คราวนี้ชักเอะใจเลยถามเขาว่าแล้วปกติทำวีซ่าที่ไหน คราวนี้ได้เรื่องเลยเพราะเธอกุลีกุจอช่วย โทร.หาคนโน้นคนนี้เสียเวลาไปอีก ๑๕ นาที แล้วคำตอบก็ไม่มีใครรู้ แถมยังบอกอีกว่าพี่รู้แล้วช่วยบอกหนูหน่อยนะคะเพราะมีผู้โดยสารหลายคนที่ถาม เออ! แล้วพี่จะบอกแต่พี่จำเธอไม่ได้อ่ะ ไม่กล้ามองนานๆเมียไปยืนเกาะเคาน์เตอร์อยู่ด้วย เจี๊ยก!

        บันทึกนี้เขียนไว้นานแล้วครับ ตั้งแต่ลูกสาวผม หนูนิว ถูกส่งไปทำงานที่หมู่เกาะมัลดีฟส์ เขียนเองอ่านเอง อิอิ ยังไม่ได้นำขึ้นบันทึกให้ใครอ่าน ช่วงนี้งานในหน้าที่เยอะมากกับงานเตรียมพร้อมสำหรับงานมงคลในเดือนธันวาคมนี้ก็กำลังเดินหน้า ต้องคิดต่อประสานงานหลายแห่งเลยไม่มีเวลาเขียนบันทึก เอาของเก่ามาหากินดีกว่านะ มันเป็นบันทึกเหมือนสารคดีท่องเที่ยวแต่เป็นสไตล์อัยการชาวเกาะซึ่งไปเที่ยวกันเป็นครอบครัว ลองอ่านเล่นๆเป็นการพักผ่อนสมองนะครับ....

 

        เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๘ หนูนิวลูกสาวผมถูกส่งไปทำงานที่หมู่เกาะมัลดีฟส์ พรรคพวกก็ถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงว่า ไม่กลัวเหรอเขาว่าที่มัลดีฟส์เจอสึนามิจมไปเป็นเกาะๆเลยนะ  ผมบอกว่าไม่กลัวหรอกคนเราเมื่อถึงคราวตายก็ต้องตาย และที่มัลดีฟส์กับสึนามิดูจะปลอดภัยกว่าเสียด้วยซ้ำ เพราะทั้งประเทศมีคนตาย ๕๐ กว่าคนเท่านั้น ภูมิประเทศเขาเป็นเกาะเล็กๆเรียงเป็นวง แต่ละเกาะก็จะมีหาดทราย มี Reef  แหล่งปะการังเหมือนกับเป็นกำแพงใต้น้ำ แล้วก็เป็นน้ำลึกไปเลย บางเกาะจากหาดทรายก็ลงน้ำตื้น มีช่องว่างของปะการัง พอว่ายเข้าไปก็เจอเหวในทะเลเลย สนใจอยากฟังผมเล่าใช่ไหมล่า....แฮ่ะๆ

        ผมไม่ได้ร่ำรวยอะไรที่จะเอาเงินไปผลาญเที่ยวเล่นในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจยังไม่ดีหรอกครับ แต่หนูนิวลูกสาวผมไปทำงานหลายเดือนแล้วเริ่มเป็นโรคคิดถึงบ้าน โทร.มาอ้อนให้ไปเยี่ยม ตอนแรกก็กำหนดนัดว่าวันที่ ๑๗ กันยายน ที่ผ่านมา แต่อัยการสูงสุดจีนกับคณะจะไปภูเก็ตวันที่ ๑๖  กันยายน จึงต้องเลื่อนการเดินทาง คราวนี้มีปัญหาเรื่องที่พักเพราะลูกสาวทำงานมา ๑ ปี ได้โบนัสเป็นค่าห้องพักในเครือโรงแรมของเขา ๒,๐๐๐ เหรียญ เขาก็ใช้โบนัสเขาได้เป็นค่าห้องพักให้เราได้ ๓ คืน แต่ห้องพักมีว่างเพียง ๓๐ กันยายน ถึง ๓ ตุลาคม เท่านั้น ตัดสินใจว่าไปพร้อมกับภรรยาและเจ้าเนติ์ลูกชายซึ่งเพิ่งรับปริญญาหมาดๆอยากไปสวมครุยถ่ายรูปกับน้อง หลังจากที่เอาครุยมาถ่ายรูปกับคนทั้งตระกูลแล้ว ฮิๆๆ หมดค่าตั๋วเครื่องบินไป ๗๖,๐๐๐ บาท

        ก่อนไปต้องขออนุญาตอัยการสูงสุดก่อน ด้วยความเชยทำหนังสือขออนุญาตไปประเทศมัลดีฟส์  แต่ท่านอัยการสูงสุดอนุญาตให้ไปประเทศ สาธารณรัฐมัลดีฟส์  เขินง่ะ  แถมยังมีปัญหาต่อไปอีกว่า จะขอวีซ่าที่ไหน ให้เพื่อนติดต่อสถานทูตศรีลังกาเพราะที่นั่นน่าจะขึ้นกับศรีลังกา  พอไปถามศรีลังกาบอกว่าไม่เกี่ยว ให้เพื่อนอีกคนซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทขายตั๋วเครื่องบินตรวจสอบให้ปรากฏว่า เป็น Arrival Visa ไปทำตอนเข้าเมืองเลยทีเดียว โทร.ไปถามหนูนิวก็งงเพราะก่อนเดินทางทางบริษัทเขาจัดการให้เสร็จเรียบร้อย  แต่เมื่อให้เขาถามไถ่ที่โน่นก็ได้ความว่าไม่ต้องใช้วีซ่า ตอนไปเช็คอินที่สนามบินภูเก็ต เจ้าหน้าที่เขาก็ถามว่าไปทำวีซ่าตอนเข้าเมืองเหรอ เพราะเขาพลิกดูพาสปอร์ตไม่มีวีซ่าเข้ามัลดีฟส์ คราวนี้ชักเอะใจเลยถามเขาว่าแล้วปกติทำวีซ่าที่ไหน คราวนี้ได้เรื่องเลยเพราะเธอกุลีกุจอช่วย โทร.หาคนโน้นคนนี้เสียเวลาไปอีก ๑๕ นาที แล้วคำตอบก็ไม่มีใครรู้ แถมยังบอกอีกว่าพี่รู้แล้วช่วยบอกหนูหน่อยนะคะเพราะมีผู้โดยสารหลายคนที่ถาม  เออ! แล้วพี่จะบอกแต่พี่จำเธอไม่ได้อ่ะ ไม่กล้ามองนานๆเมียไปยืนเกาะเคาน์เตอร์อยู่ด้วย เจี๊ยก!

 

๓๐ กันยายน ๒๕๔๘

        และแล้วเราก็ได้บินไปจนได้เนื่องจากตั๋วไปกัวลาลัมเปอร์ไม่มีจึงต้องนั่งสิงคโปร์แอร์ไลน์ แต่ว่าก็ว่าเหอะเขาบริการดีมาก ผมว่าดีกว่าการบินไทยนะ ขนาดบินไม่ไกลกว่ากรุงเทพฯ เขายังเสิร์ฟอาหารเลย แล้วแถมจะเอาอะไรได้ทั้งนั้น ออกจากภูเก็ตประมาณบ่าย ๓ โมง ไปถึงสิงคโปร์ก็ประมาณ ๕ โมงเศษของสิงคโปร์ เวลาสิงคโปร์เร็วกว่าประเทศไทย ๑ ชั่วโมง จากนั้นเราก็เดินดูของในสนามบิน ได้แต่เดินดูไม่ได้ซื้อสักชิ้น เดินไปเดินมาจนได้เวลาขึ้นเครื่อง  บนเครื่องบริการดีมาก จะดื่มอะไรได้ทั้งนั้น ไหนๆก็มาสิงคโปร์แอร์ไลน์แล้ว ถามว่าจะดื่มสิงคโปร์สลิงได้ไหม แอร์โฮสเตสมองหน้าทีนึง คงนึกในใจว่าไอ้แก่หัวล้านนี่เรื่องมาก คนอื่นเขาดื่มไวน์ แชมเปญ  เบียร์ น้ำผลไม้ ไอ้นี่จะเอาสิงคโปร์สลิงอีก เพราะเขาต้องเสียเวลาไปผสม ไอ้เราเสียตังค์แล้วเขามีอะไรให้บริการก็ต้องได้ตามที่ต้องการสิ แต่ในที่สุดเขาก็เอามาเสิร์ฟจนได้ ก็อร่อยดี  อาหารที่ให้ทานบนเครื่องก็ใช้ได้ ผมขอ Satay chicken with yellow rice......ผมว่าต้องนึกเหมือนผม คุณกำลังนึกถึงข้าวหมกไก่ใช่ไหมล่า...ฮา...ไม่ถูกต้องนะคร๊าบ....มันเป็นข้าวผัดเนย แล้วมีแกงไก่ รสชาติของคล้ายกะทิจืดๆ ถ้าถามว่าอร่อยไหม ก็ดีกว่าเอาไม้ดีดปากเล่นแหละครับ ฮิฮิ....

        ผมถึงมัลดีฟส์แล้ว เมื่อเวลาที่สิงคโปร์ ๐๐.๔๕ น.ของวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๘ แต่พอดูเวลาที่สนามบินมัลดีฟส์กลับเป็นเวลา ๒๑.๔๕ น. ส่วนเวลาที่ภูเก็ตเป็นเวลา ๒๓.๔๕ น. พอไปถึงก็ไม่ต้องทำวีซ่า เขาตรวจเช็คแป๊บเดียวก็เสร็จ ประทับตราให้เข้าเมืองได้ สิ่งที่เขาห้ามคือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผมเอาน้ำผึ้งไปฝากลูกสาวจึงถูกตรวจ เพราะเขาเห็นเป็นขวดจากจอคอมพิวเตอร์ แต่พอเปิดกระเป๋าดูรู้ว่าเป็นน้ำผึ้งก็ให้ผ่านได้   ลูกสาวมารอรับที่สนามบินกับพนักงานของโรงแรม แล้วพากันนั่งเรือไปที่เกาะที่พัก ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรมบันยันทรี  มัลดีฟส์ วับบินฟารู แต่ที่ยิ่งทำให้งงลูกสาวบอกว่าที่มัลดีฟส์เวลาห่างจากสิงคโปร์ ๓ ชั่วโมง  แต่ที่เกาะซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรมบันยันทรีนี่เขาเซทเวลาให้เร็วขึ้นจากมาเล่ซึ่งเป็นเมืองหลวงอีก ๑ ชั่วโมง จึงมีเวลาห่างจากสิงคโปร์ ๒ ชั่วโมงและห่างจากเมืองไทยเพียง ๑ ชั่วโมง มันจึงเท่ากับว่า ผมเดินทางออกจากเมืองไทยวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๘ ไปสิงคโปร์ แล้วออกเดินทางจากสิงคโปร์ไปมัลดีฟส์ถึงมัลดีฟส์วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๔๘ ตามเวลาสิงคโปร์ แล้วต้องหมุนนาฬิกากลับทันทีมาเป็นวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๔๘ อีกที มันก็เลยสับสนแต่ก็ได้พูดได้คุยกับลูกสาวและเพื่อนร่วมงานของลูกสาว และหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ แต่คงประมาณตี ๒ ตี ๓ ได้กระมัง (ยังมีต่ออีกหลายตอน อิอิ)