“...อุตรดิตถ์ไม่มีใครทำ พวกผมเป็นกลุ่มเดียวที่มารวมตัวกันทำ ถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะทำ อุตรดิตถ์กำลังจะเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ อีกหน่อยก็จะเป็นเมืองใหญ่ที่มีปัญหาเต็มไปหมด เพราะทางด้านคุณธรรมจริยธรรมมันไม่โตตามไปด้วย ยังไม่มีใครมาสนใจทำเรื่องนี้กันเลย...”

     หรีดหริ่งเรไรร้องระงมไปทั่วบริเวณวัด ดึกสงัดเยี่ยงนี้นอกจากเสียงแมลงเหล่านี้แทบไม่ได้ยินเสียงอื่นใด พระสงฆ์องค์เจ้าต่างเข้าจำวัดในกุฏิ หมูหมากาไก่ก็พากันหลับไหล

     เยาวชนนักเรียนทั้งหญิงชายกว่า ๔๐ คน จากหลายโรงเรียนในอำเภอ แยกย้ายกันเข้าพักในศาลาการเปรียญ หลังสิ้นสุดกิจกรรมสุดท้ายของวันแรกในการเข้า “ค่ายคาราวานสร้างฅน”

     แสงสว่างรำไรลอดออกมาจากใต้ถุนศาลาการเปรียญ เวลานี้ก็ปาไปเกือบสองยาม คนหนุ่มสาวราว ๒๐ คน หลังจากส่งเด็ก ๆ เข้านอน ก็พากันมานั่งล้อมวง แม้สีหน้าท่าทางแสดงให้เห็นความอิดโรย แต่ก็แววตาก็ยังเปี่ยมพลังแห่งหนุ่มสาว

     การล้อมวงพูดคุยนี้ เป็นกิจกรรมที่ดำเนินการเป็นประจำทุกค่ำคืนในการเข้าค่ายฯ รวมทั้งทุกครั้งของการเข้าค่ายฯ ทั้ง ๗ ครั้ง เพื่อสรุปบทเรียนประจำวัน รวมทั้งการปรับแนวทางในวันรุ่งขึ้น

     ชายหนุ่มผู้หนึ่ง กางสมุดเล่มเล็กออก สายตาเหลือบไปดูสิ่งที่เขาบันทึกเหตุการณ์ไว้เมื่อตอนกลางวัน แล้วสะท้อนออกมาให้เพื่อนร่วมงานได้รับรู้ ถึงข้อสังเกตุต่าง ๆ ที่เขาเฝ้าดูการเคลื่อนตัวของกิจกรรมตลอดทั้งวัน ภารกิจนี้เขาถูกมอบหมายจากทีมงานให้ดูภาพรวมในค่ายฯ แล้วนำมาบอกกล่าวในที่ประชุมเพื่อเรียนรู้ร่วมกัน

     เดี่ยว หรือ ว่าที่ร้อยตรีสุรวุฒิ เพ็งป่าแต้ว คือชายคนนั้น เขานั่งอยู่ร่วมกับแกนนำกลุ่ม รวมทั้งอาสาสมัครกลุ่มซึ่งเป็นนักศึกษารุ่นน้องจากสถาบันที่เขาและเพื่อนสำเร็จออกมา

     วันนี้เดี่ยว-สุรวุฒิ เพ็งป่าแต้ว และเพื่อน ๆ แกนนำ “กลุ่ม ฅ.บ้านนอก” มากันครบทีม ทั้ง ใหม่–ณฐพร พรมโพธิ, นิด–นิด สุกกล้า, ต้น–วิสันติ ปรีดาภิรมย์ และ มล–ดวงกมล สืบสิงคาร

 

     เดี่ยว-สุรวุฒิ เพ็งป่าแต้ว แกนนำหลักของกลุ่มฯ เดี่ยวทำกิจกรรมอย่างเข้มข้นตั้งแต่เป็นนักศึกษาอยู่ในคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ หลังจากเรียนจบแล้วก็เข้าไปหางาน และได้งานทำอยู่ในกรุงเทพฯ ผ่านประสบการณืหลากหลายในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นพื้นฐานให้มาริเริ่มงานฝึกอบรมที่บ้านเกิดเมืองนอน

     “...พอผมจบแล้วก็เข้ากรุงเทพฯ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปทางไหน พอดีไปสัมภาษณ์ที่แรกก็ได้งานเลย ได้งานเป็นประชาสัมพันธ์และกิจกรรมพิเศษ ของบริษัทแลนดี้โฮม ทำอยู่ปีกว่า ๆ ความคิดเห็นไม่ตรงกับหัวหน้า เราอยากทำให้ดี แต่เขาก็เซฟ ก็เลยลาออก...

     ...ออกแล้วได้งานผู้ช่วยวิทยากร มีโอกาสตามไปฝึกอบรมทั่วประเทศ ช่วงนี้ถือว่ากำไรชีวิต เดินทางไปอบรมปีกว่า เก็บเกี่ยวสะสมประสบการณ์เต็มที่...”

     แม้ว่า เดี่ยว จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ได้มาก แต่การใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ ก็มิได้ทำให้เขามีความสุข ที่สำคัญเขาไม่มีโอกาสได้ทำงาน ทำประโยชน์ให้สังคม

     “...ตอนไปใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพ มันต้องดิ้นรน ข้างห้องยังไม่รู้จักกันเลย แล้วเราจะอยู่เพื่ออะไร เราจะทำเพื่ออะไร ระหว่างที่เริ่มทำงาน มันทำแล้วไม่เหลือ กินใช้ไปวัน ๆ เราเติบโตขึ้น แต่ก็ต้องแข่งขันทุกอย่างวันนึงตอบคำถามตัวเอง จริง ๆ แล้วเราต้องการอยู่รอดได้ เลี้ยงคนที่เราต้องการได้ด้วย และที่สำคัญคือมีโอกาส มีแรงได้ทำประโยชน์เพื่อสังคม นี่เป็นความใฝ่ฝันสูงสุดในชีวิต...”

     เดี่ยวทำงานอยู่อีกพักใหญ่ แล้วกลับมาแต่งงานที่บ้านเกิด และถูกร้องขอให้กลับมาอยู่บ้าน จึงเริ่มคิดเรื่องการทำสถาบันฝึกอบรม แต่เนื่องจากไม่มีตลาดจึงไม่มีงานเข้ามา ในจังหวะที่ได้เจอะเจอพบปะกับเพื่อน ๆ ที่เคยร่วมกิจกรรมมา เริ่มงานแรกด้วยการรับงานจังหวัด และก็เริ่มทำกิจกรรมเพื่อสังคมควบคู่กับการทำธุรกิจเพื่อเลี้ยงตัว

     “...ตอนนั้นคิดว่าเราจะกลับมาสร้างธุรกิจเองได้ไหม ตอนแรกจะทำสถาบันฝึกอบรมเอง แต่มันก็ลุ่ม ๆ ดอน ๆ คือมันเปิดตลาดยาก ยิ่งต่างจังหวัดด้วยรับไปเรื่อย ๆ ได้บ้างไม่ได้บ้าง...

     ...พอมาเจอกับกลุ่มเพื่อน ก็คุยกันว่ารวมกันแล้วเนี่ยน่าจะทำอะไรร่วมกัน ทำทั้งสองเรื่องคู่กันไปทั้งทำงานสังคมและทำธุรกิจ...

     ...แรกเริ่มนี่ทำเพื่อสังคมอย่างเดียว เพราะอุดมการณ์อยากทำ แต่ทำไปทำมามันต้องเลี้ยงตัวเองด้วย ก็เลยต้องปรับสองอย่างให้มันสมดุลกัน คือมีรายได้เลี้ยงตัวเองด้วย และมีแรงทำงานเพื่อสังคมด้วย...”