งกว่าเดิม การรอให้ทหารอเมริกัน
ขึ้นมาเต็มชายหาดแล้วเริ่มเปิดฉากการยิง
อีกด้านหนึ่งกองกำลังญี่ปุ่นซึ่งขุดอุโมงค์ในเขาซูริบาชิสามารถต้านทานข้าศึกได้นานกว่า
แต่ในที่สุดด้วยกำลังพลและกระสุนปืนที่ขาดแคลน ความเหนื่อยล้า
รวมทั้งขาดกำลังสนับสนุน ก็มีคำสั่งให้ทหารสละชีพ
โดยไม่สนใจ
คำสั่งนายพลคูริบายชิที่ให้ถอนกำลังไปช่วยป้องกันที่มั่นอื่น
ทหารก็พากันฆ่าตัวตายด้วยลูกระเบิด
ภาพจากหนังนายพลคูริบายาชิประเมินสถานการณ์รบ
ภาพจากหนังนายพลคูริบายาชิเดินสำรวจเกาะ
เพื่อวางแผนขุดสนามเพลาะ วางรังปืนกล
และยุทธวิธีเผชิญกับอเมริกัน
สรุปคือ
ฝ่ายญี่ปุ่นสามารถต้านทานทหารสหรัฐฯ ไว้ได้ระยะหนึ่ง
ก็ต้องประสบความพ่ายแพ้ นายพลคูริบายาชินำกำลังทหารที่
พอมีเหลือเข้าปะทะข้าศึกแบบพลีชีพจนตายกันทั้งหมด
ข้อสังเกตจากหนัง
ข้อสังเกตอย่างหนึ่ง
หนังเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้ฝ่ายญี่ปุ่นดูโหดร้ายเหมือนหนังอื่นๆ
แต่มีทั้งคนดีและเลวซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นเหยื่อของสงคราม
หนังแสดงถึงความสิ้นหวังของตัวละครอย่างชัดเจน
ตั้งแต่เริ่มเข้ากองทัพซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละคน
ซึ่งรวมๆแล้วก็ต้องจากครอบครัวทั้งที่ไม่ได้เต็มใจมา การเกิดโรคระบาด
การขาดน้ำจืดและอาหาร
หรือแม้แต่การไม่มีรถถังที่เพียงพอจนต้องตัดท่อนไม้
หลอกข้าศึกว่าเป็นปืน
ผลจากความสิ้นหวังอีกอย่างหนึ่งที่ปรากฏ คือการระเบิดตัวเองตายเพราะไม่ต้องการตายด้วยน้ำมือข้าศึก การกินเนื้อเพื่อนของตัวเองที่ตายเพราะขาดอาหารอย่างหนัก ทั้งหมดหนังสื่อออกมาได้อย่างดี และสะเทือนใจมาก
ภาพ+ฉากต่างๆในหนังทำได้ดีมาก
ความอลังการของกองทัพสหรัฐที่ยกมาเมื่อเปรียบกับทุกอย่างที่ญี่ปุ่นมี
มันช่วยสนับสนุนว่า
ไม่มีทางเลยที่พวกญี่ปุ่นจะสู้ได้
เนื้อเรื่องย่อ ของ Flags of our Fathers
เรื่องนี้ถ่ายทอดเหตุการณ์ที่อิโวะจิมะในมุมของฝ่ายอเมริกัน จะไม่กล่าวถึงการสู้รบมากเพราะคล้ายกับเรื่องแรก จะเน้นไปที่ชีวิตของทหารอเมริกันทั้งในสงครามและหลังจากนั้น โดยฉากสำคัญคือการปักธงชาติอเมริกาบนเกาะอิโวะจิมะ โดยนายทหาร 3 นาย คือ เรอเน กายอง, ไอร่า เฮเยส และจอห์น แบรดลี่ย์ เมื่อภาพถ่ายการ ปักธงเผยแพร่ไป หลังสงครามพวกเขาได้รับการต้อนรับอย่างวีรบุรุษ และเดินทางไปสถานที่ต่างๆเพื่อโปรโมทหารายได้ให้กองทัพแต่ละคนมีความรู้สึกต่างกัน เรอเน กายองชอบการเป็นฮีโร่ ขณะที่ไอร่า เฮเยส รู้สึกว่าตนไม่คู่ควรกับการยกย่อง มีอีกหลายคนที่ตายและไม่ได้ถูกกล่าวถึง ส่วนจอห์น แบรดลี่ย์ เลือกใช้ชีวิตโดยไม่พูดถึงเรื่องราวที่ อิโวะจิมะ แต่ในที่สุดแล้วสิ่งที่ทั้งสามได้รับเหมือนกันคือความทรงจำที่เลวร้ายและความเจ็บปวดของการเป็นผู้อยู่รอด
ภาพจริงการรบของทหารอเมริกันที่อิโวะจิมะ
ภาพจากหนังการปักธงชาติอเมริกัน
เป็นสัญญาณแห่งชัยชนะ
เกร็ดเสริม : ภาพถ่ายการปักธงนี้แท้จริงแล้วมีการปักธงสองครั้ง บ้างว่าธงครั้งแรกผืนเล็กไป บ้างว่านายทหารผู้ใหญ่ต้องการธงผืนแรกเป็นที่ระลึกจึงมีคำสั่งให้เอาผืนเดิมลงและปักใหม่ (ในหนังให้เป็นเหตุผลที่สอง) แต่ทั้งสองครั้งกระทำในวันที่ 5 ในการรบของการรบทั้งหมด 34 วัน
ข้อสังเกตจากหนัง
เราทราบแล้วว่าสหรัฐฯเป็นผู้ชนะในสมรภูมินี้แต่ก็ต้องสูญเสียทหารจำนวนมากกว่าที่คาดไว้ หนังแสดงถึงความลำบากในการต่อสู้เอาชีวิตรอด ทั้งความไม่ชำนาญในเส้นทาง สภาพแวดล้อมบนเกาะ การต้องเผชิญกับอีกฝ่ายที่ก็หมดหวังและสู้แบบขาดใจ รวมถึงยุทธวิธีของฝ่ายญี่ปุ่นที่วางไว้อย่างดี
เรื่องนี้ดูแล้วอาจไม่สนุกเท่าเรื่องแรก แต่ก็ได้ข้อคิดเกี่ยวกับชีวิตมากมาย รวมๆแล้วคือความโหดร้ายของสงครามที่เราทุกคนควรเรียนรู้และป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก
การปล่อยวางในชีวิตอย่างจอห์น แบรดลี่ย์ ผู้ที่ใช้ชีวิตจนชรา โดยไม่คิดถึงเรื่องราวที่อิโวะจิมะอีก
ภาพจริง Rene Gagnon ภาพจริง Ira Hayes ภาพจริง John Bladley
ผลการเรียน : ได้ทราบประวัติศาสตร์สงครามครั้งสำคัญครั้งหนึ่งในเอเชียในฐานะชาวเอเชียคนหนึ่งที่ควรศึกษาไว้ และข้อคิดมากมายจากหนัง
ข้อคิดจากหนังดรามาสองเรื่องนี้
1. สงครามความหรือขัดแย้งที่รุนแรงเป็นสิ่งเลวร้ายที่เราไม่ควรให้เกิดขึ้น
แต่ในชีวิตความขัดแย้งในระดับพอเหมาะช่วยส่งเสริมให้เกิดการพัฒนา
2.
การรู้จักปล่อยวางในสิ่งเลวร้ายในอดีตเพื่อใช้ชีวิตที่มีอยู่ให้มีความสุข
อย่างนายทหารจอห์น แบลดลี่ย์
3. ความเสียสละเพื่อชาติเป็นสิ่งสำคัญ
ในปัจจุบันอาจไม่ใช่รูปแบบของสงคราม แต่เป็นการครอบงำทางเศรษฐกิจ
วัฒนธรรม สิ่งที่เราควรตระหนักคือ รู้ว่าตนเป็นใคร ควรทำอะไร
ยึดมั่นในความเป็นไทยอย่างทันสมัย ยึดหลักพอเพียง
4. ควรให้ความสำคัญกับครอบครัวผู้ที่รักเราอย่างบริสุทธิ์ใจ
ในหนังทหารทั้งสองฝ่ายต่างต้องพลัดพรากจากครอบครัวหลายคนก็ไม่ได้กลับไป
แหล่งอ้างอิงและสืบค้นเพิ่มเติมนะครับ
: http://www.imdb.com แล้ว search
ชื่อหนังเรย
http://th.wikipedia.org/ พิมพ์ อิโวะจิมะ ใน
google ลิงค์แรกเรย
http://www.wtv-zone.com










โห เป็นประติศาสตร์ที่สุดยอดจริงๆ
เราก็ชอบพวกประวัติศาสตร์
มีเรื่องไหนน่าสนใจอีกก็มาบอกกันบ้าง
หนังเรื่องนี้ท่าจะยาวแฮะ
แต่ก็เป็นหนังที่ดีนะ
ทำให้ได้รู้ประวิติศาสตร์ของโลก
เป็นหนังประวัติศาสตร์อ่อ
ส่วนตัวไม่ชอบหนังแนวนี้เท่าไหร่
แต่รุ้สึกจะให้อะไรหลายอย่างนะเนี่ยๆ
ดีจัง^^
มาเพิ่มเติม : อาจารย์กำหนดจำนวนบรรทัด 15-20 น้อยไปอิอิ ทำเกินเยอะเรย
เสริมนิดนึงว่า หนังทั้งสองเรื่องกำกับโดย Clint Eastwood มองจากมุมของแต่ละฝ่าย
-หนังไม่ได้ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลวร้ายกว่ากันเลยนะ แต่ให้มุมมองที่สมจริงพอควร รวมๆแล้วคือความโหดร้ายจากสงครามทหารทุกคนเป็นเหยื่อ
-มีอีกหลายตัวละครเรยที่เอิงไม่ได้พูดถึง อยากแนะนำๆ สำหรับ Letter from Iwo Jima มีพระเอกอีกคนนะ คือ Saigo คนนี้เป็นพลทหาร เดิมเป็นคนทำขนมปัง ก็จากบ้านมารบ ทิ้งลูกเมียไว้ ประมาณว่ายังไม่เคยเห็นหน้าลูกที่เพิ่งคลอดอ่ะ น่าสงสารมาก
มีทหารอีกหลายคนเรย แต่ละคนก็มีที่มาต่างกันแล้วก็ลงเอยต่างๆกันไป อยากให้ดูกันนะ
-เราชอบเรื่อง Letter from Iwo Jima มากกว่า ฉากรบทำได้ดีทั้งสองเรื่อง รับรองๆ แต่ที่อีกเรื่องมันน่าเบื่อเพราะมันตัดกลับไปมาระหว่างสงครามกับดราม่าของนายทหาร ไปดูเอา อิอิ
อืมๆๆ ดูหนังแบบนี้ก็ดีนะ
ได้ความรู้ทางประวัติศาสตร์ด้วย
เราก็เป็นคนนึงที่ชอบดูหนัง
สู้ต่อไปเพื่อน
น่าสนใจดีอะเพื่อนเอิง *
หนังแนวนี้เค้าไม่ค่อยได้สัมผัสเลย
แปลกดี
เพื่อนชอบแนวอย่างงี้หรอเนี่ยยย
น่าดูมากเลยเพื่อน
ต้องหามาดูมั่งละ
โอ้โห เจ๋งจังเพื่อน
น้อยคนนักที่จะชอบดูหนังประวัติศาสตร์อย่างนี้
สุดยอดไปเลยแหะ
สงครามไม่ทำให้อะไรดีขึ้นเลย ขออย่าให้ีเกิดอีกเลยเนอะ...
สูญเสียผู้คนดีๆไปมากมาย เหลือไว้ก็แต่ความเจ็บปวด..
สุดยอดจริงๆเลย
หนังเรื่องนี้ให้ข้อคิดได้มากมายเลยนะเนี่ย
นานเท่าไรแล้วที่ไม่ได้ดูหนังแนวนี้
เอ่อ...คงต้องหามาดูหน่อยล่ะ
ชอบหนังแนวนี้เหมือนกัน
แต่ไม่ค่อยมีให้ดูเลย
เด๋วต้องหามาดูมั่ง^^
มีเนื้อหาที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งจากการเรียนรู้ประวัติศาสตร์จากการดูภาพยนตร์ แต่ผู้ชมก็ควรจะต้องมีวิจารณญาน ในการดูด้วย เพราะบางเนื้อหาอาจจะมีการปรับแต่ง เพื่อให้เพื่อให้หนังมีความสนุกและน่าสนใจ แต่อาจจะไม่ใช่เหตุการณ์จริงก็ได้