การนำเอาไม้กรับหลายๆ อันมาวางเรียงตีนั้น น่าจะเป็นต้นกำเนิดของเครื่องดนตรีประเภทโปงลางและระนาดเอก ในปัจจุบันโดยจะเห็นได้จากเครื่องดนตรีของคนที่อยู่ในภูมิภาคแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น พม่า ลาว กัมพูชา และร่องรอยการพัฒนาการของระนาดในภูมิภาคอื่นๆ ของโลกอีกหลายแห่ง ซึ่งก็มีเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีที่มีรูปร่างและลักษณะคล้ายคลึงกัน

      ระนาดเอก....ตัวเอกของวงดนตรีไทย

ระนาดเอก  เป็นระนาดเสียงแหลมสูง ประกอบด้วยลูกระนาดที่ทำด้วยไม้ไผ่บงหรือไม้เนื้อแข็ง เช่นไม้ชิงชัน ๒๑-๒๒ ลูก ร้อยเข้าด้วยกันเป็นผืนระนาด และแขวนหัวท้ายทั้ง ๒ ไว้บนกล่องเสียงที่เรียกว่ารางระนาด ซึ่งมีรูปร่างคล้ายเรือ ระนาดเอกทำหน้าที่นำวงดนตรี มักบรรเลง ๒ แบบ คือ ตีด้วยไม้แข็ง เรียกว่า ปี่พาทย์ไม้แข็ง และตีด้วยไม้นวมเรียกว่า ปี่พาทย์ไม้นวม การเรียงระดับเสียงของระนาดเอกจะเรียงเสียงต่ำไปหาเสียงสูงจากซ้ายไปขวา และเทียบเสียงโดยวิธีใช้ชันโรงผสมผงตะกั่วติดไว้ด้านล่างทั้งหัวและท้ายของลูกระนาด

ประวัตความเป็นมา

เครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีนั้นมีประวัติความเป็นมาเก่าแก่ยาวนานมาก หลักฐานทางโบราณคดีมีการค้นพบระนาดหิน ซึ่งน่าจะเป็นต้นแบบของระนาดไม้ในยุคปัจจุบัน ระนาดหินนี้เป็นหลักฐานทางโบราณคดีชิ้นสำคัญที่ชี้ให้เห็นว่า เครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีนั้นมีต้นกำเนิดมานานแล้ว ระนาดหินดังกล่าวมีอายุเก่าประมาณ ๓,๐๐๐ ปี มีลักษณะเป็นขวานหินยาว พบที่แหล่งโบราณคดีริมฝั่งคลองกลาย หมู่ที่ ๗ ตำบลสระแก้ว อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ประเทศไทย

ขวานหินยาวนั้นเป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งของมนุษย์ในยุคดึกดำบรรพ์ คือ นำหินมากระเทาะให้เป็นแผ่นยาวหรือเป็นแท่งยาว ปลายด้านหนึ่งแต่งให้เป็นสันหนา ส่วนปลายอีกด้านจะแต่งให้บางลงจนเกิดความคมซึ่งเป็นลักษณะของขวานหินทั่วไป แต่มีลักษณะยาวกว่าจึงเรียกว่าขวานหินยาว ขวานหินยาวบางชิ้นทำจากหินภูเขาไฟซึ่งมีส่วนผสมของแร่โลหะเวลาเคาะจะเกิดเสียงดังกังวาน และมีระดับเสียงสูง-ต่ำแตกต่างกันตามขนาดความยาวหรือความหนา-บางของขวานหิน

การนำเอาไม้กรับหลายๆ อันมาวางเรียงตีนั้น น่าจะเป็นต้นกำเนิดของเครื่องดนตรีประเภทโปงลางและระนาดเอก ในปัจจุบันโดยจะเห็นได้จากเครื่องดนตรีของคนที่อยู่ในภูมิภาคแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น พม่า ลาว กัมพูชา และร่องรอยการพัฒนาการของระนาดในภูมิภาคอื่นๆ ของโลกอีกหลายแห่ง ซึ่งก็มีเครื่องดนตรีประเภทเครื่องตีที่มีรูปร่างและลักษณะคล้ายคลึงกัน เมื่อมีการนำไม้กรับขนาดต่างๆ มาวางเรียงและใช้ไม้เคาะเพื่อให้เกิดเสียงที่ต่างกันแล้ว จึงมีการคิดไม้รองเป็นรางเพื่อวางไม้กรับเรียงต่อๆ กันไป รวมทั้งมีการพัฒนาเพื่อให้คุณภาพเสียงดีขึ้น คือ แก้ไขปรับปรุงไม้กรับให้มีขนาดลดหลั่นกันโดยเรียงลำดับตามความสูง-ต่ำของเสียงและทำรางรองไม้กรับให้มีลักษณะเป็นกล่องเสียง เพื่อให้ดังกังวานยิ่งขึ้นเรียกว่า รางระนาด แล้วใช้เชือกร้อยไม้กรับขนาดต่างๆ ให้ติดกันเป็นผืน เรียกว่า ผืนระนาด ขึงแขวนไว้เหนือรางระนาด

ต่อมา จึงประดิษฐ์แก้ไขตัดแต่งไม้กรับให้มีรูปร่างประณีตสวยงามและเรียกไม้กรับเหล่านี้เสียใหม่ว่า ลูกระนาด ทั้งยังได้พัฒนาวิธีการปรับแต่งระดับเสียงของไม้กรับโดยใช้ขี้ผึ้งผสมตะกั่ว แล้วลนไฟติดไว้ตรงบริเวณด้านล่างตรงส่วนหัวและส่วนท้ายของลูกระนาด เพื่อให้เกิดเสียงที่ลึกนุ่มนวลขึ้นเป็นการเทียบเสียงลูกระนาดเพื่อให้ได้ระดับเสียงตรงตามที่ต้องการด้วย

ด้วยเหตุนี้ นักโบราณคดีจึงเรียกขวานหินยาวว่าระนาดหิน นอกจากนั้น ยังพบระนาดหินที่ประเทศเวียดนามจำนวน ๑๑ ชิ้น เมื่อผู้เชี่ยวชาญดนตรีพื้นเมืองของประเทศอินโดนีเซียได้วิเคราะห์ความถี่ของเสียงระนาดหินจำนวน ๑๐ ชิ้น ปรากฏว่ามีระนาดหินจำนวน ๕ ชิ้น มีความถี่ของเสียงเท่ากับความถี่ของเสียงดนตรี ๕ เสียงซึ่งเป็นระดับเสียงของเครื่องดนตรีโบราณที่ใช้กันอยู่ในประเทศอินโดนีเซียปัจจุบัน จึงพอจะสันนิษฐานได้ว่ากำเนิดของระนาดหินอาจเกิดจากการที่มนุษย์นำขวานหินธรรมดาซึ่งเป็นเครื่องมือใช้งานหรือเป็นอาวุธมาใช้และได้ยินเสียงที่เกิดจากการกระทบกันของเครื่องมือดังกล่าวเป็นเสียงดนตรีที่ไพเราะน่าฟัง จึงเป็นแรงจูงใจให้เกิดจินตนาการในการคิดประดิษฐ์เครื่องดนตรีขึ้น

สำหรับระนาดไม้นั้นน่าจะมีพัฒนาการมาจาก กรับ หรือ โกร่ง ซึ่งตามปกติใช้ตีเพียง ๒ ชิ้น แต่ได้มีการนำเอากรับซึ่งเป็นท่อนไม้สั้นๆ จำนวนหลายชิ้นมาวางเรียงกัน แล้วใช้ไม้ตีลงไป ทำให้เกิดทำนองสูง-ต่ำแตกต่างกันตามขนาดความสั้น-ยาว และความหนา-บางของวัตถุ ดังเช่นเครื่องดนตรีของชาวอินโดนีเซียหรือชาวพื้นเมืองในอัฟริกา