๓ ตุลาคม ๒๕๔๘
ผมตื่นตั้งแต่ตีห้า เพื่อรอถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้น นั่งรอจนฟ้าเริ่มสางแต่น่าเสียดายวันนี้เกิดมีเมฆฝนมาบัง และวันนี้เราต้องเดินทางกลับ คืนแรกตื่นไม่ไหวอยู่แล้วเพราะโม้กันดึก คืนที่สองก็รีบตื่นไปแซนด์แบ๊งค์ แต่ถึงยังไงก็ตามก็ยังได้ภาพสวยๆมาฝากอยู่ดี

เมื่อวานคุยกับผู้จัดการแผนกสปาที่ลูกสาวทำงานอยู่ จึงรู้ว่าที่เกาะนี้ไม่มีงูแม้แต่ตัวเดียว ผมเห็นค้างคาวแม่ไก่ ๑ ตัวทั้งๆที่น่าจะเห็นมากกว่านี้ แต่ข้อเสียของที่โรงแรมคือมดดำเยอะมาก แต่มันก็ทำให้เราสงสัยตั้งแต่เมื่อวันที่สองที่เราอยู่ วันนี้เห็นมดคาบไข่ชัดเจนแล้วครับสงสัยฝนจะตกไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้แหละ ปรากฏว่าเป็นจริงครับลมแรงขึ้นเรื่อยๆและมีฝนตก แล้วตูจะดำน้ำยังไงล่ะวันนี้ ทั้งโปรแกรมที่จะไปที่เมืองมาเล่ซึ่งเป็นเมืองหลวงก็ต้องยกเลิก ว่างๆก็หยิบเอกสารของโรงแรมมาอ่านเลยได้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับมัลดีฟส์ เลยเอามาเล่าสู่กันฟังเผื่อใครนึกจะไปมัลดีฟส์จะได้มีพื้นฐานเพราะผมหาหนังสือเกี่ยวกับมัลดีฟส์ตามร้านหนังสือในภูเก็ตไม่ได้เลย
มัลดีฟส์ก่อตั้งประเทศมาตั้งแต่ ๒,๕๐๐ ปีก่อนและเป็นที่รู้จักเพราะใช้เปลือกหอยเป็นเงินตราในการซื้อขาย ซึ่งประเทศใกล้เคียงแถบนั้นหลายประเทศเขาใช้เปลือกหอยเป็นเงินตรา เปลือกหอยที่ว่าผมแปลภาษาอังกฤษไม่ออกแต่เชื่อว่ามันต้องคือหอยเบี้ยอย่างแน่นอน ฟันธง ครับ ต่อมาในปี ค.ศ.๑๘๘๗ จึงตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ จนกระทั่ง ๒๖ กรกฎาคม ค.ศ.๑๙๖๕ จึงได้เป็นรัฐอิสระ และในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๑๙๖๘ มัลดีฟส์ได้ถูกเปลี่ยนจากรัฐสุลต่านมาเป็นสาธารณรัฐมัลดีฟส์(กรณีคล้ายกับมาเลเซีย) เนื่องจากมัลดีฟส์อยู่ใกล้อินเดีย ศรีลังกา เขามีภาษาของเขาเวลาพูดอังกฤษก็เลยคล้ายภาษาอังกฤษแบบอินเดีย ลิ้นรัวจริงๆนะนายจ๋า...


ภาษาที่นี่เขาใช้ภาษา Dhivehi เขาเขียนแบบภาษาจีนคือจากซ้ายไปขวา จากบนลงล่าง ต้นไม้ประจำชาติ ก็คือต้นมะพร้าวบ้านเรา ส่วนดอกไม้ประจำชาติก็คือกุหลาบชมพู สาธารณรัฐมัลดีฟส์เป็นหมู่เกาะน้อยใหญ่จำนวน ๑,๑๙๒ เกาะ เชื่อกันว่าเกิดมาจากภูเขาไฟเมื่อ ๒๕๕ ล้านปีก่อนมี ๑๙๙ เกาะ ที่เป็นเกาะที่ไม่มีผู้อยู่อาศัย และให้เช่าหรือรูปแบบสัมปทาน (ผมแปลไม่ถูกเขาใช้คำว่า earrently ใครมีความรู้ช่วยแปลหน่อยเด้อ..)ทำเป็นที่พักรีสอร์ท ๘๗ เกาะ มีประชากร ๒๗๐,๑๐๑ คน พื้นที่รวมทั้งน้ำทั้งเนื้อ เอ๊ย!ทั้งเกาะ ๙๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร เอาความกว้างยาวด้วยไหมครับ กว้าง ๑๓๐ กิโลเมตร ยาว ๘๒๐ กิโลเมตร ผมไม่ได้วัดเองครับ เขาบอกไว้ในหนังสือ
มาเล่เป็นเมืองหลวงที่มีพื้นที่แค่ ๑.๙๒ ตารางกิโลเมตร น้อยกว่าพื้นที่ อ.บ.ต.อีก และเขามีประชากรที่อยู่เมืองหลวงแค่ ๗๗,๑๘๔ คน ภาษาของมัลดีฟส์เราไม่รู้ว่าพูดยังไง แต่ถ้าเป็นภาษาสันสกฤตพอไหวไหมครับ แฮ่...ภาษาสันสกฤตเรียกที่นี่ว่า Maladiv แปลว่า garland of island ตังค์ที่เกาะที่ผมพักเขาใช้ดอลล่าร์อเมริกัน ในเมืองเขาใช้เงินรูเฟีย Rufiyaa อัตราแลกเปลี่ยน 1$u.s. =12.75 rufiyaa
รายได้หลักของที่นี่คือ การท่องเที่ยว ประมง การขนส่งทางทะเล ๓ หลักนี้ทำให้เศรษฐกิจของมัลดีฟส์เติบโตอย่างรวดเร็วมาก ตั้งแต่ ค.ศ.๑๙๘๐ เป็นต้นมา มัลดีฟส์มีอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจถึงร้อยละ ๑๐ ทีเดียว และเป็นการขยายตัวทางด้านประมงและท่องเที่ยวเสียส่วนใหญ่ ที่น่าแปลกก็คือมัลดีฟส์เป็นเมืองพุทธมาก่อน ต่อมา ค.ศ.๑๑๕๓ จึงเปลี่ยนเป็นอิสลามนิกายสุหนี่
ผมก็อยากเรียนรู้ภาษามัลดีฟส์ก็ฟังลูกสาวมันโม้ให้ฟังตั้งแต่วันแรก ก็พอรู้บ้างสองสามคำเช่นคำว่า ขอบคุณ ก็พูดว่า Shukuriyaa สุขกูริยา (เหมือนจะบอกว่าขอบใจที่ทำให้กูมีความสุข แฮ่ะๆๆ) อีกคำหนึ่งที่ลูกสาวชอบพูด คือ Baraabaru บาร้าบ้ารู หมายถึง ดี ส่วนคำทักทายกันแบบภาษาอังกฤษ how are you เขาก็พูดว่า Haalu kihinei (ฮาลูกิฮินี่) หรือจะพูดว่ายินดีต้อนรับ ก็ต้องพูดว่า มาฮะบา Marhabaa ถ้าจะลากันก็พูด Vekivelanee เวกิเวลานี่ ได้แค่นี้แหละ

เกาะเวบบินฟารูที่เราพักอยู่นี่ห่างจากสนามบินมาเล่ ๑๗ กิโลเมตรไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ เวบบิน แปลว่า รอบ ฟารู แปลว่า reef ครับ ที่นี่บันยันทรีเข้ามาเทคโอเวอร์เมื่อปี ค.ศ.๑๙๙๔
วันนี้ฝนตกทำเอาเซ็งไปเลยต้องอยู่ในห้องก็เลยเอาโปงลางสะออนมาเปิดดูหัวเราะกันสนุกสนาน จนกระทั่งบ่าย ๒ โมงฝนหยุดแล้วก็ให้แม่บ้านไปทำสปา ๔ โมงครึ่งผมกับลูกชายก็นั่งเรือไปที่โรงแรมอังสนา เพื่อดำน้ำ ดำได้ ๔๕ นาทีน้ำเริ่มขุ่นก็เลยเลิกดำ วันนี้ไม่เจอเต่า แต่...เจอไอ้หลามขนาดวัยรุ่น ตอนนั้นลูกชายผมถือกล้องอยู่ในมือแต่กำลังเงยหน้ามาจัดการกับหน้ากาก ผมก้มลงไปดำ เฮ้ย! ไอ้หลามรีบบอกลูกชายให้ถ่ายภาพ แต่ไม่ทันเห็นแต่หาง และตอนนั้นน้ำเริ่มขุ่นแล้วเลยไม่ได้ภาพมา นั่งรอเรือกลับอยู่พักหนึ่ง พอดีมีเรือมาส่งของและจะไปส่งของที่โรงแรมบันยันทรีจึงขออาศัยกลับ เรือระหว่างเกาะจะมีเป็นเวลาครับ ๒ ชั่วโมงจะออกจากท่าครั้งหนึ่งครับ วิ่งทั้งวันเป็นเรือบริการฟรีของโรงแรม แต่ลีลาการขับเรือเจ๋งมากครับ เวลาเขาจะบังคับหางเสือ เขาใช้เท้าถีบให้มันปรับทิศทาง หนูนิวบอกว่ามันเท่กว่านี้อีก คนขับบางคนจะยืนคร่อมคันบังคับแล้วบิดก้นไปมา ลองนึกภาพดูนะครับผมว่ามันคงจะตลกมาก...เฮอะๆๆ

วันนี้เราดินเนอร์กันที่ห้องอาหารของโรงแรม อาหารช้ามากกว่าจะทานเสร็จก็สามทุ่มกว่าได้เวลาไปขึ้นเรือไปสนามบิน ลูกสาวไม่ได้ไปส่งเพราะแขกเข้าพักเยอะ เขาส่งเราที่ท่าเรือ ผมกอดลูกสาวนิ่งๆ ลูบหัวเขา หอมเขาด้วยความรู้สึกรักและเป็นห่วง เขาก็เริ่มร้องไห้ พอแม่เขากอดอีกคนคราวนี้น้ำตาไหลเป็นเผาเต่าเลย แต่อย่างน้อยการที่เราได้มาเที่ยวมัลดีฟส์ครั้งนี้ ทำให้ลูกสาวหายเหงาหายคิดถึงได้บ้าง เราก็ได้เที่ยวในสถานที่ไม่เคยคิดว่าจะได้ไปเที่ยวเพราะค่าใช้จ่ายสูงมาก แต่เราคิดของเราว่า มนุษย์เราแสวงหาความร่ำรวยจากเงินทอง มนุษย์มักแสวงหาผลประโยชน์เข้าหาตัวก่อน แม้แต่ครอบครัวคนในครอบครัวก็มักคิดถึงตัวเองก่อน เช่น พ่อบ้านแอบไปหาความสุขนอกบ้านก็เพราะแสวงหาผลประโยชน์เข้าหาตัวเองก่อน แล้วก่อให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง แต่ครอบครัวเราคิดถึงความสุขของครอบครัวก่อน เงินทองเป็นของนอกกาย เพื่อนผมบอกว่า “เงินไม่ใช่พระเจ้า แต่คนพระเจ้าต้องใช้เงิน” แต่เราว่าความสุขในชีวิตประจำวันมีความสำคัญมากกว่าเงินทอง
คนในครอบครัวจะประสบความสำเร็จในชีวิต หากคนในครอบครัวรักกันและเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน

เรากลับมาถึงเมืองไทยอย่างสโหลสเหลเพราะการเปลี่ยนแปลงของกาลเวลา ทิ้งสาวมัลดีฟส์ให้ทำงานต่อและการเติมพลังให้สาวมัลดีฟส์ก็จะทำให้หนูนิวมีกำลังใจที่เข้มแข็งที่จะต่อสู้กับความเหงา ปัญหาที่เกิดขึ้นจากงานและจากคน และผมเชื่อว่าลูกสาวผมทำได้.....
Errantly หรือเปล่าครับ
แปลว่า การเดินทาง การท่องเที่ยว
ได้เห็นปลาจ้องม้องแล้ว
ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
สงสัยทำไมน้องเน ใส่ชุดครุย
น้องนิว เข้มขึ้นจริงๆๆด้วย
ดูแขนซะก่อน(ภาพล่างขวามือ เหมือนนักกล้ามเลย)
ฮ่าๆๆ
(น้องนิวจะตามมาอ่านไหมเนี่ย เสียวๆๆ)
ขอบคุณอ.ขจิตมากๆเลยครับ
ผมลอกมาจากเอกสารของโรงแรมครับ หาใน dict ก็ไม่พบ สงสัยเขาพิมพ์เกิน อิอิ แต่มันก็หมายความได้เช่นนั้นเหมือนกันเพราะ ๑ เกาะ ก็ ๑ โรงแรม ตอนนั้นเอกสารเขียนว่า ๘๗ เกาะแต่ตอนที่ผมเที่ยวอยู่นั้นประมาณ ๑๐๑ เกาะแล้วครับที่สร้างโรงแรม
น้องเนติ์เขารับปริญญาขณะที่น้องนิวทำงานอยู่ที่มัลดีฟส์ อยากถ่ายภาพกับน้องเลยหอบครุยไปด้วย แถมได้ภาพเท่ห์ไม่เหมือนเพื่อนๆในรุ่นเพราะถ่ายชุดครุยที่มัลดีฟส์ อิอิ
ช่วงนั้นน้องนิวมันกำยำล่ำสัน ฮ่าๆ
สวัสดีค่ะ
http://www.moohin.com/trips/phang-nga/simiran/
ต้อมเกาะติดทริปมัลดีฟส์เลยนะเนี่ยจากตอนแรกจนถึงตอนอำลา ^^ รู้สึก..มีความสุขไปด้วยจริงๆ ค่ะ ขอบพระคุณนะคะ
สวัสดีค่ะ คุณลุงอัยการ
วิวสวยดีนะคะ (เงินไม่ใช่พระเจ้า แต่คนของพระเจ้าต้องใช้เงิน)
ชอบคำนี้มากๆเลยค่ะ
แอ้ม เมืองขนมหวาน
คู่แข่งกับเมืองร้อยเกาะของไทยเรานี่เอง อิอิ
อย่างนี้ต้องเสนอให้ประเทศไทยทำเกาะเพิ่มน่าจะดีนะครับ (ตอนนี้ก็มีปะการังเทียมจากวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว พอนานๆก็อาจเติบโตเป็นเกาะ อันนี้คิดไปเองครับ และคงรอไม่ไหวแน่เลยครับ)
แต่ที่สำคัญกระผมอยากกลับไปยุคใช้เปลือกหอยเบี้ยแทนเงินตราปัจจุบันจังเลยครับ
จะได้เลี้ยงหอยเบี้ยไว้ใช้ซื้อหรือแลกเปลี่ยนสิ่งของ ไม่ทราบพอจะมีใครทราบหรือเปล่าครับว่าหอยเบี้ยที่ใช้ในยุคนั้นต้องมีกระบวนการอะไรก่อนนำมาใช้บ้างหรือเปล่าครับหรือว่าใครหาได้ก็นำมาใช้จ่ายได้เลย อย่างนี้ชาวประมงที่หาหอยเก่งก็เป็นมหาเศรษฐีได้อย่างสบายเลยหนะสิครับ
สวัสดีครับคุณสะตอดอง
สิมิลันเป็นหมู่เกาะบ้านผมเอง ผมเป็นคนพังงาครับ
สิมิลันสวยมาก หาดทรายขาวละเอียดกว่ามัลดีฟส์มากมาย
ที่ไปเที่ยวมัลดีฟส์ก็มิได้หมายความว่าไม่ชอบเที่ยวบ้านเกิด สิมิลันไปไม่ต่ำกว่าสามครั้ง เกาะสุรินทร์ก็ไม่ต่ำกว่าสี่ครั้ง แต่ที่ไปเพราะไปเยี่ยมลูกสาว แต่ก็ยอมรับว่าหาดเขาสะอาด ปลาเยอะมาก สัตว์ทะเลเยอะมาก การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเขาดีกว่าเราเยอะครับ
สวัสดีน้องต้อม
กำลังคิดว่าจะเก็บอะไรที่ตกหล่นที่มัลดีฟส์อีกสักตอนไหมเนี่ย..อิอิ
หวัดดีหนูแอ้ม
ตามไปเที่ยวทุกตอนเลยนะ อิอิ
สวัสดีครับคุณวุฒิชัย
ถ้าใช้เปลือกหอยเหมือนสมัยก่อน พวกอยู่ชายทะเลคงไม่จนหรอก
แต่หอยเบี้ยที่ใช้คงเป็นวงศ์สกุลที่หายากง่ายและมีมูลค่าแตกต่างกัน และที่ทราบถ้าหอยอยู่ที่ยิ่งลึกมีพิษราคาก็ยิ่งแพง ปัจจุบันหอยหายากมีมูลค่าเป็นแสนเป็นล้านต่อเปลือกนะครับ ถ้ามีเวลาลองไปดูที่พิพธภัณฑเปลือกหอยนะครับ ที่ภูเก็ตก็มี ที่กทม.ก็มีครับ
ขอบพระคุณครับ
กระผมเคยได้ไปชมพิพิธภัณฑ์หอยที่ภูเก็ต 1 ครั้งครับ ราคาแพงมากๆครับ ก็คงเพราะมีน้อยหรือหายากหรือใกล้สูญพันธุ์ ผนวกกับความสวยงามของสีสันและลวดลายอันเกิดจากธรรมชาติของหอยนั้นๆ อย่างที่ท่านบอกครับ
เห็นแล้วอยากพาเจ้าลูกชายไปวิ่งเล่นที่ชายหาดที่โน่นบ้างจังค่ะ
สวัสดีครับท่านเกษตรอยู่จังหวัด
ปลากรเบน(เหน็บ)ของท่านไม่ใช่ตู้ไปรษณีย์ครับ แต่เป็นป้ายที่ปักไว้เกี่ยวกับเวลาให้อาหารปลากระเบนครับ แต่ตอนแรกผมก็เข้าใจเหมือนท่านแหละครับ อิอิ
คุณวุฒิชัย ครับ แม้หอยจะราคาแพงแต่ราคาเข้าชมสำหรับคนไทยไม่แพงนะครับ รู้สึกจะ ๕๐ บาท ครับ ผมเคยคุยกับเจ้าของเขาบอกว่าเปลือกหอยที่เขาเก็บสะสมมีมากกว่าที่โชว์ในพิพิธภัณฑ์หลายเท่า หากจะเอามาโชว์เขาจะต้องสร้างอาคารเพิ่ม(อีกหลายตังค์)อิอิ
ขอบคุณสิงห์ป่าสักที่แวะมาเยี่ยมครับ
สวัสดีครับแม่เจ้าแพลน
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยม น้องแพลนน่ารักมากครับ
แวะมาติดตามกิจกรรมดีๆ
สวัสดีครับครูพิสูจน์
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยม
สุขภาพเป็นอย่างไรบ้าง ดีหรือยังครับ