ตอนที่ ๑


ตอนที่ ๒


ตอนที่ ๓


          อ่านหนังสือ The Next 100 Years แล้วผมทั้งชมและชังประเทศสหรัฐอเมริกา    ที่ชังก็คือความกร่างในฐานะมหาอำนาจเดี่ยวของโลก   ที่จะต้องคอยระมัดระวังไม่ให้มีประเทศใดเข้มแข็งขึ้นมาท้าทาย   เรารู้จากหลากหลายทางว่าประเทศนี้ทำได้ทุกวิถีทางเพื่อความยิ่งใหญ่ของตน

          ที่ชมคือความเป็นสังคมเปิดและอดทนต่อความคิดเห็นและเปิดเผยความจริง    ข้อความมากมายหลายตอนในหนังสือ ที่แสดงความเลวหรือชั่วช้าของรัฐบาลอเมริกันที่ทำต่อประเทศอื่น   ถ้าเป็นการเปิดเผยคล้ายๆ กันของประเทศไทย จะถูกหลายฝ่ายก่นด่า ว่าเปิดเผยความลับของชาติ ว่าไม่รักชาติ    ผมยังจำเหตุการณ์ช่วงปี ๒๕๓๙ ที่มีนักวิชาการมาเปิดเผยฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศ   แล้วนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นออกมาประนามว่าทำลายบรรยากาศการลงทุนของประเทศ 

          สิ่งที่ผมคิดคำนึงก็คือ ต่อไปนี้ประเทศไทยจะต้องรู้จักประเทศที่เป็นหรือจะเป็นคู่ค้า และเป็นมิตรประเทศ   เราจะต้องมีการช่วยกันวาดภาพอนาคตใน ๑๐, ๒๐, ๓๐, ๔๐ ปีข้างหน้า ว่าเราจะมีประเทศใดที่ถือว่าเป็น ๒๐ ประเทศแรก   และจะต้องส่งคนไปเรียนหนังสือเพื่อพัฒนาเป็นผู้ที่รู้จักประเทศนั้นแบบผู้เข้านอกออกในได้    รู้ภาษานั้นๆ ดี  เข้าใจประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และสังคมนั้นๆ    ต้องวางแผนส่งไปในช่วง ๑๐ ปีประเทศละ ๕ คน รวม ๑๐๐ คน    โดยที่ต้องมีการจัดการดูแลผู้รับทุนไปเรียนอย่างใกล้ชิดมาก   โดยต้องให้เขากลับมาทำความรู้จักสังคมไทยเป็นระยะๆ ด้วย   การส่งนักเรียนทุนไปนี้ ควรร่วมมือกับสถานทูตของประเทศนั้นๆ และกระทรวงต่างประเทศของเขาด้วย   เท่ากับเป็นการที่เราบอกเขาว่าเราต้องการสร้างสัมพันธ์ระยะยาวกับเขาอย่างแน่นแฟ้น 

          ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศที่มีอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ   แต่เป็นประเทศที่ผู้คนมีเสน่ห์ มิตรไมตรี และมีทรัพยากรธรรมชาติ    คนไทยเก่งด้านบริการ  มีภูมิปัญญาท้องถิ่นมาก  และมีทรัพยากรชีวภาพหลากหลาย   มีความเข้มแข็งด้านการผลิตอาหารเลี้ยงโลก   และมีความสามารถวิจัยเพื่อเพิ่มคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร   เรามีอาหารไทยที่รสเลิศและเป็นอาหารสุขภาพ    เราจะคบค้ากับเพื่อนร่วมโลกด้วยความเข้มแข็งเหล่านิ้   

          เราจะไม่พัฒนาความเข้มแข็งทางการทหาร   สหรัฐกระตุ้นการพัฒนาเทคโนโลยีด้วยสงคราม   เป็นไปได้ไหมที่ไทยจะกระตุ้นการพัฒนาเทคโนโลยีด้วยพลังอ่อนพลังความดี   เราจะสร้างสภาพความจำเป็นเร่งด่วน (urgency) ในสังคม ให้เร่งพัฒนาเทคโนโลยีตามความสามรถในย่อหน้าบน ขึ้นมาสร้างความสามารถในการแข่งขันในโลก    ในลักษณะที่เราเป็นเรา

          เป็นไปได้ไหมที่เราจะมีแผนยุทธศาสตร์ชาติ ที่จะพลิกกลับสังคมแตกแยกในปัจจุบัน   ให้กลายเป็นสังคมสามัคคีสมานฉันท์ในเวลา ๑๐ ปี    ที่จะเลิกทะเลาะเอาชนะกันในระหว่างพวกคนไทยกันเอง    หันมารวมตัวกัน ร่วมกันสร้างสรรค์ พัฒนาด้านดี ด้านที่เราเด่น ให้เด่นขึ้นไปอีก เป็นเอกลักษณ์ไทย   เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติกับประเทศอื่นในโลก   ทำอย่างไรจึงจะบรรลุเป้าหมายนี้ได้

          เราจะลดช่องว่างทางสังคมและเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างไร    เพื่อเป็นเครื่องมือสร้างความสมานฉันท์ประการหนึ่ง

          เราจะสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมเรียนรู้  สังคมริเริ่มสร้างสรรค์ มีความสร้างสรรค์ในทุกฝ่าย ทุกมิติของสังคม ได้อย่างไร 

          ขอขอบคุณ รศ. ดร. วรากรณ์ สามโกเศศ ที่กรุณามอบหนังสือเล่มนี้แก่ผม ทำให้ได้เรียนรู้มากมาย

 

วิจารณ์ พานิช
๑๑ ส.ค. ๕๒