เรื่องปาก ๆ ของคนเรา..
กิร ดังได้สดับมา...ชายคนหนึ่งีลูกบวชอยู่ที่วัดหนึ่งห่างจากบ้านไปหลายกิโลเมตร ออกพรรษาเเล้วมีกำหนดสึก พ่อจึงนำม้าแกลบไปรับลูกที่วัด ทำพิธีสึกเสร็จเเล้ว พ่อลูกจึงกราบลาเจ้าอาวาสออกจากวัดไป โดยผู้พ่อให้ลูกขี่ม้า ตัวเองเดินเคียงข้างไป พอพ้นประตูวัดไปได้ไม่เท่าไร ตาแก่คนหนึ่งเห็นเข้าก็พูดดัง ๆ ว่่า "ดูสิน่ะ อุตส่าห์บวชเรียนมาตั้งพรรษาเเล้วยังไม่รู้ว่าอะไรควรไม่ควร ตัวเองนั่งสบายบนหลังม้า ปล่อยให้พ่อเดินต้อย ๆ ช่างอกตัญญูเเท้ๆ "
ลูกได้ยินเข้าเกินละอายใจจังลงจากม้า ให้พ่อขึ้นหลังม้าเเทน ไปกันได้อีกหน่อย ก็ถูกผู้หญิงคนหนึ่งต่อว่าอีก..."เออ เป็นพ่อภาษาอะไรกัน ลูกเพิ่งสึกใหม่ ๆ เเท่นที่จะให้ลูกขี่ม้าให้สบาย ตัวเองกลับขี่เสียเอง ช่างไม่เห็นใจลูกเลย" พ่อรีบโดดผลุงจากหลังม้า ให้ลูกขึ้นหลังม้าเเทน ลูกก็ไม่ยอมรับ เลยต่างก็เดินจูงม้าไปเฉย ๆ พอเลี้ยวมุมถนน ก็เจอคมปากชาวบ้านอีกคนหนึ่งว่า...."ดุซิพวกเรา พ่อลูกคู่นี้ช่างโง่เหลือเิกิน มีม้าแต่ไม่ยอมขี่ ไม่รู้จะเอามาทำไม โง่เเท้ ๆ"
สองพ่อลูกไม่รู้จะทำอย่างไร จงขี้นขี่บนหลังทั้งสองคนเลยทีนี้ แต่ไปย้ังไม่ทั้นพ้นหมู่บ้าน มีเสียงตะโกนจากข้างทางมาอีกแล้ว"เออเว้ย ทั้งหัวหงอกหัวดำช่างใจร้ายเหลือเกิน ม้าตัวเล็กนิดเดียว ผ่าขึ้นไปขี่ได้ตั้งสองคน ม้าม้ันจะตายอยู่เเล้วนี่" เป็นอันว่าสองพ่อลูกทำไรไม่ถูกสักอย่าง.
เรื่องนี้สื่อความให้เห็นว่า...
การที่เราทำอะไรให้ถูกใจทุกคนไปนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ ทำอย่างเดียวกันนั้นเเเหละ ย่อมถูกใจคนบางคน แต่ไม่ถูกใจอีกคนหนึ่ง เมื่อถูกใจก็นิยมชมชอบ เมื่อขัดใจก็นินทาว่าร้าย เป็นเรื่องปกติธรรมดา หากลองไปตามลมปากหรือไม่ทำเพราะกล้ัวเขานินทาก็จะเสียความเป็นตัวของตัวเอง ทั้ง ๆ ที่บางอย่างเป็นเรื่องถูกต้องเเละดีงาม แต่บางคนเขาไม่ชอบเขาก็ไม่อยากให้ทำ จึงขัดขวางเเละขัดเเย้ง เมื่อเชื่อเขาก็เสียโอกาส ทางที่ถูกก็คือ เมื่อพิจารณาโดยรอบคอบเเล้วว่าดีจริง ถูกต้องจริง เเละเป็นประโยชน์มากกว่าเป็นโทษ ก็ทำไปเถิด ใครจะว่าอย่างไรก็เป็นเรื่องนินทากาเร เป็นเรื่องของปากหอยปากปู แต่ถ้าทำอะไรเเล้วมีคนดีมีคนที่เมตตาหวังดีมาตำหนิติติงหรือมาเตือนสติ ก็พึงนำเรื่องที่ทำนั้นมาไตร่ตรองพิจารณาให้ถี่ถ้วนอีกครั้งหนึ่ง จะได้ไม่ถลำลึกลงไปมากกว่านั้น ปากเช่นนี้มิใช่ปากนินทากาเร แต่เป็นปากมงคล ไม่พึงเห็นเป็นปากหอยปากปู ฟังไว้ก็ไม่เสียหายอะไร..