ที่อย่างน้อยต้องสอดคล้องกับความจำเป็นและความต้องการของสังคมในปัจจุบัน

อาการหนึ่งที่เป็นปัญหาในระบบการศึกษาที่พบในปัจจุบัน อย่างน้อยก็ในกลุ่มสาขาที่ผมศึกษาและทำงานอยู่ก็คือ

นักศึกษาที่เรียนและสอบผ่านไปแล้วไม่มีความจำ ความรู้ และความเข้าใจในระยะยาว  หรือ ความรู้ฝังลึกพอที่จะไปเรียนต่อหรือใช้ในการทำงานได้จริงเมื่อเรียนครบหลักสูตร

และผมได้ยิน “บัณฑิต” บางคนเปรยกับเพื่อนๆว่า “เรียนมาสี่ปียังไม่รู้สึกว่า ตัวเองมีความรู้อะไรเลย

ปัญหาในเบื้องต้น

·        ทำให้การสอนวิชาต่อเนื่องทำได้ยากมาก โดยเฉพาะวิชาที่เป็นการเรียนต่อยอดจากวิชาพื้นฐาน ไปเรื่อยๆ สู่วิชาชีพ และวิชาชีพขั้นสูง

และในกระบวนการสอน

·        มักจำเป็นต้องใช้เวลากับการทบทวน หรือสอนเนื้อหาเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก เป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นการต่อเชื่อมกับวิชาใหม่แทนที่จะได้ใช้เวลาสอนเนื้อหาใหม่ๆไปอย่างมีประสิทธิภาพ

·        หรือไม่ก็มีการลักไก่ตั้งวิชาใหม่ขึ้นมา เปลี่ยนชื่อหัวข้อ แต่เนื้อหาเดิมๆ แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง

o   แต่นักศึกษาที่เรียนก็ยังไม่รู้ ไม่เข้าใจอย่างเพียงพอ เพียงอาจรู้ว่าเรื่องนี้ “รู้สึกว่า” เคยเรียนมาแล้ว

ปัญหาเช่นนี้ ทำให้เสียโอกาส เสียประโยชน์ทางการศึกษาไปมากมาย

ลักษณะดังกล่าว น่าจะเกิดจากการ

·        จัดหลักสูตร

·        เนื้อหาของวิชา

·        การสอน

·        ระบบการเรียน

·        ระบบการวัดผล และ

·        ประเมินผล

ที่ควรได้รับการพิจารณาปรับปรุงแก้ไขเป็นอย่างยิ่ง

แนวทางเลือกการแก้ปัญหาที่สำคัญก็คือ การจัดหลักสูตร การสอน การเรียน และการวัดผลแบบบูรณาการ

ที่อาจเริ่มจาก

·        การพิจารณาปรับปรุงหลักสูตร วิชา และเนื้อหาที่มีความสอดคล้องกัน แบบบูรณาการ (ที่แปลว่า ครบถ้วนสมบูรณ์ พอเหมาะกับการใช้งานจริง) ที่สามารถนำไปใช้ในบริบทของการทำงานจริงๆได้ ไม่ใช่พอรู้ เคยได้ยิน หรือรู้แบบครึ่งๆกลางๆ

o   อย่างน้อยควรอยู่ในระดับ “พอใช้” หรือ “ใช้ได้” ที่มีความหมายตามนั้น สามารถทำงานตามหน้าที่ได้อย่างทันที ไม่มีความจำเป็นต้องมาเริ่มนับหนึ่งใหม่

o   ไม่ใช่ พอใช้ที่มักแปลว่า “คุณภาพต่ำ ยังใช้หรือทำงานจริงไม่ได้

·        ที่สามารถควบคุม กำกับดูแลให้มีวิชาที่มีเนื้อหาต่อเนื่องและสอดคล้องกันตามลำดับ

·        โดยเฉพาะวิชาที่มีความเกี่ยวเนื่องและสนับสนุนซึ่งกันและกันอาจต้องจัดให้เรียนต่อเนื่องกัน อย่างเป็นลำดับ ไม่ควรอนุญาตให้เรียนพร้อมกันหรือสลับกัน

·        กำหนดแนวทาง และติดตามพิจารณาเทคนิคการวัดผล

o   ที่ต้องเล็งการนำความรู้ไปต่อยอดในวิชาอื่นๆได้ และหรือไปเชื่อมโยงให้เกิดการ “บูรณาการ” ของการสอนการเรียน  ที่สามารถชี้นำ และควบคุมดูแลให้เกิดการเรียนรู้แบบบูรณาการได้โดยง่าย

o   ที่อาจเน้นการสอนและประเมินผลแบบวัดผลสัมฤทธิ์ วัดทักษะและความสามารถในการทำงาน

o   มากกว่าการเรียนแบบแค่ “สอบผ่าน” เฉยๆ แล้วก็ลืมกันไป เมื่อจะใช้ก็นึกไม่ออก

o   หรือแม้จะรู้  แต่ใช้ไม่เป็นทำไม่เป็น

ดังนั้นการจัดหลักสูตรแบบบูรณาการจึงควรมีการพิจารณาตั้งแต่

·        โครงสร้างของวิชาต่างๆที่กำหนดให้เรียนที่ต้องเกี่ยวเนื่องกันเป็นลำดับ และครบถ้วน

o   นักศึกษาที่มาเรียน หรือมาเรียนต่อ ต้องตรวจสอบประวัติการเรียน และทดสอบระดับความรู้ ความเข้าใจ และทักษะการใช้ความรู้ในรูปแบบเดียวกัน

·        เนื้อหาที่สอนต้องสอดคล้อง ครบถ้วนตามที่กำหนดไว้อย่างสมบูรณ์

·        วิธีการสอนต้องเหมาะกับสาระ เนื้อหา และเป้าหมายของการสอนในแต่ละหัวข้อ

·        การติดตามประเมินผลที่ควรเน้นถึงทักษะการใช้ความรู้ และผลสัมฤทธิ์ ของการเรียน ที่ไม่ใช่แค่ท่องจำไปสอบ

·       การวัดผล และเกณฑ์การผ่านการประเมิน

o   ต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ และเป้าหมายของแต่ละหัวข้อการสอน ของวิชาที่สอน ของหลักสูตร

o   ที่อย่างน้อยต้องสอดคล้องกับความจำเป็นและความต้องการของสังคมในปัจจุบัน

§  ไม่ใช่วัดผลแบบตามใจผู้สอนที่อาจไม่สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของสังคม

นี่คือทางเลือกหนึ่ง ที่ขอเสนอในการพัฒนาหลักสูตร การเรียน การสอน การวัดผล และประเมินผล แบบ “บูรณาการ”

เพื่อการพัฒนาแบบบูรณาการ ครับ