บนความโชคร้ายอย่างน้อยตาหวานก็ยังโชคดีที่สามารถก้าวผ่านวันเวลาเหล่านั้นมาได้

             สองมือที่ขยับล้อรถเข็นอย่างกระตือรือร้น เข้าห้องนั้น ออกห้องนี้ รอยยิ้มที่ฉาบอยู่บนไปหน้า ฉายแววปลื้มปิติอย่างเก็บอาการไว้ไม่อยู่ วันนี้ "ตาหวาน" ได้กลับบ้านแล้ว  3 ปีที่ตาหวานนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ที่พลิกผันชีวิตจากผู้ชายธรรมดาร่างกายแข็งแรง มาเป็นผู้ป่วยนอนรอความหวังว่าจะหายเป็นปกติ? จะเดินได้เหมือนเดิม? แต่วันเวลาผ่านไปนานเหลือเกิน จน ณ.วันนี้หวังแต่จะช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุดเท่านั้นเอง ก่อนกลับบ้าน ตาหวาน   ขอไปร่ำลาเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทุกฝ่าย ทุกแผนก

                            "กลับแล้วครับ ผมกลับก่อนครับ"

      คือคำพูดที่เปล่งเสียงออกมา พร้อมสองมือที่ยกขึ้นเพื่อขอบคุณ ตาหวานดีใจมาก ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ที่จะได้กลับบ้านเสียที

              "ตาหวานเป็นเหมือนสมาชิกในวอร์ดคนหนึ่งไปเสียแล้ว

               ถ้าตาหวานไม่อยู่ หญิงคงเหงาถ้าขึ้นเวรมาแล้วไม่เห็นตาหวาน

               แล้วใครจะช่วยหญิงพับก๊อซ พับถุงกระดาษ"

            น้องผู้ช่วยเหลือคนไข้ เอ่ยความในใจ เมื่อรับรู้ว่าตาหวานจะกลับไปอยู่บ้านแล้ว  เรียกเสียงหัวเราะจากคนฟังได้พอสมควร รับรู้ถึงความคิดถึงที่เหมือนคนรู้จักจะจากลา

            "ตาหวาน" เป็นชาวพม่า อายุราว 50 ปี แต่ที่เรียกว่า "ตา" นำหน้าชื่อก็เป็นเพราะเรียกต่อกันมาจนติดปาก จำที่มาไม่ได้เสียแล้ว ตาหวานมาตั้งรกรากอยู่ในประเทศไทย และได้แต่งงานกับคนไทย ครอบครัวตาหวานมีสมาชิก 6 คน คือ ตาหวาน ภรรยา ลูกสาว ลูกเขย และหลานสาวอีก 2 คน     ทุกวันตาหวานจะออกไปรับจ้างทำงานในสวนผลไม้ มีเวลาว่างก็เก็บผักที่ในสวน เช่น ผักกูด   ผักเหลียง มาขาย พอเป็นรายได้เสริมเล็ก ๆ น้อย

          วันหนึ่ง ตาหวานออกไปทำงานตามปกติ แต่วันนี้พิเศษกว่าทุกวันตาหวานนั่งซ้อนมอเตอร์ไซด์ลูกเขย แทนการเดินเท้าตามปกติ

                                       " ปัง   ปัง  "

            มอเตอร์ไซด์ที่ตาหวามนั่งซ้อนท้ายส่ายไปมาราวกับควบคุมไม่อยู่ ไถลตกไปข้างทาง สองร่างกระเด็นตกจากรถ

                                        "มีคนถูกยิง" 

      ชาวบ้านแถวนั้น ตะโกนออกมาด้วยความตกใจ ตาหวานรู้สึกใจเสียขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำว่ามีคนถูกยิง จะลุกไปดูลูกเขยด้วยความเป็นห่วง  แต่ทันใดนั่นเองตาหวานรับรู้ว่าตนเองขยับขาไม่ได้

       พลเมืองดีได้นำตาหวานส่งโรงพยาบาล ส่วนลูกเขยเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ตาหวานถูกยิงบริเวณรักแร้และสันหลัง รอดตายได้อย่างหวุดหวิด หมอบอกว่า เพราะตาหวานถูกยิงบริเวณไขสันหลังทำให้เส้นประสาทถูกทำลายตั้งแต่บริเวณเอวลงมา ต้องส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลจังหวัดใกล้เคียง 3 วันต่อมาตาหวานได้ถูกส่งตัวกลับมาดูแลต่อที่โรงพยาบาลพะโต๊ะ       30 กันยายน 2548 จนวันที่ 3 มกราคม 2552 เวลา 3 ปี กว่าที่ตาหวานอยู่กับเรา นานจนไม่น่าแปลกใจเลยที่ทีมงานจะรู้สึกว่าตาหวานกลายเป็นสมาชิกคนหนึ่งของโรงพยาบาล ชาวบ้านถกเถียงต่างๆนานาถึงสาเหตุของการถูกลอบยิงในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งว่ากันว่าเพราะตาหวานเป็นอาสาสมัครอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้เลยขัดขากับบรรดาผู้ลักลอบตัดไม้ทำลายป่า

        แรก ๆ "ป้าแป๋ว" ก็อยากให้ตาหวานกลับไปอยู่บ้าน เหตุผลที่หญิงวัยกลางคน ร่างสูงโปร่ง ผมซอยสั้น สีหน้าหม่นหมอง ผู้เป็นภรรยาของตาหวานคนนี้ไม่ยอมให้ตาหวานนอนโรงพยาบาลเนื่องจากกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะเป็นต่างด้าวที่ไม่มีสิทธิ อีกทั้งภาระในการเฝ้าไข้ ทำให้ป้าแป๋วเองก็จะไม่ได้ทำงาน ลูกสาวกับหลานสาวที่ยังเสียขวัญ ก็ยังไม่กล้าทิ้งไว้ให้อยู่เพียงลำพัง ทีมงานได้คุยกับป้าแป๋ว ว่าไม่ต้องกังวลในเรื่องค่าใช้จ่าย ทางโรงพยาบาลยินดีที่จะไม่เรียกเก็บค่ารักษาพยาบาล  ป้าแป๋วไม่ต้องอยู่เฝ้าทุกวันก็ได้ พยาบาลดูแลให้เองเพียงแต่ให้มาบ้างถ้าวันไหนป้าแป๋วสะดวก แรก ๆ ป้าแป๋วก็มีสีหน้าแววตาที่หดหู่ไม่ค่อยสบายใจ นานวันเข้าก็เริ่มปรับตัว ดูมีความสุข และเป็นกันเองกับทีมงานมากขึ้น

          ตาหวานนอนบนเตียงด้วยสีหน้าอมทุกข์ มองเหม่อ เหมือนคนสิ้นหวัง ตาหวานมีปัญหาในการรักษาหลายอย่างตั้งแต่แผลกดทับบริเวณก้นกบขนาดเท่ากำปั้น ไข้สูงขึ้นๆลงๆจากการติดเชื้อสายสวนปัสสาวะ นาน ๆ ครั้งที่ตาหวานจะพูดหรือถามออกมาด้วยสำเนียงแปร่ง ๆ ส่วนใหญ่ประมาณว่า

      "ผมจะหายไหมครับ จะเดินได้หรือเปล่าครับ" ทั้งป้าแป๋ว ทั้งตาหวานต่างรอคอยคำตอบอย่างใจจดใจจ่อในทุกครั้ง  แต่ความหวังก็เลือนลางไปทุกวัน บางช่วงตาหวานท้อแท้ หมดกำลังใจ ก็นอนนั่งอยู่กับเตียงไม่ทำอะไรไปเฉย ๆ

          ทีมงานก็ระดมพลังใจส่งมอบให้ตาหวาน ตั้งแต่ชวนพูดคุย ชวนออกกำลังกายเบา ๆ บนเตียง สร้างคุณค่าโดยให้ตาหวานช่วยพับก๊อส พับถุงกระดาษในช่วงเวลาว่าง ๆ    นานไปบนโต๊ะข้างเตียง ในช่วงหลัง เต็มไปด้วยสิ่งของมากมายไม่ว่าจะเป็น ถุงกระดาษ ภาพวาดระบายสี หรือ นาฬิกากระดาษที่บอกตารางเวลาปฏิบัติกิจกรรม และพลิกตะแคงตัวทุก 2 ชั่วโมงเพื่อให้ตาหวานดูเวลาแล้วทำได้ด้วยตนเอง

      หัวหน้ากลุ่มการพยาบาลก็เกณฑ์น้องผู้ช่วยเหลือที่ว่าง ๆ มาช่วยกันเข็นตาหวานไปชื่นชมธรรมชาติ ออกจากวอร์ดทุกวัน พร้อมกับฝึกให้ตาหวานได้ขยับลุก - นั่ง รถเข็นไปด้วยพร้อมกัน เลยสร้างความคุ้นเคยและสนิทสนมกันราวญาติพี่น้อง

            เมื่อตาหวานลุกนั่งได้เอง พลิกตะแคงตัวได้เอง เริ่มลงจากเตียงและใช้รถเข็นได้ เมื่อแผลก้นกบได้หายดี เมื่อนั้นตาหวานก็จะได้กลับบ้าน และวันนั้นก็มาถึง ด้วยบรรยากาศแห่งความสุข พยาบาลบางคนน้ำตาซึม สีหน้าเศร้า ๆ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกัน "ตาหวานเป็นคนไข้ที่น่ารัก นิสัยดี ทุกคนดีใจที่ตาหวานได้กลับบ้าน แต่ลึก ๆ ก็อดใจหายไม่ได้"

      รถออกจากโรงพยาบาลเวลาประมาณ 14.00 น. ลุงหวานพยุงตัวเองจากรถเข็นขึ้นไปนั่งบนรถปิกอัพของโรงพยาบาลด้วยความคล่องแคล่ว ตลอดระยะทางจากโรงพยาบาลถึงบ้านประมาณ 15 กิโลเมตร 2 ข้างทางเป็นป่า มีถนนเล็ก ๆ พอให้รถผ่านได้ ตาหวานเล่าถึงสถานที่ที่ไปเก็บ   ผักกูด สถานที่ที่ถูกยิง และสวนของเฒ่าแก่ใจดีที่ซื้อรถเข็นให้แก ตาหวานพูดภาษาไทยได้บ้าง แต่บางคำก็ฟังไม่ออก ต้องตั้งใจฟัง

            เมื่อถึงบ้าน ตาหวานช่วยตัวเอง ประคองตัวเองลงจากรถและนั่งบนรถเข็น และเข็นรถเข้าบ้านด้วยแรงจากมือทั้ง 2 ข้าง ในบ้านได้ถูกตระเตรียมพื้นที่สำหรับรับตาหวานกลับมาเป็นอย่างดี พื้นต่างระดับได้เทปูนทับเป็นทางลาด มีรอกในการบริหารขา แขวนไว้บนขื่อ ที่ปลายเตียง ทีมงานบอกให้ตาหวานทำทุกวัน และแคร่ไม้สำหรับอาบน้ำ ขับถ่าย ดูสะดวก และสะอาดสะอ้านเป็นอย่างดี

    ตาหวานไม่ใช่ภาระของสังคม ตาหวานช่วยเหลือตัวเองได้ ทำงานได้  ทุกวันนี้ตาหวานช่วยป้าแป๋วสับหมากเอาหมากไปขายพอเลี้ยงชีพได้ ตาหวานมีความสุขดี อยู่กับครอบครัวและลูก ๆ หลาน ๆ  ทุก ๆ สิ้นเดือนทีมงานก็ไปเปลี่ยนสายสวนปัสสาวะให้เพราะผู้อำนวยการท่านไม่อยากให้ตาหวานต้องเหมารถมาโรงพยาบาลเอง เพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น  

            เมื่อมาทบทวนเรื่องราวของตาหวาน มีแต่สิ่งดี ๆ ที่ทุกคนได้พูดถึง ค่าใช้จ่ายเกือบล้านบาทที่แอบไปสอบถามมาเพราะความอยากรู้ ไม่ถูกนำมาเป็นประเด็นสำคัญเลย อดดีใจและชื่นชมทีมงานไม่ได้ในการบริการที่ดี บนความโชคร้ายอย่างน้อยตาหวานก็ยังโชคดีที่สามารถก้าวผ่านวันเวลาเหล่านั้นมาได้....สู้ต่อไปนะตาหวาน

                                                                                           ชะอ้อน  สุทธิคณะ