เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พยายามใช้เวลาที่มี่อยู่อย่างกระเบียดกระเษียณ ในการติดตามกระแส สถานการณ์ต่างๆ ของสังคมและบ้านเมืองของเรา โดยเฉพาะในแวดวงการศึกษา ได้พบกับบทความที่น่าสนใจ สะดุดตา สะดุดใจ ชวนให้อ่านได้จนจบ... จากข่าวการศึกษาของหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ตีพิมพ์ไว้เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมเรื่อง “ การคิดเชิงวิเคราะห์” (Critical Thinking)
แม้เป็นเรื่องที่หลายท่าน คุ้นหู คุ้นตา แต่ก็อาจจะลังเลอยู่ว่า “ คุ้นการกระทำ” หรือเปล่านะ....??? เรื่องนี้สะกิดใจ ได้มากทีเดียว สำหรับชาวอุดมศึกษา อย่างเราๆ ที่พบเห็น สิ่งใดก็จะโยงใย ให้เกี่ยวข้องกับวิชาชีพในทางที่สร้างสรรค์ จึงได้หยิบยก มา เล่าสู่กันฟัง ... เผื่อว่า จะได้ช่วยต่อยอด ... ความคิด ... นำไปใช้ประโยชน์ ในวิชาชีพของเราต่อไปได้
การคิดเชิงวิเคราะห์ (Critical Thinking)หรือ บางท่านอาจเรียกว่า “การคิดแบบใช้วิจารณญาณ”นั้น เป็นสิ่งที่แสดงออกถึง
คุณภาพของการใช้ความคิด หากความคิดของเราไม่มีคุณภาพ เราย่อมไม่สามารถที่จะคิดแบบวิเคราะห์ได้
เมื่อปี ค.ศ. 1941 เอ็ดเวิร์ด เกลเซอร์ (Edward Glaser) ได้ระบุถึงศักยภาพที่จะคิดแบบวิเคราะห์ไว้ว่า จะเกิดขึ้นได้ด้วย
เงื่อนไข 3 ประการ คือ
1.”ทัศนคติ” ในอันที่จะถูกโน้มน้าวให้คิด ในลักษณะตรึกตรอง ซึ่งปัญหา หรือประเด็นที่ผ่านเข้ามาในประสบการณ์ของตน
2.”ความรู้”ในกระบวนวิธี ที่เป็นการ ถาม – ตอบ-ให้เหตุผลอย่างมี “ตรรกะ”
3.”ทักษะ”ในอันที่จะนำเอากระบวนวิธีต่างๆไปใช้ในทางปฏิบัติ
นอกจากนั้นแล้ว การจะคิดแบบวิเคราะห์ได้ คนคนหนึ่ง จะต้องมีความสามารถที่จะเห็นสภาพปัญหา เพื่อจะเข้าถึงปัญหาได้ รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง วางสมมุติฐานและกำหนดคุณค่า ได้ ทำความเข้าใจ และใช้ภาษาที่ถูกต้อง ชัดเจน และไม่เลือกปฏิบัติ ตลอดจนหาวิธีการในการแก้ปัญหา หาข้อสรุปที่ควรจะเป็น สร้างรูปแบบที่จะทำซ้ำในสิ่งนั้น เพื่อสั่งสมประสบการณ์
โดยทั่วไปแล้ว การคิดเชิงวิเคราะห์ จะเกิดขึ้นเมื่อคนคนหนึ่ง จะต้องตัดสินใจ เลือก หรือแก้ปัญหา หรือบางทีก็จะเกิดขึ้นเมื่อจะต้องเลือกที่จะเชื่อ หรือไม่เชื่อ กระทำการ หรือไม่กระทำการ โดยอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผลที่ผ่านการครุ่นคิดอย่างรอบคอบแล้ว
การคิดเชิงวิเคราะห์ ทำให้เราเป็น "นักอ่าน" ที่เข้าใจเนื้อหา เข้าถึงประเด็น และชาญฉลาดที่จะนำเรื่องราวไปใช้ หรือคิดต่อยอด และ
ทำให้เราเป็น "นักเขียน" ที่วางประเด็นได้รัดกุม และนำเสนอได้จะแจ้งชัดเจน มีประโยชน์ ผู้อื่นสามารถนำไปใช้ได้ ไม่ว่าเราจะเป็น นักอ่าน นักเขียน นักพูด หรือนักอะไรก็ตาม เราจะต้องเป็น "นักคิด"
เมื่อกลับมาทบทวนดู ถึง วุฒิภาวะของนิสิต นักศึกษา ด้านความคิด ความอ่าน ในสถาบันอุดมศึกษาของเรา บรรดา ครูอาจารย์ คงจะหนักใจไม่น้อยอยู่ทีเดียว ว่า เราจะมีวิธีการใด ที่จะช่วย อบรม บ่มเพราะ ปลูกต้นกล้าแห่งความคิดเชิงวิเคราะห์ ให้กับ นิสิตนักศึกษาของเรา ได้...? และจะต้องใช้กระบวนวิธีการอันแยบยล เพียงใด .... หรือว่าจะใช้ ปุ๋ย ขนานใด ที่จะเร่ง ผลิดอก ออกใบ ความคิด ให้
ลูกศิษย์ ของเรา เบ่งบานได้อย่างสง่างามและสมภาคภูมิ .... ต่อไป
..... คงจะฝากเป็นโจทย์ ให้กับ พวกเราชาวอุดมศึกษา ได้แสดงความคิดเห็น เพื่อร่วมสร้างสรรค์ ร่วมกันต่อไป นะคะ........
...คิดเป็น..ฝรั่งเขาวิจัยไว้ว่า...คิดเป็นตั้งแต่อ้อนแต่ออก..(ฝรั่งเลี้ยงลูกแบบไม่ป้อน..ต้องหัดกินเอง..(คนไทยทำตรงกันข้าม..ป้อนข้าวตั้งแต่อ้อนแต่ออก..โตขึ้นไปทำงานให้...หรือไม่ก็ขายไปเล..).สร้างสรรค์เป็นตั้งแต่เด็ก..อุดมศึกษาไปเรื่อยๆ...รอโตแล้วดัดอย่างบ้านเรา...ได้แต่.. ดมศึกษา...อิอิ..
ขอบคุณ อาจารย์ขจิต มากค่ะ ที่ช่วย Prove ให้ ปรับแก้ไขแล้วนะคะ
ขอบพระคุณอย่างสูงค่ะ
ยอมรับค่ะว่าการคิดวิเคราะห์ (critical Thinking) สำคัญจริงๆ ..ปัญหาหลายๆ อย่างๆ เกี่ยวกับนิสิตนักศึกษาไทย เช่น การแต่งกายไม่ถูกระเบียบ ความไม่ซื่อสัตย์ ความไม่ตรงต่อเวลา ฯลฯ มาจากความบกพร่องในกระบวนการคิดวิเคราะห์ อาจารย์สำคัญค่ะ.. การเรียนการสอนคงต้องนำเสนอสถานการณ์ให้นักศึกษาได้ฝึกกระบวนการคิดวิเคราะห์มากๆ ฝึกอภิปรายผลกระทบทางบวกและทางลบที่จะเกิดทั้งต่อตนเอง ต่อผู้อื่น ต่อสังคม และต่อประเทศชาติ เห็นด้วยกับผู้เขียน ว่าการคิดวิเคราะห์จะทำให้เป็น“นักอ่าน” และก็คิดว่าการเป็น “นักอ่านที่ดี” ก็จะทำให้ฝึกปรือการเป็น “นักวิเคราะห์ที่ดี” ได้ นั่นหมายความว่า การสอนให้นิสิตนักศึกษาได้สั่งสมประสบการณ์ด้วยการสืบเสาะแสวงหาความรู้อยู่เสมอ แนะนำให้ได้เรียนรู้จากตัวอย่างนักคิด นักเขียนที่ดี หรืออ่านให้มากๆ จะส่งเสริมให้เป็นผู้ที่มีวิธีคิดวิเคราะห์/อ้างอิงอย่างสมเหตุสมผล ไม่คิดแบบเลื่อนลอยค่ะ..
ทักษะการคิดวิเคระห์นั้น สามารถปลูกฝังได้ตั้งแต่วัยเด็กค่ะ ในปัจจุบันโรงเรียนระดับประถมศึกษาหลายๆ โรงเรียนได้ฝึกให้เด้กๆ คิด วิเคราะห์ โดยเริ่มจากปัญหาที่ง่ายๆ เหมาะกับวัย แต่เน้นการคิดโดยใช้เหตุผล ว่าทำไมหนูถึงคิดแบบนี้ค่ะ การเรียนการสอนต้องปรับเป็นเน้นที่กระบวนการเรียนรู้ แทนที่จะเน้นหาคำตอบ ขออนุญาตยกตัวอย่างการสอนทักษะการคิดวิเคราะห์ของวิชาวิทยาศาสตร์ ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรียนราชวินิตนะคะ คุณครูจะนำต้นกระชังมาใส่ในถ้วยน้ำที่มีสีแดง จากนั้นลำต้นและใบของต้นกระชังก็จะกลายเป็นสีแดง คุณครูก็จะถามนักเรียนว่า ทำไมลำต้นและใบถึงกลายเป็นสีแดง จะเห็นได้ว่า การเรียนการสอนแบบนี้ ไม่เพียงแต่จะทำให้เด็กตอบคำถามได้ถูกต้องว่าเป็นเพราะรากดูดน้ำสีแดงขึ้นมายังลำต้นและใบเท่านั้น แต่ยังทำให้เด็กได้ฝึกการคิดหาคำตอบ หาเหตุผล ทำให้เด็กเข้าใจหน้าที่ของรากต้นไม้ได้อย่างชัดเจนและจะจำได้โดยอัตโนมัติ
ทักษะการคิดวิเคราะห์นั้น สามารถฝึกฝนได้ค่ะ การเล่นเกมส์บางชนิดก้สามารถช่วยได้ อย่างเช่น เกมคณิตศาสตร์ยอดฮิต sudoku นั้น ก็ช่วยให้ผู้เล่นได้ฝึกคิด ซึ่งมีตั้งแต่ระดับง่ายจนถึงระดับยาก สามารถเล่นได้ทั้งครอบครัว ตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงวัย เพื่อนๆ ที่สนใจลองเล่นดูนะคะ สนุกมากค่ะ :)
การเรียนการสอนเพื่อให้เกิดความคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical Thinking)นั้น จริงๆ แล้ว ก็ได้ยินมาหลายปี แต่กระแสดังกล่าวก็ยังทันสมัย และเป็นประเด็นสำคัญให้คนในแวดวงการศึกษา โดยเฉพาะในระดับอุดมศึกษาได้พยายามปรับกลวิธีการเรียนการสอนนิสิตนักศึกษา เพื่อให้เป็นผู้สามารถคิดอย่างมีวิจารณญาณ ยิ่งในสังคมการทำงานปัจจุบันซึ่งเป็นยุคของการเรียนรู้ ทักษะนี้จึงน่าจะจำเป็นสำหรับนิสิตนักศึกษาอยู่ไม่น้อย ก็คงเป็นหน้าที่ของครูอาจารย์ รวมถึงบุคลากรทางการศึกษาทุกฝ่าย ที่จะทำให้เกิดขึ้นได้ ซึ่งก็คงจะต้องใช้พลัง/ความพยายาม รวมถึงต้องอาศัยเทคนิคต่างๆ ตามหลักวิชาการด้วยนะคะ
การจัดการศึกษาเพื่อให้เกิดความคิดวิจารณ์นั้น โดยส่วนตัวคิดว่าไม่ใช่เพียงแต่การจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาเท่านั้น เพราะถ้ารากฐานที่เด็กคนนั้นสั่งสมมาขาดการพัฒนาการปลูกฝังให้เขามีความคิดอ่าน ตั้งแต่เด็ก ในสภาพแวดล้อมของครอบครัว บริบทสังคม วัฒนธรรมของคนไทย และการจัดการเรียนการสอนระดับอนุบาลขึ้นไป จะส่งผลต่อความคิดวิจารณญาณที่จะเกิดขึ้นในตัวเด็กในภายภาคหน้า
นอกจากนี้เห็นด้วยกับอ.รุ้งลาวัลย์ นะค่ะว่าสามารถปลูกฝัง...ได้ตั้งแต่วัยเด็กค่ะ แต่ขอแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า นอกจากที่โรงเรียนจะปลูกฝังทักษะการคิดวิเคราะห์แล้วนั้น ผู้ปกครองมีส่วนสำคัญอย่างมาก ในการที่จะส่งเสริมทักษะการคิด การแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันของเขา เช่น ในเด็กอนุบาล เมื่อ พ่อแม่เล่านิทาน ให้ฟัง หลังจากที่เล่าจบ เราสามารถซักถามเด็กได้ว่า ถ้าเขาอยู่ในสถานการณ์นี้เขาจะทำอย่างไร เขาคิดอย่างไรกับตัวละคร คำถามที่ว่า "อะไร ทำไม อย่างไร " สิ่งเหล่านี้จะเป็นคำถามที่จุดประกายความคิด ให้เด็กเริ่มคิดเรื่องที่ง่ายๆใกล้ตัวตั้งแต่เด็กให้แฝงอยู่ในชีวิตประจำวันของเด็ก และเมื่อเด็กก้าวเข้ามาในโรงเรียนระดับประถม มัธยม การจัดการเรียนการสอนที่ส่งเสริมให้มีความคิดวิจารณญาณ ก็ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยการสอนจากการอภิปราย การแก้ปัญหาโจทย์สถานการณ์ตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะช่วยเติมเต็มให้เด็กมีความคิดวิจารณญาณ เมื่อเข้ามาในสถาบันอุดมศึกษา อาจารย์ก็จะอบรม บ่มเพาะนิสิตนักศึกษาให้เขามีทักษะการคิดวิจารณญาณ ทักษะการคิดที่เขาได้รับการปลูกฝัง ตั้งแต่เด็กและต่อเนื่องมาตลอด
เช่นนี้แล้ว ประเทศชาติเราก็น่าจะได้คนที่มีความคิด วิจารณญาณ รู้จักเลือกข้อมูลในการอ่าน เลือกที่จะสกัดข้อมูลไตร่ตรองข้อมูล ก่อนที่จะกระทำการสิ่งใดๆด้วยความมีคุณธรรมประจำใจประกอบความคิดอย่างมีวิจารณญาณ.
ได้ติดตามข้อความของคุณตะวันลับฟ้ามาตั้งแต่บทความแรกๆ เป็นบทความที่ใส่ใจกับนิสิตนักศึกษา สมกับการมีจิตวิญญาณของความเป็นครูจริงๆ (ขอยืมคำมาใช้ค่ะ)ความจริงส่วนการคิดวิเคราะห์เป็นส่วนสำคัญที่ต้องมีการฝึกฝนสำหรับนักเรียนนักศึกษา และสำคัญที่สุดสำหรับว่าที่บัณฑิตทุกคน ที่ต้องเตรียมความพร้อมสู่การทำงาน เช่นเดียวกับการที่แต่ละสถาบันอุดมศึกษาได้กำหนดคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ตามกรอบที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาได้กำหนดไว้เป็นพืนฐานและเพิ่มเติมคุณลักษณะที่สำคัญตามความเป็นเลิศในด้านต่างๆ.....
วิลเลี่ยม แกรแฮม ซัมเนอร์ ได้เสนอข้อสรุปที่เป็นประโยชน์ยิ่งเกี่ยวกับการคิดเชิงการคิดเชิงวิจารณญาณ ว่า "การคิดเชิงวิจารณญาณคือการตรวจสอบและการทดสอบประเด็นของคำเสนอทุกประเภทที่ผ่านเข้ามาขอการยอมรับ เพื่อดูว่าคำเสนอนั้นตรงกับความเป็นจริงหรือไม่ ความสามารถในการคิดเชิงวิจารณญาณเป็นผลที่เกิดจากการศึกษาและการฝึกฝน จนเป็นนิสัยและเป็นพลังทางใจ การคิดเชิงวิจารณญาณเป็นเงื่อนไขสำคัญแห่งความผาสุขของปวงชน เป็นสิ่งมนุษย์ทั้งหญิงและชายพึงฝึกฝนให้ชำนาญ การคิดเชิงวิจารณญาณคือหลักประกันที่สามารถปกป้องการบิดเบือน การหลงละเมอ การหลอกลวง การเชื่อผีสางและการหลงผิดของเราและสิ่งล้อมรอบตัวเรา"
เห็นด้วยกับคุณตะวันลับฟ้าค่ะ เกี่ยวกับเรื่องของการคิดเชิงวิเคราะห์ (Critical Thinking) ที่บอกว่าการคิดแบบวิเคราะห์จะเกิดขึ้นได้ด้วยเงื่อนไข 3 ประการ คือ
ต้องมี ”ทัศนคติ” ”ความรู้” ”ทักษะ” ค่ะ
ในสมัยก่อนนักศึกษาของเรามักจะไม่ค่อยคิดเองนะคะ ต้องคอยรับเนื้อหาจากครูผู้สอนเท่านั้น แต่สมัยนี้เราได้ฝึกนักศึกษาของเราใหม่ให้มีการคิดวิเคราะห์เนื้อหาความรู้ต่าง ๆ เป็น แต่กว่าจะฝึกได้ก็คงต้องใช้เวลาเหมือนกันนะคะ แต่ถ้าเราฝึกตั้งแต่เด็ก ๆ เหมือนกับที่ อ.รุ้งลาวัลย์ ได้กล่าวไว้ก็คงจะดีนะคะ เพราะถ้ามีการฝึกให้เด็กได้หัดคิด วิเคราะห์เป็น เมื่อโตขึ้นมาเขาก็จะมีประสบการณ์ในการคิดวิเคราะห์ได้
ในฐานะที่เราเป็นอาจารย์คนหนึ่ง เราก็ควรจะช่วยกันที่จะสอนให้เด็กได้รู้จักคิดวิเคราะห์ เพื่อให้เด็กได้คิดเป็น ทำเป็น เมื่อเรียนในระดับสูงขึ้นไปสิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นประสบการณ์สำหรับพวกเขาได้
ร่วมปฎิวัติการศึกษาเพื่อความเป็นไท
http://gotoknow.org/blog/plays-learns/320506