"ไทยรัฐออนไลน์" 8 กันยายน 2552 ตีพิมพ์เรื่อง "ไทยสร้างโรงไฟฟ้าใหญ่สุดในเอเชีย" ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟัง ถ้าท่านได้รับประโยชน์จากบทความนี้ ขอความกรุณาแวะไปเยี่ยมเยียน "เว็บไซต์ไทยรัฐ"

มีความเป็นไปได้ที่พลังงานทดแทนจากแสงแดดและลมจะพัฒนาไปจนถึงจุดที่ทดแทนพลังงานฟอสซิล (น้ำมัน + แก๊สธรรมชาติ + ถ่านหิน) ได้มากจนถึง 20% ภายใน 10 ปีข้างหน้า

การที่ผู้หลักผู้ใหญ่ในไทยส่งเสริมพลังงานแสงแดดนับว่า เป็นก้าวสำคัญที่อาจนำพาประเทศไทยไปสู่ "ทางเลือก-ทางรอด-ปลอดภัย" แทนการเป็นทาสประเทศส่งออกน้ำมันและแก๊ส ซึ่งควรส่งเสริมเป็นอย่างยิ่ง

ข้อความคัดลอก ไทยรัฐออนไลน์

...

วท.เผยไทยสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้เอง ปัจจุบันมีผู้สนใจลงทุนเพื่อขอเป็นผู้ผลิตฯกว่า 800 เมกะวัตต์ หากผู้ผลิตเลือกใช้สินค้าไทยได้มาก จะช่วยให้ ศก. ไทยแข็งแกร่งขึ้น ...

เมื่อวันที่ 2 ก.ย.ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมว.วท. พร้อมนายทิศพล นครศรี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท บางกอกโซลาร์ พาวเวอร์ จำกัด  และนายวุฒิพงศ์ สุพนธนา กรรมการผู้จัดการบริษัท ลีโอนิคส์ จำกัด

... 

แถลงข่าวการจัดสัมมนา "โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ : หนึ่งในกลไกของแผนพัฒนาพลังงานไทย" วันที่ 8-9 ต.ค. ที่โรงแรมโนโวเทล บางนา โดยคุณหญิงกัลยา กล่าวว่า

ขณะนี้มีบริษัทของไทย คือบริษัท บางกอกโซลาร์ พาวเวอร์ จำกัด และบริษัท ลีโอนิคส์ จำกัด ประสบความสำเร็จในการวิจัยและพัฒนาผลิตแผงโซลาร์เซลล์ และอุปกรณ์แปลงกระแสไฟฟ้า

มีศักยภาพสามารถนำมาสร้างเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขึ้นได้เองในประเทศไทย  และมีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย ทั้งนี้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ได้สนับสนุนด้านเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต

เพราะปัจจุบันพลังงานแสงอาทิตย์เป็นที่จับตามองเพื่อเป็นทางออกแก้ปัญหาวิกฤติพลังงาน ดังนั้น  พลังงานแสงอาทิตย์จึงมีบทบาทสำคัญในแผนพัฒนาพลังงานไทย

ที่สำคัญ อุปกรณ์ทั้งหมดสำหรับการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ไทยสามารถผลิตได้เอง ซึ่งปัจจุบันมีผู้สนใจลงทุนเพื่อขอเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ถึงกว่า 800 เมกะวัตต์

หากผู้ผลิตเลือกใช้สินค้าไทยได้มากในระบบที่จะติดตั้ง ก็จะช่วยให้เศรษฐกิจของไทย แข็งแกร่งขึ้น

ด้านนายวุฒิพงศ์กล่าวว่า  กรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่ที่ให้พลังงานแสงอาทิตย์สูงสุดถึง 5.5 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมงต่อตารางเมตร แต่พื้นที่กรุงเทพฯ ค่อนข้างแคบและมีราคาแพง

จึงต้องหันไปพื้นที่อื่น อาทิ จ.ลพบุรีที่ให้พลังงานสูงถึง 5.3 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมงต่อตารางเมตร นอกจากนี้ยังมีอุดรธานี อุบลราชธานี อ่างทอง และหนองคาย เป็นต้น