เมื่อประมาณ ๓๐ – ๔๐ ปีมาแล้ว เป็นสมัย baby boom ของไทย โรงเรียนไม่พอ ครูไม่พอ ต้องขยายโรงเรียน เปิดวิทยาลัยครูกันจ้าละหวั่น บัดนี้ โลกหมุนกลับ เด็กเกิดน้อย โรงเรียนจำนวนมากมีนักเรียนไม่ถึงร้อยคน การผลิตครูเกิน และไม่มีงานทำ วิทยาลัยครูได้รับยกขึ้นเป็น มรภ. รวมแล้วมหาวิทยาลัยในประเทศไทยในขณะนี้มีมากเกินไป
ตอนขยายการผลิตว่ายากแล้ว แต่ตอนลดยิ่งยากกว่า ตอนตั้งไม่ยาก แต่ตอนควรยุบก็ยุบไม่ได้ มีการอ้างเหตุผลต่างๆ นานา
เมื่อวันที่ ๕ ก.ย. ๕๒ หลังประชุมสภา มอ. ศ. ดร. เกษม สุวรรณกุล ปรารภว่าควรยุบหลักสูตรของคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์เสีย การผลิตครูควรผลิตโดยคณะวิชาด้านนั้นๆ เช่นวิทยาศาสตร์ มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ อักษรศาสตร์ ฯลฯ แล้วจึงมาเรียนเพิ่มด้านเทคนิคการเรียนการสอน คล้ายๆ ครู อบ., ปม. หรือ วท.บ., คบ. สมัยก่อน ท่านบอกว่าคณะศึกษาศาสตร์ – ครุศาสตร์ ควรสอนเฉพาะด้านเทคนิคการสอน เพราะการสอนครูวิทยาศาสตร์ และครูแต่ละสาระโดยคณะศึกษาศาสตร์ในปัจจุบันครูมีความรู้ไม่แน่น
ข้อความต่อไปนี้เป็นความเห็นของผม
นักวิชาการโดยทั่วไป เชื่อกันว่าวิชาการต่างๆ ที่แตกแขนงมาจากฐานของคณะศึกษาศาสตร์ ครุศาสตร์ มีฐานความรู้ไม่แน่น แต่วงการนี้มีขนาดใหญ่มากขยายตัวเร็วกว่าวิชาการแขนงอื่นๆ
ผมต้องขออภัยคนในวงการครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ (ที่เป็นมิตรสหายหรือที่ผมเคารพก็มีอยู่มาก) ที่นำเรื่องนี้มาลงบันทึกไว้ โดยไม่ได้มีเจตนาจาบจ้วงต่อคนในวงการศึกษาศาสตร์แต่อย่างใด แต่ต้องการชี้ให้เห็นความสำคัญของการปรับตัวเชิงระบบของเรื่องต่างๆ ในสังคม ที่จะต้องมีกลไกสร้างความรู้เชิงระบบ เพื่อให้เข้าใจเรื่องที่ซับซ้อนอย่างชัดเจนมีหลักฐานสนับสนุน เอาชนะมายาภาพ เอาชนะความเกรงใจ และผลประโยชน์ของกลุ่ม เพื่อผลประโยชน์ภาพรวมของบ้านเมือง ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบได้
การวิจัยอุดมศึกษาเชิงระบบจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งต่ออนาคต และความอยู่รอดของบ้านเมือง
หมายเหตุ การอ้างคำพูดของท่าน ศ. ดร. เกษม สุวรรณกุล นี้ ได้รับอนุญาตจากท่านแล้ว ท่านอนุญาตถึง ๒ ครั้ง ผมเดาว่าท่านต้องการให้เกิดประโยชน์ต่อบ้านเมือง
วิจารณ์ พานิช
๕ ก.ย. ๕๒