คนญี่ปุ่นนี่ชอบถ่ายรูปมาก ผมว่าผมชอบถ่ายแล้วเขาถ่ายมากกว่าผมอีก เดินไปตรงไหนก็กด เจอหินเจอกรวดตรงไหนถ่ายเรียบ เสียดายที่ในสมัยนั้น กล้องดิจิตอลยังไม่เป็นที่นิยม (ประมาณ ค.ศ. 2001) ไม่งั้นคงจะได้ภาพกลับมาเป็นพันๆ

.....เรียนภาษามาได้ซัก 3 4 เดือน ผมก็เริ่มมีกลุ่มเพื่อน..... นอกเหนือจากเพื่อนชาวไทย ก็ยังมีเพื่อนชาวญี่ปุ่นที่มักจะไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ ตอนแรกก็รู้จักคนเดียว (คือคนที่ชวนผมเรียนภาษาญี่ปุ่นในห้องเรียนจนไม่ได้เรียนภาษาอังกฤษซักเท่าไหร่) แต่พอออกมานอกห้องก็ได้รู้จักเพื่อนเขาจากห้องอื่นโดยปริยาย

ทีนี้มีอยู่วันนึงพวกเขานัดกันไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติ Yosemite National Park ซึ้งก็อยู่แถวๆ San Francisco ก็เช่ารถกันไปซึ่งมันก็นั่งได้ 7 คน แล้วพวกเขามีกันอยู่ 6 คน เขาเลยชวนผมไป..... ผมก็เลยเป็นคนไทยคนเดียวที่ไปกับชาวญี่ปุ่น ความรู้สึกเหมือนตัวแทนประเทศยังไงพิกล

นัดกันตอน 5 ทุ่มที่โรงเรียน เพราะใช้เวลาเดินทางประมาณ 5-6 ชั่วโมง ไปถึงก็พระอาทิตย์ขึ้นพอดี ช่วงที่ไปนั้นยังมีหิมะอยู่ แต่ไม่มาก ซึ่งดีต่อการเดินป่า อันที่จริงทางอุทยานเขาก็ทำทางรถวิ่งและทางเดินเท้าที่สะดวกสบายอยู่แล้ว ไม่ต้องถึงกับเดินลุยน้ำลุยหญ้า เพราะแต่ละปีก็มีคนมาเที่ยวเป็นแสนๆ คน

ไปถึงพวกเราก้แวะศูนย์ท่องเที่ยวเพื่อทานอาหารเช้าและหยิบดูแผนที่ภายในอุทยาน จากนั้นเราก็ขับไปตามเส้นทางที่วนไปวนมา เพื่อแวะชมสถานที่ต่างๆ ที่เป็นจุดเด่นๆ ภายในอุทยาน ซึ่งก็มีทั้งน้ำตก เหว หน้าผา ทุ่งหญ้า ป่าสนและต้นโอ๊คใหญ่ๆ

คนญี่ปุ่นนี่ชอบถ่ายรูปมาก ผมว่าผมชอบถ่ายแล้วเขาถ่ายมากกว่าผมอีก เดินไปตรงไหนก็กด เจอหินเจอกรวดตรงไหนถ่ายเรียบ เสียดายที่ในสมัยนั้น กล้องดิจิตอลยังไม่เป็นที่นิยม (ประมาณ ค.ศ. 2001) ไม่งั้นคงจะได้ภาพกลับมาเป็นพันๆ แล้วการโพสท่าของเพื่อนผมนั้นเหลือเกินจริงๆ ก็ทำให้การไปเที่ยวคราวนี้สนุก และเป็นกันเอง (เพราะจริงๆ ผมก็สนิทกับพวกเขาไม่ทั้งหมด แต่ด้วยความเป็นกันเอง ก็ทำให้ผมค่อยยังชั่วขึ้นเยอะ)

เรียนภาษาญี่ปุ่นจากการไปครั้งนี้ก็เยอะ เช่น โอชิโกะ แปลว่าฉี่ ฮาคุแปลว่าอ้วก อุนจิแปลว่าอึ อันนี้รู้อยู่แล้ว แล้วก็ปุโยๆ แปลว่าไขมัน เป็นต้น.... ส่วนใหญ่ก็เป็นคำแบบนี้ทั้งนั้น ก็เที่ยวเอามัน มีแต่วัยรุ่นๆ ก็เลยได้แต่คำแปลกๆแบบนี้..... แต่ผมชอบพวกเขาอย่างหนึ่งตรงที่เวลาเขาคุยกันว่าจะทำยังไงต่อไปในแต่ละครั้ง เขาพยายามพูดเป็นภาษาอังกฤษเพื่อให้ผมเข้าใจ และก็ถามผมทุกครั้งว่าจะเอาไงดี ทำให้ผมไม่รู้สึกแปลกแยกอะไร

ไปกันแค่ 2 วัน 1 คืน 1 คืนนั้นเราก็พักกันที่โรงแรมเล็กๆ ภายในอุทยาน มีจากุชชี่กลางแจ้งด้วย พอถึงที่พัก เพื่อนๆ ผมก็ถอดเสื้อผ้าไปนั่งแช่กันเลย คงเหมือนที่อาบน้ำกลางแจ้งที่คนญี่ปุ่นเขาชอบไปกัน (ดูจากในหนัง) แต่สำหรับผม... จะบ้ารึไง หนาวจะตายชักอยู่แล้ว 7 8 องศา ยังจะให้ถอดเสื้อผ้าเดินไปกลางแจ้ง ผมเลยนั่งคุยกับเพื่อนของผมอีกคนที่ไม่ได้เอาชุดมาเปลี่ยนเลยไม่ได้ออกไปกับคนอื่น (คือถ้าเพื่อนหญิงผมคนนี้เขาตัดสินใจ ใส่ชุดชั้นในไปอาบผมคงอาสาเดินไปส่ง 555) .....เห็นอาบกันอยู่นานกว่าจะขึ้นมา แล้วก็หลับเป็นตาย

ขากลับก็แวะทานอาหารจีนกัน วุ่นๆ นิดหน่อยคือเพื่อนคนหนึ่งทำกระเป๋าสตางค์ที่มีเงินอยู่ 30000 บาทหาย เราจึงต้องรีบๆ กินๆ เพื่อที่จะกลับไปยังโรงแรม คนญี่ปุ่นสั่งอาหารจีนก็ลำบากอยู่แล้วนี่ต้องรีบสั่งด้วย เลยได้อาหารแปลกๆมา กินกัน แต่ก็อร่อยดี..... น่าเสียดายที่กลับไปแล้วไม่เจอกระเป๋าสตางค์ คนทำความสะอาดบอกว่าไม่มี.....จะมีได้ไง ก็เอ็งนั่นแหละหยิบไปแล้ว -_-"

ปลอบใจเพื่อนเป็นภาษาอังกฤษแบบกระท่อนกระแท่นว่า ก็ถือซะว่าฟาดเคราะห์ไปนะแก..... ไม่รู้หรอกว่าฟาดเคราะห์ภาษาอังกฤษเขาจะพูดว่ายังไง แต่ดูเขาก็พอเข้าใจแล้วก็ทำใจได้ พวกเราทุกคนรวมทั้งผมก็เลยตัดสินใจ เลี้ยงเพื่อนคนที่กระเป๋าหายตลอดการเดินทาง

ไปเที่ยวไกลๆ กับชาวต่างชาติก็ทำให้รู้อะไรหลายอย่างทั้งภาษาและวัฒนธรรม ปัจจุบันเพื่อกลุ่มนี้ของผมกลับญี่ปุ่นไปหมดแล้ว ยังเหลือคุยทางอีเมล์อยู่แค่คนเดียว คือคนที่กระเป๋าสตางค์หายนั่นเอง ซึ่งเขาก็หวังว่าผมจะไปเที่ยวบ้านเขาที่เกียวโตซักครั้ง.....ผมก็หวังแบบนั้นเหมือนกัน

เขียนเมื่อ 29 มิถุนายน 2548, Covina, California