ลงโรงฉายมาพักนึงแล้วนะครับ สำหรับ โอเคเบตง มีทั้งเสียงวิพากษ์วิจารณ์และชื่นชม ผมเองดูมาแล้วรอบนึง แต่คิดว่าจะดูอีกรอบ ไม่ใช่เป็นเพราะหนังดีหรือไม่ดีนะครับ แต่จะดูเพื่อทำความเข้าใจโลกทางโลกย์และโลกทางธรรมให้มากขึ้น

หนังเรื่องนี้สะท้อนภาพปรากฏของโลกทางธรรม โลกทางโลกย์และความสัมพันธ์ระหว่างสองโลกได้สมจริงสมจังนะครับ

โลกทางโลกย์คงไม่ต้องพูดถึงก็ได้

ส่วนโลกทางธรรม หนังฉายภาพให้เห็นหลักธรรมที่สำคัญหลายข้อ เช่น การไม่ยึดติดในรสชาติของอาหาร (พระฉันข้าวในบาตร, กินก๋วยเตี๋ยวไม่ต้องปรุง) การมีสติอยู่ในวิถีชีวิต (ซักย้อมจีวร) การไม่ติดยึดในความสะดวกสบาย (นอนกับพื้น) การยึดมั่นถือมั่นถือเอาสิ่งทั้งปวงมาเป็นของเรา (พี่เรา หลานเรา)

ที่ชอบใจที่สุดก็คือการสื่อสารกับตัวเองของทิดธรรม

เราอาจแบ่งระดับการสื่อสารได้หลายระดับ ระดับแรกสุดคือการสื่อสารกับตัวเอง ในหนังเราให้เห็นหลายฉากที่พระเอกของเราสื่อสารกับตัวเอง อันเป็นการไตร่ตรองและทบทวนตัวเอง ซึ่งการทำแบบนี้บ่อยๆ ก็จะทำให้เข้าใจและรู้จักกับตัวเองยิ่งขึ้น

แต่การสื่อสารกับตัวเองของผู้คนในยุคนี้น้อยเต็มทีนะครับ คนไม่ค่อยสนใจจะคุยกับตัวเอง ไม่ค่อยจะมีเวลาคุยกับตัวเอง

ใครเคยคุยกับตัวเองยกมือขึ้น... แทบจะนับหัวได้เลยนะครับ

การไม่คุยกับตัวเองทำให้เราไม่รู้จัก ไม่เข้าใจตัวเองหนักเข้าก็จะรู้สึกแปลกแยกแม้กระทั่งตัวเองและในที่สุดก็...ไปโดนเข้าหลอกอีกแล้ว หรือไม่ก็ ถึงเขาหลอกแต่เต็มใจให้หลอก การไม่สนใจสื่อสารกับตัวเอง สนใจแต่จะสื่อสารกับภายนอก ในที่สุดก็ถูกชักจูงจากการสื่อสารจากภายนอก โดยเฉพาะจาก Massmedia จนตกเป็นทาสของการโฆษณาชวนเชื่อมากมาย ลองดูเถอะว่าในวันนี้มีสักกี่คนที่สามารถทวนกระแสไม่หลงไปตามคำยุยงการโฆษณา

แต่ขออภัยนะครับ การใช้หลักธรรมในหนังเห่ยเป็นบ้า... เห่ยยังไงไปดูเองนะครับ

 

ถึงตรงนี้ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้สะท้อนความคิดของคนในยุคทุนนิยมเฟื่องฟูได้เป็นอย่างดี อย่างน้อยก็ผู้สร้างนั่นแหละ ความคิดที่ว่าคือ ศาสนาหนะดีแต่ไม่จำเป็นหรอก บางคราวก็เป็นเรื่องตลกขบขัน เช่น ท่าทางเฉิ่มเชยไม่ประสีประสากับทางโลกของทิดธรรม การโดนซิบกางเกงหนีบจู๋ของทิดสึกใหม่ การไปสมัครเรียนขี่จักรยานกับโรงเรียนสอนขับรถ การพ่ายแพ้ต่อรสชาติของอาหาร การกินเหล้าจนสติแตกแล้วเลยเถิดของทิดธรรม

หนังสะท้อนการอยู่กันคนละฝ่ายของสองโลกค่อนข้างชัดเจน เห็นไหมครับการต่อสู้ระหว่างโลกทางโลกย์กับโลกทางธรรม ลงท้ายด้วยการพ่ายแพ้ของโลกทางธรรม ผมเห็นการต่อสู้นี้อย่างน้อย ๓ ฉาก

ฉากแรกเป็นเรื่องพื้นฐาน เกี่ยวกับการกินที่เป็นเรื่องใกล้ตัวและอยู่ในชีวิตประจำวัน วันที่ทิดธรรมกับนางเอกไปกินก๋วยเตี๋ยวด้วยกัน แรก ๆ พระเอกของเราก็ยังยึดวิถีทางธรรม ไม่ยึดติดในรสชาติของอาหาร แต่หนักเข้าก็พ่ายแพ้ครับ วันต่อมาทิดธรรมกินก๋วยเตี๋ยวต้องใส่พริกให้แซบซะหน่อย...

ฉากถัดมาทิดธรรมพระเอกของเราเศร้าโศกเสียใจถึงการจากไปของผู้หญิงสองคน คนแรกเป็นหลานรักซึ่งเป็นญาติคนเดียวที่หลงเหลืออยู่ การจากไปแต่งงานของหญิงสาวที่ตัวเองมีใจให้ ก็น่าเสียใจหรอกครับ แต่ทิดธรรมก็ไม่เคยเจอสถานการณ์เลวร้ายแบบนี้มาก่อน พอเจอเข้ากับตัวเองก็สติแตก หาทางออกด้วยการกินเหล้าและเตลิดเปิดเปิงกันไปใหญ่โต เตลิดยังไงใครไม่รู้ก็หาดูซะนะครับ นี่แลน้า เขาบอกว่าศีลห้าเนี่ย ข้อห้านี่สำคัญสุด ถ้ารักษาข้อนี้ไว้ไม่ได้ละก็อย่าไปหวังรักษาข้ออื่น

ฉากที่แพ้หลุดลุ่ยของโลกศาสนาในความคิดของผมก็ตอนจบนั่นแหละครับ หลังจากทิดธรรมผ่านวิกฤติของชีวิตมาแล้วก็เริ่มตั้งสติ หนังฉายภาพให้เห็นความสำเร็จในชีวิตแบบโลกย์ ที่หันหลังให้กับโลกทางธรรม

ว่าไปแล้ว...จะปฏิเสธโลกทางธรรมเสียทีเดียวก็ไม่เชิง ทิดธรรมด้านหนึ่งก็ทำมาหากินด้วยการเป็นคนขายโทรศัพท์มือถือท่าทางภูมิฐานดูดี ส่วนด้านหนึ่งก็นุ่งขาวห่มขาวยืนอธิบายธรรมะให้บรรดาเด็กๆ ฟังอยู่หน้าวัด

ที่ผมว่าแพ้หลุดลุ่ยหมายความว่าโลกทางธรรมถูกเบียดออกไปจากวิถีชีวิต ไม่สามารถแทรกเข้าไปอยู่ในวิถีทางของโลกย์ โลกทางธรรมก็โลกนึง โลกทางโลกย์ก็อีกโลกนึง ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกัน รู้สึกอะไรไหมครับที่ทิดธรรมเลือกทำงานขายโทรศัพท์มือถือ ซึ่งต้องพูดหว่านล้อมให้คนซื้อเห็นว่า อืม...โทรศัพท์นี่ดีแฮะ ดีกว่าเครื่องเก่าซะอีก อย่างนี้ต้องซื้อ...ต้องซื้อซะแล้ว อันนี้อิกขลิกในหัวใจของผมเป็นอันมากครับ  (อิกขลิกเป็นภาษาเหนือครับแปลว่าหงุดหงิดมาก...)

 

ผมค่อนข้างจะชื่นชมการฉากการหัดขับจักรยานของทิดธรรม หนังเรื่องนี้เลือกใช้จักรยานเป็นสัญญะของการทรงตัว การทรงตัวเป็นทักษะในการใช้ชีวิตอย่างนึงในโลกทางโลกย์ ทิดธรรมเป็นตัวแทนของโลกทางธรรมที่มีความดีเปี่ยมล้น แต่เพียงความดีที่มียังไม่พอครับเข้าทำนอง ความดีไม่มีไม่ได้ แต่ความดีอย่างเดียวไม่พอ

คนดีที่อยู่รอดและเป็นประโยชน์กับสังคมมีแต่ความดีอย่างเดียวไม่พอต้องขี่จักรยานเป็น เอ้ย! ต้องมีทักษะชีวิตด้วย ทักษะที่ว่าเหมือนกับการทรงตัวเวลาขี่จักรยานซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะตัวแนะกันได้นิดหน่อย แต่จะเป็นหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับตัวเอง และกว่าจะเป็นได้ก็ต้องลงทุนเจ็บตัวบ้างเหมือนทิดธรรมหัดขี่จักรยาน

ทิดสึกออกมาจำนวนไม่น้อยนะครับ โดยเฉพาะที่บวชแต่เล็กแต่น้อยสึกออกมาแล้วแทนที่จะมีประโยชน์กับสังคมกลายเป็นภาระสังคม บางคนถึงขนาดสร้างปัญหาให้สังคมก็มี อย่าให้เอ่ยเลยบางคนเคยบวชหลายปี เคยเป็นมหาตั้งหลายประโยคสึกออกมา...เลวสุดสุด

ผมคิดว่าพระที่สึกออกมาเป็นฆราวาสนั้นมีบทบาทในการนำสังคมน้อยมาก ทั้ง ๆ ที่รู้หลักศาสนาอยู่ในโลกทางธรรมมานาน คิดเหตุผลออกสัก ๓ ข้อ หนึ่งขี่จักรยานไม่เป็น สองไม่รู้จัก/ไม่เข้าใจโลกย์และข้อสามมีธรรมแต่ใช้ไม่เป็น ทั้งสามข้อนี้เป็นเหตุปัจจะโย (เหตุ-ปัจจัย) ซึ่งกันและกันครับ

เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปนะครับว่าในเมืองไทยเรานี้การศึกษาเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการเลื่อนฐานะทางสังคม ลูกหลานคนยากจนที่ ไม่มีโอกาสที่จะเลื่อนฐานะทางสังคมด้วยการศึกษาของรัฐ ก็เลยต้องอาศัยวัด เข้ามาบวชเรียนกันตั้งแต่เล็ก อย่าแปลกใจไปเลยครับที่พระจำนวนมากเรียนจบออกมาแล้วลาสิกขาออกไป ที่สึกไปทำประโยชน์ให้สังคมก็มีมาก ที่เอาตัวไม่รอดก็มีไม่น้อย

การเข้ามาบวชเป็นพระ โดยปกติจะมีอุปัชฌาย์คอยชี้แนะว่าอะไรทำได้ทำไม่ได้ บวช ๕ ปีแรกเรียกว่าพระนวกะ จะต้องอยู่ภายในการควบคุมดูแลของครูบาอาจารย์ ปีที่หกถึงปีที่สิบถือว่าพ้นนวกะสามารถดูแลตัวเองได้อาจารย์จึงจะปล่อยให้บินเดี่ยว แต่โดยหลักแล้วยังสอนใครไม่ได้ต้องสะสมประสบการณ์และบารมีจนกว่าจะพ้นสิบปีเป็นพระเถระเสียก่อนจึงจะเที่ยวไปสั่งสอนใครต่อใครได้

โดยมากการเรียนรู้ ฝึกหัดตนเองของพระมักจะเน้นการหลบลี้ ไม่ค่อยจะเผชิญกับโลกย์สักเท่าไร มีรูปแบบภายนอก (ความเป็นพระ) คอยเป็นเกาะกำบังปกป้องสิ่งยั่วยุต่าง ๆ จากภายนอก เช่น ในวัดก็ไม่มีหนังสือหรือ VCD โป๊ ไม่มีหญิงสาวนุ่งน้อยห่มน้อยเข้าวัด พระจะไปเดินช้อปปิ้งในศูนย์การค้าไม่ได้ ซื้อหวยก็ไม่ได้ เป็นต้น เรียกว่าพระมีชูชีพที่จะคอยประคับประคองตัวเอง... ก็อยู่ได้หนะสิครับ

แต่โลกของโลกย์มิได้เป็นไปเช่นนั้น เราไปบังคับลูกเกดไม่ให้ถ่าย Nude ไม่ได้ บังคับไม่ให้รัฐบาลขายหวยไม่ได้ บังคับไม่ให้ผู้ผลิตโฆษณาชวนเชื่อเกินจริงไม่ได้ ฯลฯ โลกของโลกย์ก็เป็นของมันอย่างนี้

พระโดยมากที่มีชูชีพภายนอกแบบนี้ไม่ได้สร้างชูชีพภายใน ออกมากี่ราย ๆ ก็เสร็จเหมือนทิดธรรมนั่นแหละ นี่แหละครับเขาบอกว่าจะดูนักรบผู้เก่งกล้าต้องดูกลางสมรภูมิไม่ใช่ดูที่การซ้อมรบ

พระที่บวชอยู่นาน ๆ มีสิทธิไม่เข้าใจความเป็นไปของโลกย์ได้มาก แม้ว่าก่อนบวชจะเป็นฆราวาสตามที เพราะว่าโลกย์เปลี่ยนไปทุกวัน ยิ่งนานวันความเข้าใจเก่าแทบจะใช้การไม่ได้ ทั้งที่อยู่ทางธรรมมานาน ลาสิกขาออกมา อย่าว่าจะได้ใช้ประโยชน์เลยครับ ลำพังแค่เอาตัวรอดก็ยังยาก

ยังไงก็ตามผมก็ยังคิดว่าคนที่อยู่ทางธรรมมานานนั้นมีคุณค่า และเชื่อว่าโลกทางธรรมสาสามารถอยู่ร่วมและเกื้อหนุนโลกทางโลกย์ได้ เพียงแต่คนอย่างทิดธรรมซึ่งยังโชคดีที่ต่อมายังสามารถขี่จักรยานได้ แต่หลายทิดที่ไม่มีโอกาสแม้จะหัดขี่จักรยาน

จำเป็นครับ...จำเป็นมากที่ขาออกต้องมีอุปัชฌาย์ไว้คอยสอนขี่จักรยาน พูดมานี่ไม่เคยคิดหวังพึ่งมหาเถรฯ หรือสำนักพุทธฯ เลยนะครับ หมดหวังไปนานแล้ว

 

พูดถึงคนทำหนังสักหน่อยครับ...

ผมพูดไว้ตอนต้นแล้วว่าหนังเรื่องนี้ทำได้ดีในแง่การสะท้อนภาพปรากฏที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นโลกทางโลกย์ โลกทางธรรม และความสัมพันธ์ (ห่าง) ของโลกทั้งสอง

ผมไม่ได้ตั้งความหวังกับหนังเรื่องนี้เท่าไรก่อนที่จะเข้าไปดู แต่พอออกมาแล้วก็คิดต่อว่าหนังน่าจะทำได้มากกว่านี้ คือไปให้ไกลภาพปรากฏที่เป็นอยู่ สะท้อนภาพปรากฏเฉย ๆ ไม่ได้ทำให้สังคมดีขึ้นมาได้แต่น่าจะมีอะไรสักเล็กน้อยในการชี้นำสังคม เช่น การนำคุณค่าในโลกทางธรรมออกมาใช้ในโลกทางโลกย์ ถ้ายอมรับสภาพที่มันเป็นอยู่เพียงแค่นี่ สำหรับผมไม่โอเคครับ โนเค...

หนังเรื่องนี้ ศาสนาแพ้หลุดลุ่ย ฉากจบทิดธรรมของเรากลายไปเป็นลูกน้องทักษิณไปซะฉิบ! ยังงี้คุณค่าของศาสนามันจะไปเหลืออะไรละครับ

เดี๋ยวนี้หนังไทย...ไม่ใช่สิ น่าจะเป็นทั้งเอเชียเลยกระมังที่หันมาทำหนังพระหนังผีมากขึ้น ทำหนังไทยจะเอาพระกับผีไปขายก็ไม่ว่าอะไรหรอก แต่ว่าเอาไปแล้วก็ช่วยเอาคุณค่าไปใช้ไปชี้นำสังคมหน่อย จะได้ขึ้นชื่อว่ามีส่วนทำให้สังคมดีขึ้น เผื่อจะได้บอกกะคนอื่นได้เต็มปากเต็มคำ เห็นมั๊ยหละ...กูคนทำหนังก็มีส่วนช่วยทำให้สังคมดีได้เหมือนกัน...

อ่า...แบบว่า วันหลังใครอยากจะสร้างหนังแบบนี้รับเป็นที่ปรึกษานะครับ ไม่มีความรู้อะไรมากมายหรอก บวชมาแค่สิบกว่าปี มีประสบการณ์ทางโลกนิดหน่อยครับ แหะ แหะ...

...เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

 

วัดสวนดอก เชียงใหม่

๒ มกราคม ๒๕๔๗