ในขณะที่ผู้คนมากมาย แสวงหาความหมายชีวิตด้วยหนทางแห่งความสงบสุขแต่การก้าวออกเดินไปเผชิญหน้ากับความทุกข์ยาก ที่เป็นเส้นทางอีกสายหนึ่งที่ใช้ในการเรียนรู้ได้เช่นเดียวกัน ท่ามกลางสังคมที่ใช้เงินตราเป็นกฎเกณฑ์ของการแลกเปลี่ยนทุกสิ่ง “การก้าวเดินสู่อิสรภาพ” เป็นข้อยืนยันได้ว่า ความเข้าใจเห็นนอกเห็นใจยังคงแลกเปลี่ยนกันได้ ผ่านรอยยิ้ม น้ำใจ ที่ทำให้เราเห็นว่าอำนาจที่แท้จริงของความเป็นมนุษย์อยู่ที่หัวใจที่อ่อนโยน

            

เดินสู่อิสรภาพ....A  walk  to  remember

             ดิฉันเคยเป็นคนที่ยึดติดกับความสะดวกสบาย  และแอบคลั่งใคล้ในวัตถุนิยม จนทำให้กลายเป็นคนที่มองโลกในมุมที่แคบ  คิดแค่ว่าชีวิตที่มีความสุขและประสบความสำเร็จจะต้องมีงานดีๆ มีเงินเยอะๆ  และดิฉันก็อาจจะคิดเช่นนั้นต่อไป หากไม่ได้ไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง หนังสือเล่มนั้นชื่อ "เดินสู่อิสรภาพ" สำหรับดิฉันแล้ว เมื่อมองผ่านๆมันเป็นหนังสือที่ดูธรรมดา และหากอาจารย์วิชาพระพุทธศาสนาที่โรงเรียนของดิฉันไม่สั่งให้ไปอ่านและวิเคราะห์มาเป็นการบ้าน ดิฉันก็อาจจะไม่หยิบมันมาอ่านเลยก็ได้ เพราะดิฉันไม่ค่อยชอบอะไรที่เป็นปรัชญาอยู่แล้ว แต่พอดิฉันได้เริ่มอ่าน มุมมองของดิฉันต่อสังคมและโลกใบนี้ก็เริ่มเปลี่ยนไป

"เดินสู่อิสรภาพ"

              เป็นการบรรยายเล่าประสบการณ์ การเดินทางด้วยเท้าของ ดร.ประมวล เพ็งจันทร์ อายุ 52ปี อดีตอาจารย์ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเดินเท้าจากจังหวัดเชียงใหม่ ไปยังเกาะสมุย จังหวัดสุราษฏร์ธานีบ้านเกิดในระยะทางกว่า 1,200 กิโลเมตรการตัดสินใจเดินเท้าจาก จังหวัดเชียงใหม่ไปยังเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื่องจากเป็นอาจารย์สอนปรัชญาตลอดมา ต้องการหาคำตอบบางอย่างที่ไม่สามารถหาได้จากหนังสือหรือการคิดเอาเองก็เลยต้องการแสวงหาคำตอบจากสภาพการณ์ที่เป็นจริง
              การที่เลือกเดินเพราะทำให้ใช้ทั้งกายทั้งใจในการประสานเป็นหนึ่งเดียวกันและการเดินยังทำให้เราสามารถมีมิติสัมพันธ์กับผู้อื่น จะรู้อะไรได้นั้นเราต้องรู้จากการมีมิติสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์รู้อะไรคิดอะไร สุขทุกข์ร่วมกัน ในการเดินทางจะมีสมุดบันทึกพกติดตัวไว้เขียนอธิบายถึงสาเหตุและจุดมุ่งหมายของการเดินทางไว้ เมื่อมีคนมาถามจะให้อ่าน
             ในการเดินครั้งนี้เป็นการศึกษาชีวิตทำให้มองเห็นคุณค่าของชีวิต ซึ่งทำให้พบเจอหลายสิ่งเช่น น้ำใจของคนขอทานริมถนนซึ่งแบ่งที่ให้นอน ความกลัวของพระที่มีต่อคนแปลกหน้า มโนธรรมของคนเก็บขยะแบ่งอาหารให้กิน และเหตุการณ์ประทับใจหลายอย่างแต่ในแง่ความรุนแรงกับไม่พบการเดินทางในครั้งนี้เปรียบเสมือนกับสมรภูมิชีวิตที่ต้องเอาชนะร่างกาย และจิตใจของตนเอง และได้พบว่า แว้นที่เดินได้พบกับความหมายที่งดงามของการมีชีวิตอยู่เป็นความงดงามเพียงใด รวมทั้งยังตั้งใจจะถ่ายทอดชีวิตให้แก่เด็กที่ยังไม่สามารถออกเดินทางค้นหาความจริงในชีวิตได้ด้วยตนเองให้ได้เห็นโลกอีกมุมหนึ่งจากการบอกเล่าของตน
               นอกจากนี้ ระหว่างทางนอกจากจะได้บันทึกเรืองราวต่าง ๆ ลงในสมุดโน้ตแล้วยังได้เขียนไปรษณียบัตรวันละ 1 ฉบับ เพื่อบอกเล่าสั่งที่ตนได้พบเจอให้แก่ภรรยาด้วยเหตุผล 2 ประการ คือ เพื่อเป็นการยืนยันว่าตนเองยังมีชีวิตอยู่ และให้รู้ว่าเดินทางถึงที่ใดแล้ว
               การออกเดินทางไกลนับพันกิโลเมตรเพื่อค้นหาสิ่งที่ล้ำค่าที่ถูกกลืนหายไปในกระแสสังคมปัจจุบันใช้วิธีการที่คนอื่นไม่เคยทำ คือ ไม่ร้อยของอาหารหรือที่พักจากใครถ้าจะเป็นการเบียดเบียนผู้อื่น และไม่พกเงิน ไม่ใช้เงิน มิได้พึ่งพาอำนาจเงินตราหรือเครื่องแต่งกายภายนอก แม้แต่หน้าที่การงานหรือระดับการศึกษาในการเดินทางครั้งนี้แม้จะตกอยู่ภายใต้ความหิวโหย จนเกือบหายใจต่อไปไม่ไหวก็ต้องเดินอย่างไม่ลดละเดินไปหาสิ่งที่ตั้งไว้ในใจ


          ..... จากการอ่านหนังสือเล่มนี้ ทำให้ฉันรู้ซึ้งว่า ความคิดต่าง ๆ ของเราในปัจจุบัน กลบเกลื่อนความงดงามของชีวิตไปมากแค่ไหน แต่ความสุขและความงดงามเกิดขึ้นได้ โดยไม่ต้องอาศัยเงินเลย เพราะ  การมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ สิ่งมีค่าและงดงามที่สุดคือ ความรัก   ...


....เพราะเรารักเพื่อนมนุษย์      มนุษย์  จึงเป็นสภาวะที่งดงาม
เพราะเรารักโลกใบนี้            โลกนี้   จึงงดงาม....

ประมวล เพ็งจันทร์
นักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนผู้เดินเท้าจากเชียงใหม่ไปเกาะสมุย
เพื่อตามหาสัจธรรมเป็นเวลากว่า ๖๖ วัน