เดือนรอมฏอนผ่านไปเกือบๆ จะครึ่งเดือนแล้วครับ รู้สึกว่าผมยังไม่ได้เขียนบันทึกอะไรที่เกี่ยวข้องกับเดือนรอมฏอนอันทรงเกียรตินี้เลยครับ อาจจะเพราะความวุ่นวายจนจับอะไรเป็นชิ้นเป็นอันช่วงนี้ไม่ได้เลยสักอย่างก็เป็นได้ครับ เย็นนี้อันเนื่องจากทางมหาวิทยาลัยจัดอิฟตอร์ (ละศิลอด) ขึ้นครับ งานน่าจะเริ่มแล้ว แต่ทีไรที่นึกถึงงานที่มีคนเยอะๆ แล้ว ผมขี้เกียจขึ้นทันทีเลยครับ (ฮิฮิ เลยขอตัวไม่เข้าแล้วกัน) ก็เลยเปลี่ยนมาเป็นเขียนบันทึกคุยเรื่องของรอมฏอนสักนิดหนึ่งก็คงดี อันเนื่องจากเมื่อวานได้ฟังการบรรยายจากผู้ทรงคุณวุฒินับได้ก็ห้าท่านเลยครับ ตั้งแต่ตอนใกล้เที่ยงที่คณะศิลปศาสตร์ ตอนเที่ยงหลังละหมาดก็ได้รับการบรรยายสั้นๆ โดยท่านอธิการบดี เสร็จแล้วตอนหลังละหมาดตารอวีฮ์ (ประมาณสามทุ่มครับ เป็นละหมาดที่มีเฉพาะในเดือนของการถือศิลอด) ได้ฟังจากท่านอาจารย์อับดุลการีม แห่งสำนักเลขานุการอธิการบดี ท่านขอพูดสั้นๆ เหมือนกันครับที่มัสยิดโสร่ง ซึ่งปีนี้ผมยึดเป็นมัสยิดหลักในการละหมาดในปีนี้ สรุปรวมๆ ก่อนว่า น่าฟัง น่าประทับใจทั้งนั้นเลยครับ อัลฮัมดุลิลลาห์

(การบรรยายโดย รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ฯ ครับ โดยมีหัวหน้าสำนักงานคณะเป็นผู้ดำเนินรายการ)

การบรรยายแรกเริ่มด้วยท่านคณบดีคณะวิทย์ฯ ครับ ท่านนำเสนอประเด็นแรกที่น่าสนใจคือ วิญญาณ ชีวิตและร่างกาย เรื่องวิญญาณนั่นเป็นเรื่องที่มนุษย์รู้น้อยที่สุดครับ อันนี้ระบุชัดเจนในอัลกุรอาน ซึ่งท่านคณบดีอธิบายว่า สามสิ่งนี้เป็นคนละอย่างกัน และมนุษย์ก็ได้มาไม่พร้อมกัน ประเด็นถัดมาท่านคุยถึงคุณค่าของการถือศิลอดครับ ทางด้านสุขภาพ และหลักการเบื้องต้นสำหรับการปฏิบัติตนของคนถือศิลอดที่จะช่วยให้สุขภาพดีขึ้นในทางหลักวิทยาศาสตร์

ฟังเรื่องนี้แล้วผมคิดถึงความรู้เดิมเรื่องหนึ่งครับคือ เท่าที่ทราบเกือบทุกศาสนามีบัญญัติเกี่ยวกับการถือศิลอดครับ เพียงแต่รูปแบบการถือศิลอดไม่เหมือนกันเท่านั้นเอง ซึ่งอันนี้ก็ยืนยันถึงประโยชน์ที่ชัดเจนของการถือศิลอด ออ.ท่านคณบดีฯ ให้คำอธิบายถึงสิ่งที่ท่านรอซูลให้มุสลิมทำสองอย่างได้ชัดเจนกับความสอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์คือ เรื่องของการล่าช้าการกินข้าวตอนใกล้รุ่งและการรีบเร่งละศิลอดเมื่อได้เวลา ทั้งนี้ในหลักวิทยาศาสตร์การอดอาหารไม่เกิน 18 ชม.เป็นสิ่งที่ดีครับ แต่หากเกินกว่านั้นจะเป็นอันตรายกับร่างกายครับ

 

ส่วนท่านรองอธิการบดีฝ่ายวิชาการนำเสนอเป็นเรื่องเกี่ยวกับการทำความเข้าใจกับคำว่า "ตักวา" (ความยำเกรง) ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของการถือศิลอดครับ ท่านหยิบยกการให้ความหมายของบรรดาซอฮาบะห์ครับ น่าสนใจมาก (แต่ผมจำไม่ได้ทั้งหมด ฮิฮิ ต้องขออภัย) จำได้อยู่แม้นอยู่ตัวอย่างเดียวครับ เป็นการสนทนากันระหว่างคอลีฟะห์อุมัรกับอูบัย บินกะอับ ซึ่งเป็นปราชญ์คนหนึ่งในสมัยนั้น โดยท่านอุมัรถามอุบัยว่า อะไรคือตักวา?

ท่านอุบัยถามกลับไปว่า โอ้อมีรุลมุมีนีน (โอ้ผู้นำมุสลิม) ท่านเคยเดินทางในดงหนามบ้างไหม?

ท่านอุมัรตอบว่า แน่นอน ท่านอุบัยจึงถามต่อว่า แล้วท่านทำอย่างไร? 

ท่านอุมัรตอบว่า "ฉันก็จะเดินทางก้าวย่างด้วยความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้เหยียบหนามเหล่านั้น"

ท่านอุบัยจึงกล่าวว่า "นั่นแหละคือความหมายที่แท้จริงของตักวา"

เป็นบทสนทนาที่น่าสนใจมากครับ ในแง่ของการใช้ชีวิตของมุสลิมที่จำเป็นต้องเกี่ยวเนื่องกับคำว่า ตักวา

ออ.เกือบลืมอีกท่านหนึ่งไปครับ ท่านคณบดีศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์ ท่านกล่าวปิดโดยนำเสนอประเด็นของการเรียกการถือศิลอด ท่านอยากให้ใช้คำว่า ซียาม ซึ่งเป็นคำต้นเดิมจากภาษาอาหรับ ไม่ใช่มาใช้เป็นคำแปลทั้งภาษาไทยและมลายู ทั้งนี้เนื่องจากคำในภาษาไทยและมลายูเป็นคำที่ยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทของศาสนาฮินดูในพื้นที่นี้ (เห็นด้วยครับ)

ในช่วงหลังละหมาดซุฮรี ท่านอธิการบดีอธิบายต่อด้วยเรื่องของการละหมาดตารอวีฮ์ครับ ท่านว่าหัวใจสำคัญของมัน (คุณค่สำคัญ) คือ การได้ฟังและทำความเข้าใจอัลกุรอาน อันเนื่องจากการอ่านอัลกุรอาน อีหมามเป็นคนอ่าน มะมุมเป็นผู้ฟัง ดังนั้นก็ต้องพยายามทำความเข้าใจให้มาก ลิ้มรสอรรถรสแห่งอัลกุรอานให้เยอะ การละหมาดแบบรีบด่วนทำให้คุณค่ามันหายไปครับ ฮิฮิ อันนี้นึกถึงตัวเองได้ครับ รอบนี้ไม่ได้ละหมาดในมหาวิทยาลัย เพราะรู้ตัวว่ายืนนานไม่ไว ฮิฮิ เลยเลือกแบบละหมาดสั้นๆ แต่ก็ไม่เป็นแบบซ้ำๆ อยู่เพียงอัลกุรอานไม่กี่บทครับ

ส่วนหลังละหมาดตารอวีฮ์ ได้ฟังคำตักเตือนสั้นๆ จากท่านอ.อับดุลการีม ต้องยอมรับครับว่า ลึกซึ้งกินใจมาก ท่านย้ำเตือนว่า ช่วงนี้เป็นช่วงของการขออภัยโทษต่ออัลลอฮ์ครับ

ท้ายสุดในเข้าฟังบรรยายที่คณะ มีหนังสือเล่มหนึ่งวางขายอยู่ที่โต๊ะลงทะเบียนครับ หยิบมาดูแล้วก็รู้ได้เลยครับว่าน่าอ่าน เพราะคนแปลคือ อ.นัสรุลลอฮ์ หัวหน้าสาขาวิชาอิสลามศึกษาครับ เอามาอ่านแล้วก็ไขข้อสงสัยเกี่ยวกับการถือศิลอดได้เยอะครับ

ขอจบบันทึกเพียงเท่านี้นะครับ จะไปเตรียมตัวละศิลอด (เสียดายข้าวหมกที่มหาวิทยาลัยจังเลย ฮิฮิ)