ไม่ควรฉีดพ่นยาฆ่าแมลงหรือสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพราะจะได้ช่วยอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และอีกวิธีหนึ่งการกำจัดโดยการใช้จุลินทรีย์ชีวภาพที่ชื่อว่า ทริปโตฝาจ

ข่าวคราวเรื่อง เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ที่กำลังอาละวาดหนักทางภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลางนั้น ทำให้เกิดความเสียหายแก่พื้นทีที่ปลูกข้าวหลายแสนไร่ โดยการประมาณคร่าว ๆ ที่สื่อหลายแขนงได้ประชาสัมพันธ์ไว้ก็ 700,000 กว่าไร่เข้าไปแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นการระบาดที่รุนแรงและแผ่กว้างเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนชาวนาส่วนใหญ่หมดวิธีที่จะหาทางแก้ไขเยียวยา ทั้งใช้ยาเคมีหรือสารกำจัดศัตรูพืชทั้งที่เป็นชนิดสัมผัสและดูดซึมชนิดรุนแรงหรือไม่รุนแรง ก็ยังไม่สามารถทำให้การระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลหยุดลงได้  เป็นที่น่าสังเกตว่า การป้องกันและแก้ไขในแนวทางที่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชตามวิธีที่ชาวไร่ชาวนาใช้อยู่ในชีวิตประจำวันนั้น ก็ยังไม่ใช่วิธีที่จะแก้ปัญหาของชาวนาหรือพี่น้องเกษตรกรให้หมดไปได้อย่างสิ้นเชิง แถมยังมีโทษทั้งทางตรงและทางอ้อมเพิ่มเข้ามาอีกด้วย เช่น สารเคมีหรือยาฆ่าแมลงอาจจะไปทำลายจุลินทรีย์ตัวดีหรือจุลินทรีย์ชนิดดีที่มีประโยชน์ในการควบคุมแมลงหรือศัตรูข้าวตัวร้ายให้สูญหายล้มตายและยังมีสารพิษที่ยังคงตกค้างอยู่ในดิน ระบบนิเวศน์ต่างของดินเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว และเรื่องสุดท้ายที่ต้องตระหนักไว้อย่างมากก็คือ สารพิษที่สะสมในร่างกายของชาวนาชาวไร่ซึ่งจะทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บอันเกิดจากผลข้างเคียงของสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ทำให้เป็น มะเร็ง, ปากเบี้ยว มือหงิก อัมพฤต อัมพาต หรือโรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ และอีกเยอะแยะมากมาย


การทำลายของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลนั้น สามารถที่จะเข้าทำลายต้นข้าวได้ตลอดระยะเวลาการเติบโต โดยการเข้าดูดกินน้ำเลี้ยงจากเซลล์ท่อน้ำท่ออาหารบริเวณโคนต้นข้าวเหนือระดับของผิวน้ำ ทำให้ข้าวมีอาการใบเหลืองแห้งเพราะท่อน้ำท่ออาหารถูกตัดขาด มีลักษณะอาการที่คล้ายกับน้ำร้อนลวกแห้งตายเป็นหย่อม  นอกจากนี้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ยังเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสโรคใบหงิก ( rice ragged stunt ) มาสู่ต้นข้าวอีกด้วย ผลของไวรัสจะทำให้ต้นข้าวมีอาการแคระแกร็น ต้นเตี้ย ใบสีเขียวแคบและสั้นใบแก่ช้ากว่าปรกติ ปลายใบบิดเป็นเกลียวและขอบใบแหว่งวิ่น อีกทั้งเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลยังมีความสามารถสูงในการเพิ่มจำนวนประชากร ทำให้แพร่ระบาดออกไปได้อย่างรวดเร็ว

วิธีการป้องกันกำจัดโดยชีววิธี แนะนำให้ใช้พันธุ์ข้าวต้านทาน ได้แก่ สุพรรณบุรี 1, สุพรรณบุรี 2, สุพรรณบุรี 90 , ชัยนาท 1, กข 23, และหมั่นดูแลมีการระบายน้ำออกจากแปลงนา  7-10 วัน ในช่วงใกล้เก็บเกี่ยว และเมล็ดข้าวเริ่มแข็งแล้ว ไม่ควรฉีดพ่นยาฆ่าแมลงหรือสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพราะจะได้ช่วยอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และอีกวิธีหนึ่งการกำจัดโดยการใช้จุลินทรีย์ชีวภาพที่ชื่อว่า ทริปโตฝาจ  1 - 2 ช้อนแกง (30 – 50 กรัม) ต่อน้ำ 20 อาจจะใช้สารจับใบใส่เพิ่มเข้าไปด้วยอีก 20 ซี.ซี. (1 ช้อนแกง) เพื่อช่วยให้จุลินทรีย์ “ทริปโตฝาจ” สัมผัสหรือเปียกติดตัวเจ้าเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ง่าย จะช่วยทำให้เชื้อจุลินทรีย์ ทริปโตฝาจ มีประสิทธิภาพเกาะติด สัมผัสเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ดียิ่งขึ้น  ควรฉีดพ่นจุลินทรีย์ ทริปโตฝาจ ในช่วงเย็น ให้เปียกชุ่มโชกทั้งบนใบ ใต้ใบพืช ลำต้น โคนต้น หรือแม้กระทั่งพ่นลงดิน

 

จุลินทรีย์ทริปโตฝาจ คือผลิตภัณฑ์ที่ผลิตมาจากสปอร์ของเชื้อรา บูวาเรีย บาสเซียน่า และ เมธาไรเซี่ยม แอนิโซเฟีย เป็นหัวเชื้อจุลินทรีย์สายพันธุ์ไทย ที่นำมาใช้ป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช อาทิ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง เพลี้ยไฟ ไรแดง แมลงหวี่ขาว เพลี้ยกระโดด เพลี้ยจักจั่น หนอนกอ หนอนห่อใบ แมลงสิง แมลงหล่า ด้วงหมัดผัก ทั้งช่วงวัยอ่อนและวัยแก่

 

ขั้นตอนการเข้าทำลายของหัวเชื้อจุลินทรีย์ทริปโตฝาจนั้น จะแทรกเข้าไปตามเนื้อเยื่อที่อ่อน ๆ หรือตามของเหลวในตัวเพลี้ยหรือหนอนต่าง ๆ และเจริญเติบโตออกมาข้างนอกเมื่อพร้อมที่จะแพร่สปอร์ สปอร์จะมีสีขาวขุ่น เมื่อแมลงสัมผัสเชื้อ หลังจากสัมผัสเชื้อ 3 วันแมลงจะเริ่มป่วยและหยุดทำลายพืช และจะตายภายในระยะเวลา 5-14 วัน

 

มนตรี  บุญจรัส

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ  www.thaigreenagro.com