วันเอาทิตย์ ที่ 16 สิงหาคม 2552    พระอาทิตย์ส่องแสงพราวมาปลุกฉันให้ตื่นในยามเช้า    ฉันงัวเงียตื่นขึ้นมาก่อนเพื่อนสาว    ไม่รู้ว่าเมื่อคืนเธอหลับสบายดีไหม???....เพราะก็เห็นพลิกตัวแทบจะทุกๆ ครั้งที่ฉันรู้สึกตัว    เตียงที่นี่อาจจะไม่ได้หนานุ่มอย่างที่เธอเคยสัมผัสนอนทุกคืนวัน    แล้วเธอจะนึกด่าฉันในใจบ้างไหมที่พาเธอมาลำบากถึงที่นี่    ถ้าเธออยากจะต่อว่า..ฉันก็พร้อมจะน้อมรับและเอ่ยคำว่า "ขอโทษ"    แต่ถ้ายังไม่ให้อภัย..ทริปหน้าก็อย่าหวังเลยว่าจะมี อุ๊บ!  (จะเข้ามาอ่านไหมเนี่ย???....เค้าล้อเล่น)

เตียงนี้หนา..นอนฟังเสียงน้ำปาย

 

เศษซากอารยธรรมส่วนหนึ่งของสองสาว..ณ กระท่อมริมน้ำ

 

ฉันจัดการตัวเองให้เรียบร้อยก่อนมานั่งริมระเบียง (ไม่กล้านอนเปลญวนแบบทุกทีเพราะกลัวมันจะรับน้ำหนักตัวกลมๆ ไม่ไหว อิอิ)    ยามเช้าแรกของการมาเยือนปายทุกครั้งของฉันต้องเริ่มต้นที่นี่    ละอองหมอกเหมยพร่างพราวแม้จะไม่ใช่ฤดูหนาว    สักพักเพื่อนสาวก็ตื่นแล้วเดินเข้ามาถามว่า.. "คุณรำคาญเค้าไหมเพราะดูเหมือนคุณจะไม่ได้นอนเลย   พลิกตัวทีไรก็เจอคุณนอนลืมตาทุกที.."    ก็เลยต้องอธิบายเสียยกใหญ่ว่าจริงๆ แล้วฉันก็นอนหลับฝันดีท่ามกลางเสียงสายฝนโปรยปรายทั้งคืนนั่นล่ะ     เพียงแต่..ฉันจะตื่นบ่อยเท่านั้นเอง     ดังนั้นทุกๆ ครั้งที่เธอลืมตาขึ้นมาก็เลยเจอฉันยิ้มแฉ่งอยู่ตรงหน้า    เธอส่งค้อนให้หลายวงก่อนจะวิ่งลงไปถ่ายรูปดอกไม้หน้าที่พักด้วยอาการตื่นเต้นเต็มที่     อย่างกะที่เชียงใหม่ไม่มีนะเนี่ยยัยคนนี้ เฮ้อ!

ดอกไม้สดชื่น..ด้วยพราวน้ำฝนในยามเช้า (ของเธอ)   

 

 

มุมอดีต..ที่เคยผ่านมา (ของฉัน) จากกระท่อมริมน้ำวิลล่า เดอ ปาย

ปัจจุบัน..มุมเดิมในวันนี้ (ของฉัน) จากกระท่อมริมน้ำ  วิลล่า เดอปาย

 

ได้เวลาจะออกไปชมเมืองในยามเช้าแล้วหนา    ฉันว่าจะพาเพื่อนสาวซ้อนท้าย "น้องบลู" ออกไปชมตลาดยามเช้าเสียหน่อย    แต่ดูเหมือนว่าเราสองคนจะตื่นสายไปนิ้ด..ด..ดนิด    สารภาพว่าไม่นิดหน่อยก็ได้    เอาเป็นว่าเราพากันตื่นสายจนพลาดการใส่บาตรก็แล้วกัน    ไปตลาดยามเช้า..ตลาดก็วายเสียแล้ว    งั้นต้องไปหาอะไรทานกันจะได้อารมณ์ดีๆ     เพื่อนสาวบอกว่าต้องทานโจ๊กลุงอ็อดเจ้าดัง (คราวก่อนฉันไม่ได้ทาน)    แต่ฉันบอกว่าอยากจะทานน้ำเต้าหู้-ปาท่องโก๋เมืองปาย    สรุปที่ก็จะไปทานน้ำเต้าหู้-ปาท่องโก๋ก่อนแล้วจึงจะไปทานโจ๊กสมุนไพร    ฉันจึงพาเธอไปที่ร้านปาท่องโก๋เมืองปายด้วยความคิดถึงปาท่องโก๋ตัวเล็กๆ น่ารักๆ  อร่อย  ไม่อมน้ำมัน    ปรากฏว่า..เพื่อนสาวติดใจจนต้องซื้อใส่ถุงไปทานกะโจ๊กด้วย อิอิ    ขำมากตอนที่ฉันจะจอดรถมอเตอร์ไซค์ตรงที่ห้ามจอด (เพราะร้านอยู่ตรงสี่แยกไฟแดงพอดี--ไม่ไกลจากร้านส้มตำหน้าอำเภอนัก)    ก็ร้านอยู่ตรงสี่แยกไฟแดง    ดังนั้นแถวหน้าร้านจึงเป็นที่ห้ามจอด     ฉันลังเลว่าจะจอดตรงหน้าร้านเลยดีไหม???    เพื่อนสาวบอกว่า.. "จอดไปเถอะคุณ  ตำรวจยังไม่ตื่นล่ะมั้งเนี่ย   เช้าขนาดนี้"    ก็มีป้าแก่ๆ เดินผ่านมาแล้วพูดเปรยๆ โดยไม่เจาะจงว่าพูดกับฉันหรือพูดกับใครว่า.. "จอดผิดที่ เดี๋ยวโดนจับ.."    ฉันเลยต้องเข็นรถไปจอดเสียข้างทางที่ไม่มีเส้นแดงขาว    พี่ผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งในร้านก่อนแล้วก็บอกว่า "จอดไปเถอะน้อง   ตำรวจที่ไหนจะมาจับเช้าขนาดนี้"    อืม..ม..ม ฉันควรจะทำยังไงดี    แต่เพื่อจิตสำนึกที่ดี..เข็นไปจอดในที่ๆ ควรจอดดีกว่าเนอะจะได้ไม่มีปัญหาในภายหลัง       

ปายหนาว..ครั้งแรกกับร้านนี้ (ที่แล้ว) อย่างโดดเดี่ยว

 

 

ปาท่องโก๋เมืองปาย..อยากให้ได้มาชิมกัน ^^ คราวนี้มาเป็นคู่

 

 

 

จากนั้นก็ถึงตาร้านโจ๊กสมุนไพรลุงอ็อดเจ้าดัง    จำได้ว่าเห็นร้านรถเข็นของแกแวบๆ อยู่แถวๆ หน้า 7-11     ว่าแต่.. 7-11 อยู่ตรงมุมไหนของเมืองล่ะเนี่ย???    ซิ่งมอเตอร์ไซค์เพลิน..ไปหน่อย จนเพื่อนสาวสะกิดบอก.. "คุณๆๆ จอดๆๆ เจอแล้วๆๆ นั่นไงร้านโจ๊กลุงอ็อด"    เอี๊ยด..ด..ด ทำไมไม่บอกกันให้เร็วกว่านี้นะ และเงยหน้ามาอีกทีฉันก็เจอ.............ยิ้มแฉ่งของ ดร.ภูฉาย  ณ พัทลุง นั่นเอง     (ท่านใดที่เข้ามาอ่านในตอนนี้อาจจะไม่รู้ว่าชายผู้นี้เป็นใคร    ต้องขอเชิญท่านย้อนกลับไปอ่านปาย ตอน หัวใจมีไว้ให้เดินทาง 4 (ตอนจบ) )    เงยหน้ามาเจอกับอาจารย์ที่มาเล่นดนตรีเปิดหมวกเต็มๆ     นึกในใจว่าจะทักดีไหม?    แต่ไม่อยากขัดจังหวะการร้องเพลงของอาจารย์เลยลงจากมอเตอร์ไซค์ไปนั่งทานโจ๊กเคล้าเสียงเพลงที่บรรเลงโดยอาจารย์ดีกว่า อิอิ  หรูเริ่ดไหม?    

น้องบลูที่เกือบจะ..ชนกับ ดร.ภูฉาย  ณ พัทลุง (บุคคลในตำนานของฉัน)

ดร.ภูฉาย  ณ พัทลุง กับการสร้างความสุขให้ผู้คนด้วยเสียงเพลงริมทางเดิน

                      

 

กลับมาที่ฉันซึ่งมานั่งทานโจ๊กสมุนไพรลุงอ็อดอีกฝั่งถนน    ใครๆ ก็ต่างเขียนในเวบไซต์ว่าถ้ามาปายต้องมาทานโจ๊กร้านนี้ให้ได้    ฉันพลาดมาหลายหนแล้วก็เลยตั้งใจมากที่จะสั่ง..โจ๊กหมู      ส่วนเพื่อนสาวสั่งโจ๊กรวม     แล้วพอชามโจ๊กมาวางตรงหน้า..ฉันก็คุ้ยๆๆ หาไข่     ทำไมชามฉันไม่มีไข่ o_O   ไม่จริงใช่ไหม???....ไข่ซ่อนอยู่ตรงส่วนไหนของชามล่ะเนี่ย     คุ้ยๆๆ จนเพื่อนถามด้วยความสงสัยว่า "คุณ..คุ้ยหาอะไรคะ?"    พอรู้ว่าฉันหาอะไรเท่านั้นก็ขำกลิ้ง    เธอบอกฉันว่า.. "ทีหน้าทีหลังก็สั่งด้วยว่าใส่ไข่  และ..นี่ๆๆ เค้าไม่กินผัก   กินแทนเค้าหน่อย   อ่ะๆๆ  เอ๊ะ..อย่าเอาชามหนีสิ   ไหนบอกว่าจะตามใจเค้าไงล่ะ"   

ร้านโจ๊กสมุนไพรในตำนานๆ ของใครๆ

 

เฮ้อ! ตั้งใจละเลียดทานโจ๊กโดยใช้เวลานานกว่าใครๆ เพราะชามโตมาก (ฉันไม่ค่อยชอบทานโจ๊ก)    ส่วนเพื่อนสาวก็ทานหมดชามในเวลาไม่เท่าไหร่แล้วขอตัวไปนั่งดื่มกาแฟร้านรถเข็นแถวๆ นั้น    ทิ้งกันได้ลงคอนะคนเรา    ฉันเลยกำชับให้เธอถ่ายรูป ดร.ภูฉาย มาให้ได้     แล้วฉันก็นั่งละเลียดทานโจ๊กต่อไปอย่างตั้งใจ และคิดในใจว่า "เมื่อไหร่มันจะหมดวะเนี่ย???"    ก็อิ่มจะตายอยู่แล้ว    ขืนเรียกเก็บตังค์ตอนนี้..เจ้าของร้านต้องคิดว่าเราทานโจ๊กเขาไม่อร่อยแน่ๆ แงๆๆ    นักท่องเที่ยวหลากหลายที่ได้ยินกิตติศัพท์ของโจ๊กร้านนี้ต่างก็แวะเวียนมานั่งทานกันหลายชุด    ไอ้ฉันก็เกรงใจอยากจะลุกเพื่อให้ได้มีที่ว่างให้คนอื่นได้นั่งบ้าง    แต่จะให้ทำไงล่ะ..ก็ยังไม่หมดชามเนี่ย    ได้แต่เชื้อเชิญคนแปลกหน้าให้ได้นั่งร่วมโต๊ะด้วยกัน (แบบว่าโต๊ะมีน้อยไง)    จนในที่สุดก็หมดชาม..รีบลุกเรียกลุงอ็อดกับศรีภรรยามาเก็บตังค์ในทันใดเลยก่อนจะเดินไปหาเพื่อนสาวที่ร้านรถเข็นขายกาแฟ     เพื่อนนั่งจิบกาแฟอย่างสบายใจ (หนอยแน่ะ! ฝากไว้ก่อน)     แถมยังสนใจเจ้าปาท่องโก๋ของยายแก่ๆ ที่ทอดขายอยู่ใกล้ๆ    ไม่สนใจเปล่า..ให้ฉันสั่งให้ด้วยหนึ่งตัว     หนึ่งตัวใหญ่ยักษ์พอสมควรและบังคับให้ฉันต้องทานด้วย   โอ๊ย..ย..ย ทำไมต้องเป็นฉัน

กาแฟจากร้านรถเข็น..ริมทาง

 

อิ่มเต็มที่ก็พากันซิ่งน้องบลูกลับที่พักเพื่อเก็บกระเป๋า     วันนี้ฉันจะพาเพื่อนสาวย้ายไปพักที่ Aqua Resort    แต่กว่าจะได้ไปกันจริงๆ ก็ปาเข้าไปจะเที่ยงวันเพราะมัวแต่นอนหลับ     ชักเข้าใจล่ะว่า "หนังท้องตึง  หนังตาหย่อน" นี่เป็นอย่างไร    ตื่นนอนอีกทีก็ได้ฤกษ์แบกเป้ขึ้นหลังเตรียมจะซิ่งน้องบลูออกสู่โลกกว้าง     ปรากฏว่า..เพื่อนสาวบอกรถสตาร์ทไม่ติด    เฮ้ย! ไหงงั้น  จะเที่ยงแล้วเนี่ย    รีบกดหมายเลข 086-2722016 เพื่อโทรหาพี่เด่นแต่พี่แกไม่รับสายซะงั้น     เหงื่อเริ่มตก..เพราะนึกเสียดายห้องพักถ้าไปไม่ทันแล้วเกิดมีคนมาริบห้องสวยๆ ไปซะแทนเรา    ไหน..ฉันขอลองเป็นคนสตาร์ทน้องบลูอีกที..ติดแฮะ     รีบพากันซิ่งน้องบลูไปที่ร้าน AYA กะว่าจะต้องเปลี่ยนไปใช้คันอื่น    พอบอกปัญหาไป..พนักงานสาวๆๆ ก็บอกว่า "ต้องเอาขาตั้งขึ้นก่อน  รถถึงจะติด"    ฉันยั๊วะมาก..นึกฮึ่มๆ อยู่ในใจ "แม่ง..ง..ง ไม่ยอมให้ตรูเปลี่ยนรถ"    สายตาก็มองหาพนักงานผู้ชายกะว่าจะคุยกันรู้เรื่องมากกว่านี้     ก็เจอพี่ผู้หญิงที่คาดว่าจะเป็นหัวหน้า..จึงขอเปลี่ยนรถ    พอบอกปัญหาของเราไป..เธอก็บอกเหมือนน้องพนักงานสาวๆๆ นั้นเปี๊ยบว่า "ลองเอาขาตั้งขึ้นสิ  ตอนสตาร์ทรถต้องเอาขาตั้งขึ้นด้วยถึงจะติด"    เพื่อนสาวยังโมโหเขาอีก  บ่นอุบ "รถแบบนี้ที่บ้านก็มี"    ฉันลองเอาขาตั้งขึ้นแล้วสตาร์ทก็ปรากฏว่ารถติดจริงๆ ด้วย    หน้าแตกชะมัด    ถามเพื่อนสาวว่า.. "ตกลง  ตอนแรกคุณไม่ได้เอาขาตั้งขึ้นใช่ไหม?  เค้าก็สตาร์ทต่อจากคุณนี่ล่ะ    อาย (ว่ะ).. รีบไปกันเถอะ"   (คือด้วยความเคยชินของฉัน   จะสตาร์ทรถมอเตอร์ไซค์ทุกครั้งก็ต้องเอาขาตั้งขึ้นไง   เลยไม่รู้ว่า..พอไม่เอาขาตั้งขึ้นแล้วมันจะสตาร์ทไม่ติด)    สองสาวขายหน้าชะมัด    หลบไปเลียแผลที่Aqua Resort ดีกว่า  ฮือๆๆ   T_T  พรุ่งนี้ตอนเอามอเตอร์ไซค์มาคืนจะมองหน้าพนักงานสาวๆๆ ในนี้ยังไง (วะ)เนี่ย???

 โปรดติดตามตอนต่อไป..