ศูนย์บริการตติยภูมิสุดขีด เป็นคำที่ผมแปลมาจาก extreme tertiary care ที่คุณหมอสุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ เอ่ย   ในการประชุมสภามหาวิทยาลัยมหิดล   วาระนำเสนอผลการดำเนินการของ “ศูนย์หัวใจ หลอดเลือด และเมแทบอลิซึม” ของคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

          ศูนย์นี้ได้รับอนุมัติให้จัดตั้งและมีระบบการจัดการ โดยเฉพาะระบบการเงิน แยกจากคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี   เพื่อดำเนินการ “ให้บริการทางการแพทย์ การส่งเสริมสุขภาพ การดูแลรักษาฟื้นฟู ตลอดจนให้คำปรึกษา และรับส่งผู้ป่วยด้านโรคหัวใจ หลอดเลือด และเมแทบอลิซึม   ตลอดจนส่งเสริมงานวิจัย การเรียน การสอน และฝึกอบรมทางด้านการแพทย์”   เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๐

          ผมฟัง ศ. นพ. ปิยมิตร ศรีธรา ผู้อำนวยการโครงการนำเสนออย่างตื่นตาตื่นใจ ในรูปแบบของการนำเอาวิชาการสมัยใหม่แบบก้าวหน้าสุดขีดในหลายสาขามา “บรรจุหีบห่อ” (packaging) ใหม่ เพื่อทำประโยชน์ให้แก่ประเทศ 

          ในภาษาทางวิชาชีพ ศูนย์นี้เป็น Medical Hub ที่จะทำให้ประเทศไทยมีความเป็นเลิศและเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ของภูมิภาค   เกิดการสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ  

          เมื่อกล่าวอย่างนี้ คนทั่วไปจะคิดว่าเป็นศูนย์ให้บริการต่างชาติ บริการคนรวย เท่านั้น   คนทั่วไปเข้าไม่ถึง    นี่คือความท้าทายต่อมหาวิทยาลัย ว่าจะมีวิธีจัดการให้การลงทุนต่อเทคโนโลยีรุ่มใหม่เอี่ยม ราคาแพงสุดขีด เกิดประโยชน์ต่อสังคมวงกว้างได้อย่างไร  

          คำตอบคือ ต้องคิดใหม่ ทำใหม่ ให้การดำเนินการศูนย์แบบนี้เป็นกระบวนการเรียนรู้ไปในตัว   โดยมีคณะกรรมการและอนุกรรมการหลายชุดดำเนินการศึกษา และระดมความคิดจากหลากหลายฝ่ายเพื่อบรรลุการให้บริการโดยได้รับการรับรองตามมาตรฐานโลก   และเพื่อวิจัยสร้างโอกาสใหม่ๆ ของประเทศไทย 

          สิ่งที่ผมตีความได้คือ ต้องมุ่งทำประโยชน์ในระดับประเทศ ไม่ใช่ระดับองค์กรหรือหน่วยงานย่อย   การเป็น Regional Medical Hub ของประเทศไทยนั้น    ต้องไม่แยกๆ กันทำ หรือต่างโรงพยาบาลต่างทำ    ต้องร่วมมือกันหลายฝ่ายมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างโรงเรียนแพทย์กับโรงพยาบาลเอกชน

          เป้าหมายหลักในเชิงผลประโยชน์ของโรงรียนแพทย์คือ การวิจัย การฝึกอบรม การเรียนการสอน การถ่ายทอดเทคโนโลยี (กระทรวงศึกษาธิการ)   เป้าหมายรอง คือยกระดับการให้บริการผู้ป่วยคนไทย ในโรงพยาบาลของรัฐ (กระทรวงสาธารณสุข)   และเป้าหมายอันดับที่ ๓ คือการให้บริการชาวต่างประเทศโดยโรงพยาบาลเอกชน (กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการคลัง) 

          โครงการวิจัยนี้จึงมีคนจากหลายกระทรวงเข้ามาเป็นกรรมการ ให้คำแนะนำ   ผมจึงมองโครงการศูนย์หัวใจฯ นี้ว่าเป็นเสมือนโครงการวิจัยและพัฒนา    ที่มีเป้าหมายสร้างความเป็น Medical Hub ในภูมิภาค   เป็นโครงการวิจัยและพัฒนาแนวใหม่ ที่ไม่ต้องขอทุนวิจัย   แต่มีการลงทุนดำเนินการแนวทำธุรกิจที่ไม่หวังผลกำไรเป็นเงิน    แต่หวังผลกำไรเป็นความรู้ เป็นการพัฒนาระบบวิชาการ   ที่มีการทำงานร่วมกันหลายสาขาวิชาในคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี   และร่วมมืออกไปนอกคณะไปร่วมกับคณะอื่นในมหาวิทยาลัยมหิดล คือสถาบันโภชนาการ    และร่วมมือกับกระทรวงอื่น ดังกล่าวแล้ว    เพื่อนำความรู้ด้านต่างๆ ที่หลากหลายมาออกแบบระบบบริการการแพทย์สมัยใหม่ ที่ให้บริการได้ทั้งคนไทยและคนต่างชาติ   โดยที่คนไทยก็ไม่สูญเสียโอกาส    หรือกลับได้โอกาสใหม่ๆ ด้วยซ้ำไป   ศึกษารายละเอียดได้ที่นี่

          โครงการวิจัยของศูนย์ที่ผมประทับใจมากคือโครงการนำร่องการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปลาน้ำจืด   จากการค้นพบของสถาบันโภชนาการว่า ปลาน้ำจืดมีปริมาณของไขมันดี ชนิด DHA & EPA ในปริมาณที่ไม่แตกต่างจากปลาทะเล   การส่งเสริมการบริโภคปลาน้ำจืดจึงจะช่วยลดโรคหัวใจ โรคอ้วน และโรคเบาหวาน   โครงการนี้ได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงพาณิชย์ และดำเนินการร่วมกับกรมประมง  กระทรวงเกษตรฯ  สหกรณ์ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการเกษตรแห่งประเทศไทย   เพื่อเพิ่มการบริโภคปลาน้ำจืด

          นอกจากนั้น ศูนย์หัวใจฯ ยังดำเนินการจัดการประชุมวิชาการทั้งระดับนานาชาติ และระดับชาติ ซึ่งมีผลกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศทางอ้อมด้วย   ดังตัวอย่างการประชุมระดับชาติเรื่อง การค้าและการพัฒนาอาหาร พลังงาน และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน    

          ผมตื่นเต้น ที่ศูนย์บริการตติยภูมิสุดขีด ไม่ได้ทำงานแค่ตั้งรับให้บริการ    แต่ทำงานวิชาการเชิงรุก ออกไปป้องกันโรค   ทำงานเชิงระบบ   และยังเข้าไปร่วมมือสร้างโอกาสเชิงธุรกิจ ที่มีผลดีทั้งต่อธุรกิจ และต่อสุขภาพของผู้คน

          ศูนย์หัวใจฯ นี้ มี ศ. นพ. ปิยมิตร ศรีธรา หมอโรคหัวใจและหลอดเลือดที่ผมชื่นชอบ เป็นผู้อำนวยการ


วิจารณ์ พานิช
๒๓ ส.ค. ๕๒