เมื่อถึงเวลาที่ผู้บริหารระดับ TOP Management จะตัดสินใจแน่นอนคงไม่นำข้อมูลทั้งหมดมาดูทั้งหมด ฉะนั้น จึงเกิด concept "too much information kills information" เพื่อที่จะให้ได้ข้อมูลที่มีคุณภาพที่สามารถจะตัดสินใจในการวางแผนนโยบายระดับองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพตรงกับผลสัมฤทธิ์ที่ต้องการ
management cockpit เป็นความคิดของ Professor P.M.Georges ท่านเป็นแพทย์ที่ทำการรักษาเกี่ยวกับระบบประสาทในสมอง ท่านใช้เวลาทำงานทางการแพทย์ที่ประเทศเบลเยียม และต้องเดินทางเพื่อไปสอนหนังสือที่ประเทศฝรั่งเศส โดยท่านได้เดินทางด้วยการขับเครื่องบินส่วนตัว จุดเริ่มต้นของ Management cockpit จึงเริ่มมาจากจุดนี้ โดย Professor P.M.Georges ได้ให้ข้อคิดว่าถ้ามีระบบห้องวางแผนยุทธศาสตร์ที่คล้ายกับห้องนักบินที่สามารถดูข้อมูลกลไกการทำงานของเครื่องบินลำใหญ่ให้ไปถึงจุดหมายโดยปลอดภัยได้ ก็จะเป็นสิ่งที่ดี ถ้าเปรียบกับองค์กรเอกชนหรือการศึกษา ความเป็นจริงผู้บริหารระดับ TOP Management นั้นไม่สามารถที่จะเดินไปหาข้อมูลทุกซอกทุกมุม ฉะนั้นเวลาในการตัดสินใจจึงมีจำกัด management cockpit จึงเป็นสถานที่ที่จะช่วยในการชี้แจงข้อมูลเพื่อการตัดสินใจได้
4 wall in management cockpit
1.black wall - objective
2.blue wall - internal
3.red wall - external
4.white wall - detail
ถ้าจะนำมาปรับให้สอดคล้องกับสถาบันอุดมศึกษาในการชี้แจงข้อมูลให้ผู้บริหารได้เห็นประกอบด้วย
1.black wall - พันธกิจอุดมศึกษา
2.blue wall - หลักสูตร อาจารย์ บุคลากรฝ่ายสนับสนุนการศึกษา
3.red wall - world ranking university
4.white wall - ข้อมูลพื้นฐานในปัจจุบันของสถาบัน
สถาบันระดับอุดมศึกษาทุกวันนี้ขยายตัวมากฉะนั้นแล้วระบบการบริหารข้อมูล(MIS)มีส่วนสำคัญมากในการดึงข้อมูลที่สำคัญเพื่อใช้ในการตัดสินใจของผู้บริหารเพื่อนำองค์กรสู่จุดมุ่งหมายอย่างมั่นคงและยั่งยืน
การนำระบบ MANAGEMENT COCKPIT ไปใช้ ต้องการการวางแผนในการพัฒนาระบบการวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นกระบวนการที่สำคัญของการควบคุมกลยุทธ์ เพราะการวัดผลเป็นการรวบรวมข้อมูลเพื่อการตัดสินใจประกอบไปด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดน่าจะเป็นข้อมูลที่เป็นจริง และเป็นข้อมูลโดยละเอียดรอบด้าน เพื่อทำให้การตั้ัดสินใจวางแผนเป็นไปอย่างสมบูรณ์รอบด้านที่สุด
เวลาเรานึกถึง Management Cockpit นั้น หลายๆคน ก็มักจะนึกถึงการเป็นห้องหรือระบบที่ใช้ในการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานในด้านต่างๆ ของสถาบันหรือองค์กร โดยในห้องนั้นจะประกอบด้วยตัวชี้วัดต่างๆ มากมายเต็มไปหมด แต่จริงๆแล้ว ผู้บริหารยังสามารถที่จะใช้ Cockpit นั้น เป็นเครื่องมือในการสื่อสารในประเด็นที่สำคัญ หรือสิ่งที่จะมุ่งเน้นไปยังผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเองได้อีกด้วย นอกจากนี้ประเด็นสำคัญ คือ การนำ Management Cockpit มาใช้และปรับใช้ให้เข้ากับแต่ละองค์กรและแต่ละบุคคลด้วยครับ
Professor P.M.Georges ได้พูดถึงพัฒนาการใหม่ที่สำคัญของ Cockpit 2010 คือ แทนที่จะเป็น Cockpit ในลักษณะของ War-Room แบบที่เราคุ้นเคย Cockpit ในรูปแบบใหม่ อาจจะอยู่บนฝาผนังของทางเดินในบริษัทก็ได้ หรืออยู่ในรูปของเว็บ หรือในรูปของวารสาร ก็ได้ เนื่องจากหลังจากที่เขาได้พัฒนา Management Cockpit ในรูปแบบของ War-Room มาเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านไป แต่เมื่อองค์กรต่างๆ นำมาใช้ก็พบว่ามีพัฒนาการออกไป แทนที่จะเป็นลักษณะของห้องประชุมที่ประกอบด้วยตัวชี้วัดต่างๆ มากมาย ก็สามารถใช้เป็นกลไกสำหรับการสื่อสารในสิ่งที่สำคัญให้กับผู้บริหารและพนักงานในระดับต่างๆ ได้ทราบ รวมทั้งใช้เป็นเครื่องมือในการทำให้บุคลากรของบริษัทได้ตระหนักถึงสิ่งที่สำคัญและปฏิบัติตามในสิ่งที่ผู้บริหารมุ่งหวังหรือมุ่งเน้น
ระบบ cockpit จัดว่าเป็นระบบการจัดการข้อมูลภาพรวมที่ดีมากระบบหนึ่ง ช่วยในการตัดสินใจของผู้บริหารระดับสูงได้ แต่การนำไปใช้ต้องใช้ให้คุ้มค่า เนื่องจากการลงทุนค่อนข้างสูงมาก
Cockpit War room ,มีประโยชน์มากครับสำหรับผู้บริหารซึ่งมีเวลาที่จำกัด และต้องการข้อมูลที่ผ่านการคัดกรองอย่างถูกต้องแม่นยำเพื่อนำมาตัดสินใจในการพัฒนาองค์กร