"...การทบทวนเรียนรู้และรำลึกถึงผู้คน ตลอดจนเรื่องราวต่างๆของสังคมรอบข้าง เป็นการพักผ่อนและเล่นทางความคิดให้มีความสุขของแม่ ..."

 

เวลานึกถึงแม่ในอริยาบทที่ผ่อนคลาย ผมจะนึกถึงเสียงร้องเพลงกล่อมขณะไกวเปลของแม่และการนั่งเล่าเรื่องราวต่างๆ ทั้งในลักษณะนิทาน ตำนาน เรื่องราวเกี่ยวกับผู้คน ญาติพี่น้องคนเก่าแก่ เรื่องราวของวัดและชุมชน เรื่องราวของพระพุทธเจ้า ในหลวง ราชินี รวมทั้งคนเก่าแก่ต่างๆ ผมและพี่ชายได้รู้ว่าญาติพี่น้องและผู้คนที่เราพึงรำลึกถึงเป็นใครอยู่ที่ไหน ก็จากที่ฟังแม่เล่าให้ฟังอยู่เสมอตั้งแต่เด็กจนแม้กระทั่งบัดนี้

แม่เป็นคนช่างจดจำและผูกพันกับผู้คน รวมทั้งใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของคนที่แม่รู้จัก ยามใดที่ผมปวารนาขออำนวยความสะดวกให้แม่ได้ทำสิ่งต่างๆอย่างที่แม่สนใจแล้วละก็ สิ่งแรกๆที่แม่มักเลือกคือขอให้พาไปเยี่ยมคนเฒ่าคนแก่และญาติพี่น้อง ไม่ว่าจะในกรุงเทพฯหรือต่างจังหวัด การทบทวนเรียนรู้และรำลึกถึงผู้คน ตลอดจนเรื่องราวต่างๆของสังคมรอบข้าง เป็นการพักผ่อนและเล่นทางความคิดให้มีความสุขของแม่ ซึ่งก็สะท้อนถึงพื้นฐานความเป็นมาของแม่เหมือนกัน เพราะญาติพี่น้องบอกว่าเมื่อตอนเรียนการศึกษาพื้นฐานนั้นแม่เป็นคนเรียนเก่งและรักการอ่านเขียน

ผมเคยเขียนจดหมายคุยกับแม่ครั้งสองครั้งเพราะอยากให้แม่ได้อ่านและเขียนหนังสือ แม่เขียนจดหมายตอบผมครั้งหนึ่งซึ่งทำให้ผมตื่นเต้นและดีใจมาก แม่เขียนด้วยดินสอบนกระดาษสมุดนักเรียนสองสามคำทำนองว่า แม่คิดถึงลูกขอให้ลูกมีความสุข แค่นี้แหละครับเต็มหน้ากระดาษ แต่ก็เป็นจดหมายที่ให้ความซาบซึ้งและทำให้ตื้นตันใจอย่างที่สุด

แม่มีเพลงกล่อมพวกลูกๆซึ่งมีพลังเหมือนมนต์สะกดเปลือกตาเด็กๆให้หลับบนเปล เพลงกล่อมเด็กของแม่จะเริ่มต้นร้องว่า  นอนสาหล้า หลับตาแม่สิกล่อม ……”  แล้วก็จะตามด้วยเสียงร้องที่อ่อนโยน บอกเล่าและกล่อมเรื่องราวต่างๆ บ้างก็บอกว่าแม่จะไปนา นอนสาอย่าดื้อ เดี๋ยวแม่กลับมา จะเอาผลหมากรากไม้จากนามาฝาก นอนสาอย่าร้อง อย่าดื้อ เดี๋ยวแมวโพงจะได้ยิน นอนสา...........

แม่ร้องและไกวเปลไปเรื่อยๆจนผมและน้องๆหลับ แม่จึงจะได้หลับหรือไปทำงาน นอกจากนี้แล้วก็ไม่มีการละเล่นอย่างทั่วๆไป แต่จะให้เล่นผ่านการทำงานและทำหน้าที่ช่วยพ่อแม่และญาติพี่น้องไปเลย เช่น แม่จะใช้เวลาว่างไปกับการออกไปทำงานวัด ออกไปดูแลสระและทำลาน ร่วมขบวนเกวียนไปหาไม้ ฟืน กลอย และหน่อไม้ในป่า ซึ่งก็จะเอาผมติดไปด้วยและเป็นสิ่งที่ผมชอบในความน่าค้นหาของป่าเขา

 

                          

 

บ้านยายกับน้ามีวัวควายอยู่ ๕-๖ ตัว ซึ่งในจำนวนนี้มี ๓ ตัวที่เป็นควายเผือกทั้งแม่และลูกอีก ๒ ตัว ตัวผู้และตัวเมียเพศละตัว น้ามอบให้ผมและพี่ๆน้องๆเป็นเจ้าของครอบครัวของอีเผือก การที่แต่ละคนได้เป็นเจ้าของควายอย่างน้อยก็หนึ่งตัว จึงเหมือนกับเป็นของเล่นสำหรับเด็กๆ น้องผู้หญิงก็เล่นอยู่กับงานบ้าน เล่นขายของซึ่งทั้งผู้ใหญ่และพวกผมก็ต้องมีส่วนร่วมในการเข้าไปเป็นลูกค้าและทำท่านั่งกินอาหารโดยทำเสียงเดาะลิ้นในปากดังเจ๊าะๆๆๆ เสร็จแล้วก็จ่ายตังค์โดยใช้ใบฝรั่งเป็นสตางค์ ใบแก่สีเหลืองก็เป็นราคาสูงสุด รองลงมาก็สีเขียวแก่ และสีเขียวอ่อนราคาต่ำสุด เวลาเดินตามใต้ถุนบ้านและลานดิน หากเห็นหลุมเล็กๆมีฝุ่นเปียกน้ำหยอดเป็นหย่อมๆอยู่ก็จะไปเดินเหยียบอย่างไม่ระวังไม่ได้ เพราะไม่ใช่หลุมดินและของรกๆธรรมดา แต่เป็นร้านขายขนมครกและร้านก๊วยเตี๋ยวครับ เที่ยวไปเหยียบแล้วละก็เป็นมีโวยจากเจ้าของร้านและอาจตามด้วยร้องไห้จ้า

การเป็นเจ้าของควายและเลี้ยงควายก็จะนำไปสู่การได้เล่นตามมาอีกมากมาย เริ่มตั้งแต่การขึ้นควาย พวกเด็กๆก็สามารถเล่นให้สนุกได้โดยต้องไม่ขึ้นอย่างธรรมดากันแล้ว อีกทั้งหากใครเลี้ยงควายให้ควายแสนรู้ในเรื่องต่างๆอวดกันได้ ก็ถือเป็นเรื่องสนุก ควายเผือก ๓ ตัวของผมนั้นก็แปลก ฝึกได้ดีกว่าเพื่อนในทุกอย่างไปหมด  สามารถขึ้นทางด้านเขาหรือให้ควายก้มหัวลงและขึ้นจากด้านหน้าได้ ในขณะที่คนอื่นๆจะกลัวถูกขวิดและกลัวควายเคลื่อนไหวในขณะไต่ขึ้นแล้วหล่นลงไปบนเขา เวลาพาไปกินน้ำก่อนกลับเข้าคอก ก็สามารถว่ายน้ำลอยคอได้ อีกทั้งบางครั้งเจ้าของเล่นเพลินเกินเวลาปรกติ ควายเผือกของผมก็กลับบ้านเข้าไปในคอกเองได้อีก

หลังเลิกเรียนและถึงเวลาเลี้ยงควาย จะเป็นเวลาที่พวกเด็กๆโหยหา บางวันก็ถึงกับอยากเอาควายออกจากคอกไวๆทั้งที่แดดเปรี้ยง  เวลาไปเลี้ยงควายแต่ละคนก็จะมีกางเกงขาดๆและเหม็นสาบทั้งกลิ่นควายผสมกับกลิ่นฉี่รดที่นอน  หนังสะติ๊กและถุงลูกกระสุนดินเหนียว แล้วก็พาควายออกไปหาหญ้ากินในทุ่งที่ไกลออกจากบ้านพอตะโกนถึง พอไปถึงก็จะปล่อยให้ควายเดินกินหญ้าอยู่ด้วยกัน ส่วนพวกเด็กๆก็จะเริ่มรวมกลุ่มเล่นกันไปต่างๆนาๆ เช่น เล่นตี่จับ เล่นไม้หึ่ม เล่นโดดเชือก แบ่งข้างเอาหนังสะติ๊กยิงกัน การเล่นแต่ละอย่างมักมีการวิ่ง กระโดด ซึ่งทำให้ได้ออกกำลังและพัฒนาการเล่นเป็นกลุ่ม

ที่สนุกที่สุดก็คือการเล่นเป็นลิงทะโมนและหมาบ้าบนยอดไม้ โดยจะมีต้นส้มเสี้ยวอยู่กลางทุ่งนาอยู่ต้นหนึ่งเป็นที่เล่น ้นส้มเสี้ยว หรือ ต้นชงโค ั้น ีพุ่มใบหนาแน่น แผ่กิ่งก้านไม่สูงจนเกินไป กิ่งเหนียวและสานกันเหมือนเป็นตาข่าย เรียกว่าไปยืนอยู่ข้างบนแล้วโถมตัวลงไปก็แทบจะไม่หล่นพื้นเลย การเล่นลิงทะโมนไล่จับคนและเล่นหมาบ้าไล่แตะคน ก็จะเล่นเฉพาะอยู่บนต้นไม้ หากใครตกพื้นหรือยืนเอาขาข้างหนึ่งแตะพื้นดินไว้ก็จะไปแตะให้เขามาเป็นแทนไม่ได้ ทั้งคนที่กระโดดหนีและคนวิ่งไล่จึงต้องมีทักษะการห้อยโหน ตัดสินใจรวดเร็ว ไม่กลัวความสูงและมีความยืดหยุ่นของร่างกายดี

เล่นเลี้ยงควายและเป็นลิงทะโมนกับหมาบ้ากันอยู่อย่างนี้อยู่ระยะหนึ่ง รู้จักจิตใจและอัธยาศัยของควายที่ตนเองดูแล รู้จักสื่อสารและควบคุมให้ควายทำตามคำสั่งต่างๆจนเหมือนกับมีจิตใจเป็นหนึ่งกับควายได้พอสมควรแล้ว แม่และน้าก็เริ่มให้เล่นไถนา ผมและพี่ๆน้องๆ กับพวกเด็กๆแถวบ้าน ก็เริ่มถือหางไถและทำงานในผืนนาตั้งแต่อยู่ ป.๖ ในขณะที่มือยังยกหางไถไม่พ้นดิน.