ผมติดใจการวิเคราะห์ประเทศจีนของ Friedman ว่าประเทศจีนเป็นเสือกระดาษ (paper tiger) เพื่อเอามาทำความเข้าใจสังคมไทย เพื่อฝึกมองไกล ใจกว้าง ใฝ่สูง
นอกจากภูมิศาสตร์ไม่เอื้อ คือติดต่อโลกภายนอกยากแล้ว สังคมจีนยังเป็นสังคมเหลื่อมล้ำ คนรวยคนจนแตกต่างกันมาก บริเวณใกล้ชายฝั่งตะวันออก กับบริเวณลึกเข้าไปในแผ่นดินใหญ่ตะวันตกมีฐานะความเป็นอยู่ต่างกันฟ้ากับดิน
แต่นั่นยังไม่ใช่ปัญหาสำคัญที่สุดของจีน Friedman บอกว่าปัญหาสำคัญที่สุดคือการเป็น capitalist แบบปลอมๆ ระบบ capitalism ที่แท้จริงต้องมีกลไกให้เงินและทรัพยากรไปยังจุดที่จะสร้างผลตอบแทนได้สูงสุด แต่ในจีน เงินและทรัพยากรจะไปที่ไหนขึ้นกับใครรู้จักใคร ไม่ได้ขึ้นกับ business plan คือจีนไม่ใช่สังคมตรงไปตรงมาตามเนื้อผ้า แต่เป็นสังคมพวกพ้อง สังคมอุปถัมภ์ต่างตอบแทน ผลคือขณะนี้มีการลงทุนที่ผิดพลาดมากมาย เกิดเป็น NPL ถึงระหว่าง ๖ – ๙ แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือระหว่าง ¼ - 1/3 ของ GDP เขาจึงมองว่าเศรษฐกิจและการเมืองจีนไปไม่รอดในระยะยาว
ในขณะที่เขาให้ความนับถือญี่ปุ่นมาก ว่าเป็นสังคมที่มีการสร้างกลุ่มปัญญาชนขึ้นมาเป็นผู้นำของประเทศ โดยเน้นที่ความสามารถ ไม่ใช่เน้นพวกพ้องหรือสายเลือด
แต่ญี่ปุ่นซึ่งเป็นนักคิดวางระบบเศรษฐกิจการเงินอย่างรอบคอบก็ยังสะดุดยุทธศาตร์ของตัวเอง ทำให้เกิดวิกฤตของระบบการเงินอยู่เป็นเวลา ๒๐ ปี คือญี่ปุ่นสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าอุตสาหกรรมด้วยการทำให้ดอกเบี้ยต่ำ การออมในญี่ปุ่นสูงมาก และคนออมโดยฝากธนาคารหรือฝากไปรษณีย์ซึ่งทำหน้าที่รับฝากและโอนเงินด้วย ไม่ได้ออมผ่านการเล่นหุ้น ไปรษณีย์ให้ธนาคารขนาดใหญ่กู้ ธนาคารให้บริษัทที่เกี่ยวข้องกันกู้ สภาพของการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทในเครือเดียวกันกับธนาคาร นำไปสู่การให้กู้แบบไม่รอบคอบ นำไปสู่ NPL ทำให้ในช่วงทศวรรษที่ ๑๙๙๐ ธนาคารญี่ปุ่นล้มมากมาย ระบบการเงินปั่นป่วน ดึงให้เศรษฐกิจและการเมืองปั่นป่วนเป็นเวลา ๒๐ ปี จนปัจจุบันก็ยังไม่กลับมาปกติ (หน้า ๙๓ – ๙๕)
คำอธิบายเรื่องวิกฤตการเงินของญี่ปุ่นทำให้ผมตาสว่าง จากที่เคยสงสัยมาตลอดว่าเกิดอะไรขึ้นกับญี่ปุ่น และทำให้เข้าใจว่าไม่ว่าในระบบใด การเล่นพวก เห็นแก่พวกพ้องโดยไม่คำนึงถึงหลักการที่ถูกต้อง (ใจแคบ) จะทำลายความมั่นคงในระยะยาวของระบบนั้นทั้งสิ้น จึงต้องมีระบบกำกับดูแลที่เรียกว่า ธรรมาภิบาล (good governance) ต่อกิจการต่างๆ คอยดูแลภาพระยะยาว เอาชนะแนวโน้มของการหวังผลระยะสั้น หรือการมองใกล้ และใจแคบ
ชีวิตของผมในปัจจุบัน เน้นที่การทำงานกำกับดูแลระบบ องค์กร หน่วยงาน และโครงการ จึงเป็นชีวิตที่สนุกอยู่กับการเรียนรู้หลักการลึกๆ และเชื่อมโยงในการทำหน้าที่นี้ หนังสือ The Next 100 Years จึงช่วยให้ผมฝึกมองไกล ใจกว้าง เอามาทำหน้าที่กำกับดูแล ตามสติปัญญาและโอกาสที่มีอยู่บ้าง แต่ก็จำกัด
วิจารณ์ พานิช
๑๑ ส.ค. ๕๒
น่าสนใจมาก
จากบทความสิ่งที่น่าสนใจ
1. ในหน่วยงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของก็จำเป็นต้องใช้หลักธรรมาภิบาล (good governance)เหมือนกัน เพราะระบบสังคมพวกพ้อง สังคมอุปถัมภ์ต่างตอบแทน น่าจะยกเลิกไปจากประเทศไทยนานแล้ว
2.สังคมจีนยังเป็นสังคมเหลื่อมล้ำ คนรวยคนจนแตกต่างกันมาก เปรียบกับคนไทย
สังคมไทยก็มีคนจนกับคนรวยแตกต่างกัน
เรื่องฝึกมองไกล ใจกว้าง ใฝ่สูง
บทความที่อ่านมีข้อคิดว่าคนที่มีเงินทองมากก็จะทำให้มีคนรู้จักมากเช่นกัน โดยการทำธุรกิจหากบริษัทใดมีเงินทุนมากก็จะทำให้เพื่อนพ้องในวงการธุรกิจสนับสนุนมากโดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง และไม่ให้โอกาสนักธุรกิจที่มีทุนน้อยหรือเงินน้อยเลยและไม่มีหลักการธรรมมาภิบาลที่ดีอีกด้วย และได้บอกถึงความใจแคบในการอยู่ในสังคม มองโลกแคบ ไม่มีทัศนคติที่ดี ดังนั้นการทำธุรกิจจะต้องมีหลักการธรรมาภิบาลที่ดีมองโลกในแง่ดี ใจกว้าง และให้โอกาส
จีนนั้นเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูง ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในประเทศจีนแตกต่างกันอย่างมาก คนจนนั้นก็จะมีความเป็นอยู่แบบยากไร้ ส่วนคนรวยก็จะมีสภาพความเป็นอยู่แบบเลิศหรู ดังนั้นการทำธุรกิจของคนจีนที่ร่ำรวยนั้นต้องมีหลักธรรมาภิบาลที่มองโลกในแง่ดี ใจกว้าง และให้โอกาศคนได้มีโอกาศใช้ความรู้
ญี่ปุ่นนั้นมีกลุ่มปัญญาชนมากมายทำให้เกิดการกระตุ้นทางเศรษฐกิจปรับสมดุลประเทศให้เกิดการพัฒนาจนกลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจดีประเทศหนึง