วันที่ ๒ ส.ค. ๕๒ เป็นวันที่ผมรู้สึกเบาใจ ว่าวิทยาลัยชุมชนของประเทศไทยน่าจะปักหลักลงฐานได้แน่นในบางพื้นที่ และในกลุ่มคนบางกลุ่ม แล้ว เพราะจากการไปเสวนากับผู้บริหาร คณาจารย์ กรรมการ และศิษย์เก่าของวิทยาลัยชุมชนที่จังหวัดสระแก้ว เราได้เห็นชัดเจนว่า วิทยาลัยชุมชนสามารถให้การศึกษาแก่คนกลุ่มที่อุดมศึกษาแบบอื่นไม่สามารถให้ได้
โดยที่คุณภาพการศึกษาของ วชช. มีคุณภาพสูง และคุณภาพที่เน้นคือคุณภาพชนิดที่ทำงานได้ คือไม่ใช่แค่รู้ แต่ทำเป็นด้วย จบแล้วประกอบอาชีพได้อย่างดี หางานง่าย หรือจะประกอบอาชีพเป็นนายตนเองก็ทำได้
จากคำบอกเล่าของผู้อำนวยการของ วชช. สระแก้ว ตราด บุรีรัมย์ มุกดาหาร และหนองบัวลำภู และคำบอกเล่าของศิษย์เก่า วชช. สระแก้วหลายรุ่น หลายสาขา ผมสรุปกับตนเองว่า รูปแบบอุดมศึกษาสำหรับกลุ่มคนด้อยโอกาส หรือขาดโอกาสในบางช่วงชีวิต แบบที่ วชช. จัด ดีกว่าการศึกษาที่หน่วยงานอื่นๆ หลายหน่วยงานจัด
ผมไปเยี่ยมเรียนรู้กิจการของ วชช. แม่ฮ่องสอนในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ และบันทึกไว้ที่นี่ คราวนั้นใช้เวลา ๓ วัน แต่คราวนี้ใช้เวลาวันเดียว เช้าไปเย็นกลับ ซึ่งก็ทำให้เมื่อยและเพลียจากการเดินทาง แต่ก็ชื่นใจจากการได้เห็นความก้าวหน้า ลงหลักปักฐาน ของ วชช. ซึ่งเป็นเสาหลัก ๑ ใน ๔ เสาหลักของระบบอุดมศึกษาไทย
ผมได้เรียนรู้ชัดเจนขึ้น ว่า “วิชาการ” สำหรับอาจารย์สังกัด วชช. คืออะไรบ้าง
• วิชาการในการรับรู้และเรียนรู้ความต้องการของชุมชน ในมิติที่ลึกและเชื่อมโยง หรืออาจเรียกง่ายๆ ว่า วิจัยความต้องการของชุมชน
• วิชาการในการ “ร่อนเพชร” ในชุมชน คือในชุมชนที่มีคนด้อยโอกาสทางอุดมศึกษานั้นเอง ก็มีคนที่มีความรู้สูงอยู่ด้วย และสามารถเชื้อเชิญ ให้เกียรติ ให้เป็นอาจารย์สอน โดยมีการเสริมทักษะด้านการถ่ายทอด และด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้ อาจเรียกง่ายๆ ว่า วิชาการต่อยอดความรู้ในชุมชน
• ต้องไม่ลืมว่า สุดยอดของ “ความรู้” คือความรู้ปฏิบัติด้านคุณธรรม ประสบการณ์บอกผมว่า การจัดให้มีการเรียนรู้คุณธรรมจริยธรรมในมหาวิทยาลัยทำไม่ง่าย แต่ที่วิทยาลัยชุมชนน่าจะทำได้ง่าย โดยการเลือกอาจารย์ในชุมชนที่มีทั้งความสำเร็จในชีวิต ความรู้ และคุณธรรม มาเป็นอาจารย์สอน โดยทางวิทยาลัยชุมชนต้องไม่ลืมแจ้งอาจารย์พิเศษเหล่านี้ว่า ขอให้เล่าเรื่องคุณธรรมที่ท่านยึดถือประจำใจประจำชีวิตให้นักศึกษาฟังเป็นระยะๆ ด้วย โดยเฉพาะเรื่องผลดีต่อชีวิตที่ยึดถือปฏิบัติคุณธรรมเหล่านั้น
• วิชาการด้านความรู้วิชาการที่ หรือ content ของวิชาต่างๆ ที่อยู่ในสภาพกึ่งพร้อมใช้ ในสถานการณ์ของชุมชน โดยตระหนักว่าวิชาความรู้แบบนี้ ถ้าเอาไปใช้ที่อื่น บริบทอื่น ต้องปรับตรงไหนบ้าง อาจารย์ของ วชช. ควรทำวิจัยเพื่อทำความชัดเจนความรู้เหล่านี้ ยกระดับความรู้เหล่านี้ และเชื่อมโยงความรู้เหล่านี้ รวมความแล้ว วชช. แต่ละแห่งต้องมี inventory ของความรู้เหล่านี้ให้คนเข้ามาค้นหาและนำไปใช้ประโยชน์ได้ตลอดเวลา กล่าวง่ายๆ วชช. ต้องทำหน้าที่ “ถอด” ความรู้ฝังลึก (tacit knowledge) หรือความรู้ปฏิบัติในชุมชน ออกมาเป็นความรู้แจ้งชัด (explicit knowledge) เพื่อการสั่งสม และต่อยอด โดยการนำไปใช้ประโยชน์ต่อเนื่องไม่สิ้นสุด
• ความรู้ฝังลึก ที่ วชช. จะต้องรวบรวม ตีความ และสั่งสม ในรูปของ data ได้แก่ ตัวบุคคล เรื่องเล่า การรวมกลุ่ม (CoP) ข้อมูลประชากร ข้อมูลชีวิตความเป็นอยู่ (สังคม เศรษฐกิจ) ข้อมูลของประชากรกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ ข้อมูลอาชีพของประชากรกลุ่มเป้าหมาย ข้อมูลชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรกลุ่มเป้าหมาย ฯลฯ เมื่อใช้วิธีคิดว่า “ใดใดในโลกล้วน อนิจจัง” เราก็จะได้คาถาในการทำงานของ วชช. ว่า ทุกอย่างเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง วชช. ต้องมีข้อมูลความเปลี่ยนแปลงนั้น เอาไว้ใช้งาน
• วิชาการในการทำงานเชิงรุก รุกเข้าสู่ประชากรกลุ่มเป้าหมาย รุกเข้าหาแนวร่วมในการทำงาน รุกเข้าหาอาจารย์วิทยากรในพื้นที่ รุกเข้าไปสั่งสมแนวร่วมหรือเครือข่าย นี่คือวิชาการด้านสังคมศาสตร์ประยุกต์ การทำงาน วชช. เป็น socialization รูปแบบหนึ่ง ที่ถ้ามีการจดบันทึกเหตุการณ์ไว้ บันทึกนั้นเองคือข้อมูลทางสังคม ที่เอามาตีความหาความหมาย วิเคราะห์ สังเคราห์ เป็นความรู้ใหม่ได้
ผมเสนอแนะในที่ประชุม ที่มีคนมาร่วมเกือบ ๒๐๐ คน และคุยกับผู้บริหารในรถ ว่า วชช. ไม่ควรพัฒนาบุคลากรแนวจ้างคนอื่นเลี้ยงลูก เพราะจะได้บุคลากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาจารย์ ที่มีกระบวนทัศน์/อุดมการณ์ ไม่ตรงกับการเป็นอาจารย์ของ วชช. คือไม่ควรรับอาจารย์ปริญญาตรี – โท แล้วส่งไปศึกษาต่อปริญญาเอกในสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นมหาวิทยาลัยอีก ๓ แบบ เพราะจะติดวัฒนธรรมองค์กรแบบมหาวิทยาลัยมา แล้วจะมาเรียกร้องให้ วชช. ทำเหมือนอย่างที่ตนเคยได้รับการอบรมมาจากมหาวิทยาลัย ซึ่งไม่ใช้วัฒนธรรมองค์กรที่เหมาะสำหรับการเป็น วชช.
วิธีการพัฒนาอาจารย์ของ วชช. ควรทำโดยสร้างขึ้นเองจากการทำงาน จากการทำงานในพื้นที่ ในบริบทของ วชช. โดยจัดหลักสูตร ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและอาจารย์ที่ปรึกษาที่เลือกสรรแล้ว ให้อาจารย์ของ วชช. ที่มคุณวุฒิระดับปริญญาตรี-โท ทำวิจัยเพื่อวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก ควบคู่ไปกับการทำงาน สวชช. ต้องทำหน้าที่ติดต่อเชื่อมโยงความร่วมมือเพื่อให้เกิดหลักสูตรปริญยาเอกแบบนี้ โดยมีเป้าสำคัญคือ ต้องมีคุณภาพสูง อาจารย์ที่เข้าเรียนต้องทำงานหนัก ต้องไม่มีวันเสาร์อาทิตย์ และในขณะเดียวกัน ก็มีอาจารย์ที่ปรึกษาที่ดี มีการฝึกอบรมวิธีวิทยาด้านการวิจัย (แบบที่เหมาะสมต่องานในชุมชน) อย่างเข้มข้น และมีวิธีจัดกระบวนการเพื่อเสริมความเข้มข้นของการเรียนรู้ระดับปริญญาเอก
อาจารย์เหล่านี้ต้องพิสูจน์ตนเอง ว่าเหมาะที่จะเข้าเรียนหลักสูตรนี้ ถ้าพื้นฐานความรู้ไม่แน่นก็ต้องมีการไปเรียนเสริมฐานเสียก่อน จะต้องไม่ยอมรับคนที่อ่อนแอเกินไปเข้าหลักสูตรนี้ เพราะวิญญาณของ วชช. คือความ อดทน ต่อสู้ ทำจริง และทำให้ได้คุณภาพ วชช. ไม่ใช่อุดมศึกษาคุณภาพต่ำสำหรับคนชั้นสอง วชช. ต้องเป็นอุดมศึกษาคุณภาพสูงตามเป้าหมายของ วชช.
หลังจากจบปริญญาเอกแล้ว อาจไปทำ postdoc ในสถานที่ทำงานหรือสถานประกอบการอีก ๑ – ๒ ปี เพื่อให้เข้าใจการทำงานวิชาการในสถานทำงาน และมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับ real sector สำหรับใช้ในการทำหน้าที่ของอาจารย์ใน วชช. ที่มีผลงานสูงต่อไปในอนาคต เรื่องระบบ postdoc และ sabbatical สำหรับอาจารย์ วชช. นี้ ต้องมีการจัดระบบขึ้น โดย สวชช. และวงการ วชช. ช่วยกันสร้างและพัฒนาให้เป็นระบบที่เข้มแข็ง และเป็นกลไกสร้างความเข้มขันทางวิชาการแนว วชช.
วิจารณ์ พานิช
๑๑ ส.ค. ๕๒
|
ภายในห้องประชุม ลปรร. กิจกรรมของ วชช.
|
|
อีกมุมหนึ่งของห้อง
|
|
ในห้องติดโปสเตอร์ใหญ่โตมีรูปผม ผมได้เรียน ผอ. สุนันทาว่าหากมีการไปเยี่ยมครั้งต่อๆ ไป ผมปารถนาให้ไม่มีการติดรูปและยกป้ายต้อนรับ ต้องการให้จัดการ ลปรร. ง่ายๆ ไม่มีพิธีรีตอง
|
|
ซ้าย นายศุภชัย ยุวถาวร ประธานคณะกรรมการ วชช. สระแก้ว คนถัดไปคือ ผอ. วชช. สระแก้ว นายวิญญู จริยาวุฒิกุล
|
|
|





อาจารย์ครับ ผมกำลังภาวนาให้ความเห็นของอาจารย์ทุกประเด็นเป็นความจริง แต่ขณะนี้ไม่มีความมั่นใจมากนัก เพราะในความเห็นของกระผม เห็นว่า มีกลุ่มคนที่มีความเห็นต่างๆอยู่ 3 กลุ่มด้วยกัน(จากการ่วมงาน วิทยาลัยชุมชน:ทางเลือกอุดมศึกษาเพื่อปวงชน
กลุ่มที่ 1 กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิระดับสูง (ขออนุญาตเอ่ยนามครับ ได้แก่ อาจารย์,ดร.สุเมธ,ดร.วรากรณ์)ผมเห็นว่า ทุกท่านมีความเห็นและความปรารถนาที่จะให้วิทยาลัยชุมชนเดินไปสู่เป้าหมายตามหลักการและปรัชญา
กลุ่มที่ 2 กลุ่มผู้กำหนดนโยบาย(สำนักบริหารงานวิทยาลัยชุมชน,สมาคมฯ,ที่ปรึกษา)ผมมีความเห็นว่า ความเห็นและวิธีปฏิบัติหรือการทำงานที่ไม่สอดคล้องกับหลักการ และปรัชญาของวิทยาลัยชุมชนเท่าที่ควร จะด้วยเหตุผลใดไม่ทราบ
กลุ่มที่ 3 กลุ่มผู้ปฏิบัติ (วิทยาลัยชุมชนจังหวัดทั้ง 19 แห่ง)มีความเห็นว่า มีความมุ่งมั่นและมีวิธีปฏิบัติที่พยายามที่จะให้เป็นไปตามหลักการ ปรัชญา ที่กำหนด
แต่ในปัจจุบัน ก็เกิดความไม่มั่นใจในการกำหนดนโยบายหรือแนวทางปฏิบัติ มีประเด็นหลายประเด็นที่ทำให้เห็นว่า การดำเนินงานของวิทยาลัยชุมชนจังหวัด ไม่ได้รับความเชื่อถือจากผู้กำหนดนโยบาย เหมือนกับว่า วิทยาลัยชุมชนจังหวัด ขาดความรู้ ไม่มีความสามารถ และก็ไม่เชื่อมั่นว่า วิทยาลัยชุมชนจังหวัด...จะสามารถทำได้ มีกระบวนการหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การสรรหาผู้อำนวยการฯ การสรรหากรรมการสภาฯ และโดยเฉพาะการร่าง พ.ร.บ.ของวิทยาลัยชุมชน คิดว่า บุคลากรภายในน้อยคนนักที่จะได้อ่าน ทำความเข้าใจ และมีส่วนร่วมในการยกร่าง ซึ่งน่าจะไม่สอดคล้องกับความเป็น "วิทยาลัยชุมชน" หรือแนวคิดที่อาจารย์ได้นำเสนอไว้ (แต่ผู้กำหนดนโยบายอาจจะมีเหตุผลที่ไม่ต้องการให้วิทยาลัยชุมชนทราบก็ได้)
ช่องว่างของความเห็นต่างดังกล่าว เห็นว่า น่าจะเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อความก้าวหน้าของวิทยาลัยชุมชน ที่จะเดินไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งแนวทางที่ควรจะเป็น ควรที่จะเป็นไปในแนวทางเดียวกัน มีความรู้สึกร่วมและความพยายามร่วมกัน ที่จะช่วยผลักดันให้วิทยาลัยชุมชนบรรลุเป้าหมายที่ทุกคนต้องการ ทั้งระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ