เวทีนี้เป็นเวทีที่คุ้มค่าและมีประโยชน์จริงๆ และคิดว่านี่เป็นการสร้าง Learning by doing

ในช่วงสุดท้ายของเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้นี้ ขอนำทุกท่านสู่การสรุปและสะท้อนบทเรียนจากผู้เข้าร่วมดังนี้คะ

ซึ่งอ.ขวัญเมือง แก้วดำเกิง ได้นำพาสมาชิกทุกกลุ่มได้เข้าสู่ช่วงการสรุปและสะท้อนบทเรียน โดยความคาดหวังของพวกเราที่จัดเวทีครั้งที่ 5 นี้มีความคาดหวัง 2 ข้อ 

ข้อแรกเราได้เปิดเผยจากการสอบถามเรื่องของกิจกรรมสร้างสุขในภาวะวิฤกตจะทำได้อย่างไร ทั้ง 4 กลุ่มก็ได้นำเสนออกมาแล้ว และ

ข้อสอง เราจะขยายกิจกรรมสร้างสุขให้กว้างขวางกว่านี้ได้อย่างไร กลุ่มที่ 2 และ 3 ได้ขยายส่วนนี้ได้ชัดเจนมาก ประเด็นที่ชวนและย้ำเตือน ในเรื่องของกิจกรรมไม่ว่าจะเป็น การสร้างความรับผิดชอบต่อสังคม  การเปิดกว้างในเรื่องการศึกษาดูงาน  การแลกเปลี่ยนเรื่องนี้ให้กับชมรมอื่นๆ  การสร้างเครือข่าย (Network)  การดูงานต่างประเทศ  กิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ สรรพกำลังของพวกเราที่มีอยู่นี้สามารถที่จะทำสิ่งต่างๆ เหล่านี้ให้เกิดขึ้นมาได้อย่างที่หลายฝ่ายพูดมา ถ้าใจพร้อม กายพร้อม กำลังพอ มีเพื่อนที่จะเดินไปกับพวกเรา

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งเป็นความคาดหวังของเราสองข้อที่จัดเวทีทั้ง 4 ครั้งที่ผ่านมาและเวทีนี้เป็นครั้งที่จะสรุปและให้พวกเราได้มีโอกาสพบเจอกัน    ในช่วงท้ายได้เรียนชิญตัวแทนขององค์กรที่เข้าร่วมเวทีได้ feed back กิจกรรมในครั้งนี้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง คุ้มค่าและได้ประโยชน์อย่างไร มีสาระสำคัญดังนี้

 

คุณเรืองเวช วิทวัสการเวช บ.เซนทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด

“นี่คือครั้งแรกที่มาร่วมงาน เพราะฉะนั้นอาจจะ Comment ลำบาก วันนี้ถือได้ว่าเราใช้เวลากันได้คุ้มค่า เพราะว่าเราได้มุมมองบางอย่างบางเรื่อง ฟังเหมือนซ้ำๆ กัน แต่ว่าจริงๆ แล้ว ถ้าได้คุยกัน  มันมีเหตุผล เบื้องหลังที่แตกต่างกัน ถึงแม้กิจกรรมจะเหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมคิดว่า  กิจกรรมวันนี้ก็น่าจะคุ้มค่าและหลังจากที่ได้นั่งฟัง present จากทั้ง 4 กลุ่ม และขอนำเสนอว่า ตอนแรกที่ผมฟังๆ ดูจะเป็นกิจกรรม ที่เราทำนั่น ทำนี้นั้น เพื่อให้พนักงานมีความสุข  องค์กรมีความสุข แต่พอฟังครบทั้ง 4 กลุ่ม  นั้น  การที่เราพูดถึงว่า Happy8 หรือ องค์กรที่มีความสุขก็ดี หรือ พนักงานมีความสุขก็ดี

ริงๆ แล้วมันน่าจะมีศาสตร์อะไรซักอย่างที่ทำให้เกิดเรื่องตรงนี้  มันคงไม่ได้เป็นเรื่องของการจัดกิจกรรม  อย่างที่คุณพี่หมู  present มาบอกว่า ที่เรามาวันนี้องค์กรมันแตกต่างกันอยู่อย่างที่เห็นอย่างน้อย 3 กลุ่ม และถามว่า 3 กลุ่มเค้ามีความสุขไหม เค้าก็มีความสุข แต่ความสุขของคนทั้ง 3 กลุ่มเหมือนกันไหม มันก็ไม่เหมือน ผมก็เลยมานั่งคิดดูว่า จริงๆ แล้วการที่เราจะมาสร้างความสุขก่อน เราใช้คำว่าสร้าง กับคำว่า เราต้องบริหารความสุขในองค์กร แต่จะบริหารอย่างไร มันต้องมีศาสตร์และผมคิดว่าความสุขมันไม่ได้ทำสะดวก ครอบครัวที่มีเงินร้อยล้าน  เค้าก็มีความสุขแบบหนึ่ง ครอบครัวกินไปครบเดือน และมีเงินเดือนใหม่ เค้าก็สามารถมีความสุข   เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการอย่างไร เพื่อให้เกิดความสุข ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่เงิน ทรัพยากร OK มันอาจจะต้องมีพื้นฐานซักระดับหนึ่ง  เพราะฉะนั้นอยากเสนอแนวความคิดว่า ถ้าเราลองมาสร้างอะไรซักอย่าง และมีวิธีการบริหารความสุขในองค์กร ทำได้ไหม เนื่องจากผมมาอยู่ในธุรกิจการบริการ การบริการลูกค้า จริงเราเล่นกับอารมณ์ความรู้สึกของลูกค้าเช่นกัน  ลูกค้าจะ Happy  ก็ต่อเมื่อเค้าได้ตามที่ตกลง ผมก็เปรียบเทียบคร่าวๆ ถ้าพนักงานมีความสุข ก็คือเค้าได้อย่างที่เค้าหวัง และความหวังมันขึ้นอยู่หลายอย่าง ขึ้นอยู่ที่ Sense ด้วย  เช่นลูกค้าเข้าไปที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เค้าก็คาดหวังแบบหนึ่ง ถูกไหมครับ เข้าไปโรงพยาบาลจุฬา หรือศิริราช เค้าก็คาดหวังอีกแบบหนึ่ง  ดังนั้นผมว่ามันน่าจะมีศาสตร์ มีขบวนการบริหารจัดการที่เราสามารถบริหารความสุขของคนในองค์กรได้”

เรือเอก น.พ. คัคนันต์ กรีติสุนทร บ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน)

 

ขอเล่าความเป็นมานึดหนึ่ง ผมเป็นหมอไม่ใช่ HR โดยตรง แต่ลักษณะงานเป็น HR  วันหนึ่งผมได้เป็นตัวแทน HR ไปประชุมที่ PMAT และเห็นโปสเตอร์ของคุณหมอชาญวิทย์เรื่อง Happy8 ก็เลยสนใจ ที่จริงกิจกรรมต่างเหล่านี้พวกเราทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว แต่เพียงว่า สสส มาจัดเป็นหมวดหมู่ให้เรามีแนวทางที่ปฏิบัติ อย่างที่คุณเวชพูด ผมว่ามันก็เป็นศาสตร์  เพียงแต่ว่าเรามีหมวดหมู่ ดำเนินแนวทางต่อไปอย่างมีระบบและการที่ได้ร่วมกับ สสส. ผมถือว่าเป็นหน่วยงานของรัฐ ทำให้เป็นแรงสนับสนุนให้คนในองค์กรของเรา และมีหน่วยงานทางราชการมาสนับสนุนกิจกรรมอย่างนี้ เพื่อช่วยเพิ่มกำลัง เพิ่มความเข้มแข็ง

ที่ผ่านมาผมมาร่วมกิจกรรม 2 ครั้ง เวทีแลกเปลี่ยนครั้งที่ 4 และครั้งนี้ และที่ศุนย์ประชุมสิริกิติ์ ก็เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นGroup dynamic แต่ถ้าเรามีเวลามากกว่านี้ ผมคิดว่าก็คงดึงความรู้ ประสบการณ์ของพวกเรา ที่จริงผมมานั่งฟัง ผมไม่ได้พูดอะไรมาก ผมว่าผมได้ประโยชน์มากเลย เพราะฉะนั้นเวทีนี้เป็นเวทีที่คุ้มค่าและมีประโยชน์จริงๆ และคิดว่านี่เป็นการสร้าง Learning by doing  ก็คิดว่า สสส หรือทางโครงการฯ คงจะดำเนินงานต่อไปอย่างประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้”

 

            และได้เรียนเชิญนายแพทย์ชาญวิทย์ วสันต์ธนารัตน์ ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะองค์กรภาคเอกชน ได้กล่าวสรุปและสะท้อนภาพรวมในการจัดเวทีทั้ง 5 ครั้ง ดังนี้

“เรา design เวทีขึ้นมาเอง จากความอยากรู้ว่า อยากมีเวทีที่มาพูดคุยกันจะสร้างแบบไหนดี ไม่ได้ไปเปิดรูปแบบของใครมา ทั้งหมดนี้เราลองถูกลองผิดมาตลอด แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้คือ ถ้าเราเอาเวทีมานั่งคุยกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ที่เราเชื่อว่าสิ่งที่ทำไม่ได้ มีคนทำมาแล้ว หรือที่เราคิดว่ายังไม่ถึงเวลา ก็มีคนทำมาแล้ว และสิ่งที่เราคิดเป็นไปไม่ได้ เค้าก็ทำมาแล้ว หรือสิ่งที่เราคิดว่าทำดีแล้ว ก็มีคนทำดีกว่าเรา  ฉะนั้นมันอาจจะเป้นจุดที่เราขาดไป

และได้คุยกับทาง PMAT ว่าวิกฤตเศรษฐกิจรอบนี้ น้องที่มาเป็น HR หรือผู้บริหารรุ่นใหม่บางคนไม่รู้จักวิกฤตปี 40 แค่ได้ฟังตำนานมา ฉะนั้นหลายๆ คนที่พูดว่า เรามีประสบการณ์วิกฤตปี 40-50 เราเอาตัวรอดได้  ผมรู้สึกว่าไม่ใช่นะ  เพราะวันนี้คนที่ขึ้นมาเป็นผู้บริหารในวิกฤตครั้งนี้ก็ไม่ใช่ผ็บริหารชุดเดิมหรือเจอปัญหาปี 40  มันน่าจะมีวิธีการถ่ายทอดความรู้ก็ต้องอาศัยเวทีลักษณะนี้ในการตกผลึกความคิดต่างๆ จากประสบการณ์มาแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ และน้อง HR ที่จบใหม่ๆ ไม่มีองค์ความรู้นี้เลยมีแต่จินตนาการว่าเราผ่านวิกฤตปี 40  ได้ข่าวมา ได้รู้มา และหลายคนแก้ไขด้วยการถามรุ่นพี่แต่เค้าเหล่านั้นไม่มีความรู้สึกตรงนั้น ไม่ได้อารมณ์ของการเผชิญปัญหาในภาวะวิกฤต และนี่ก็เป็นงานหนึ่งที่ สสส.คิดว่าเราน่าจะทำได้ดีงานหนึ่ง  เราเชื่อว่าหลายๆ อย่างโลกมันเล็กลง  พอเราโฟกัสเรื่อง คน หลายๆ อย่างมันเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ  พอเราโฟกัสเรื่อง คน จะเห็นว่า กลุ่ม 3 -4 พูดถึงกิจกรรม แต่พอกลุ่ม 1-2 จะพูดถึง Concept  ซึ่งปรมาจารย์ทั้งหลาย ทุกคนจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า กิจกรรมไม่ใช่ ทิศทาง หรือ เป้าหมายต่างหากละ หรือความต้องการต่างหากละ และค่อยลงไปที่กิจกรรม 

ผมว่าเวทีเราเริ่มชัดขึ้นเป็นรูปเป็นร่างขึ้น และเราเริ่มสังเกตว่า  หลายท่านที่มาหลายๆ ครั้ง จะได้อะไรเยอะกว่า โดยเฉพาะท่านผู้ช่วยวิทยากรจะได้สะสมเยอะกว่าท่านอื่นๆ และเราสังเกตว่า เวทีที่ 2 คือ (1) เราเป็นเพื่อนกันมากขึ้น  (2) เรารู้ทิศทางมากขึ้น และ (3) เราได้กลับไปคิดอะไรบางอย่าง  ทำอะไรบางอย่าง ซึ่งตัวอย่าง บ ซิกโก้ ก็ไปทำอะไรบางอย่าง และรู้สึกว่ามันไม่ใช่เรื่องยากเลย และบางกิจกรรมแทบไม่ต้องใช้เงิน

องค์กรแห่งความสุข  ทุกคนคิดว่าใช้เงิน ถ้าเริ่มต้นด้วยเงินเหนื่อย แต่อาจจะขอเป็นภูมิคุ้มกัน  ทำแล้วมีเงินใช้อยู่แต่อาจจะไม่ได้ใช้เงินเลยก็ได้ พิสูจน์มาแล้วว่า สุดท้ายมันไม่ได้อยู่ที่เงิน  มันอยู่ที่ปรับวิธีคิดที่จะอยู่ในองค์กร   ดังนั้นองค์กรแห่งความสุขจริง ในความคิดของผม ผมอยากเห็นองค์กรในเมืองไทยอยู่รอด อยากเห็นองค์กรเป็นร้อยปี พันปี และอยู่รอดอย่างมีศักดิ์ศรี การอยู่แล้วองค์กรมันเติบโต คนในองค์กรมีความสุข เหมือนต้นไม้ที่เติบโตไปอย่างเรื่อยๆ   ฉะนั้นอยากเห็นองค์กรเป็นพันๆ ปีโดยที่มีขบวนการพัฒนาคนอย่างมีเป้าหมายและยุทธศาสตร์  แต่ทั้งหมดที่ทำต้องล้อไปกับวิสัยทัศน์ขององค์กร สุดท้ายที่องค์กรต้องการคือ การเติบโตอย่างยั่งยืน

Happy8 คือ แนวทางในการมองคนอย่างสมดุล ถ้าอยากวัดดัชนีความสุข ก็วัดโดยใช้ตัวชี้วัดความสุขของกรมสุขภาพจิต ท่านรักตัวเองไหม รักครอบครัวไหม รักสังคมไหม ไม่ต้องถามว่ารักองค์กรไหม เพราะเราเชื่อว่า ถ้ารักตัวเอง รักครอบครัว รักสังคมเป็น ก็ต้องรักองค์กร เพราะรู้จักรักแล้ว  บางอย่างไม่ต้องไปขนขวายมาก ทำแบบธรรมชาติ ค่อยๆ เดิน เดินอย่างมั่นใจว่ามาถูกทาง และมาขมวดวิธีคิดได้ จัดการความคิดเรื่องคนให้มันชัดขึ้น”

ชมภาพบรรยากาศของงานคะ