นับจากวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๔๒ ที่นำกระบวนการกลุ่ม(Group Process)สร้าง/จัด "จาน"  เตรียมพร้อมไว้ให้ ผู้รับผิดชอบ/ผู้จัดการความรู้/ผู้รู้  นำ " อาหาร(ความรู้) " มาใส่ จนพัฒนาการเป็น --พรรค....(พวก)ชาวสวนลำไย ทำให้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้-หาสู่กันอย่างใกล้ชิด ดุจญาติมิตรสนิทแน่น..ทั้งในเรื่องความรู้และความสัมพันธ์ส่วนตน ไม่ว่าจะเป็น งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ งานศพญาติ ทั้งในจังหวัดและจังหวัดใกล้เคียงมากขึ้น โดยมิได้ขาด

                 จนกระทั่ง ได้มาพบกับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมฯ บรรจุใหม่คนหนึ่ง ในงานแต่งงานลูกสาวสมาชิกพรรค...มาคุยและขอความเห็น/ขอคำแนะนำว่า เขาควรจะทำงานในสายงานนี้ ให้ได้งาน สนุก มีศักดิ์มีศรีและบังเกิดความภาคภูมิใจ ในความเป็นข้าบาทขององค์ราชาฯ....ได้อย่างไร

                  เหลือบไปเห็นพิธีกร ซึ่งเป็น " ครู " เข้าพอดี  จึงบอกอย่าง งงๆ ตามประสา " กสิกรผู้นำ " ซึ่งได้รับอุปโลกจากเจ้าหน้าที่ฯ  ไปว่า ...เมื่อจะเป็นครู..ก็ต้องมีนักเรียน..เมื่อมีนักเรียน ก็ต้องมีกรอบวิชาที่สอน ในแต่ละชั้นเรียน เมื่อสอนไปแล้ว ..ต้องรู้ว่า ผ่านเกณฑ์ ผ่านชั้นได้หรือไม่ อย่างไร  และสิ่งที่จะต้องเรียนรู้ ฝึกฝนอยู่เสมอ ก็คือ การมีกระบวนทัศน์(Paradigm) และความคิดการทำงานในเชิงกลยุทธ์(Strategic Thinking) อยู่เสมอ 

                   ที่แนะนำไปอย่างนั้น ก็เพราะ....เคยเห็นเจ้าหน้าที่ รุ่นหน้าแตกลายงา มาสำรวจ ถามไถ่ข้อมูลทางด้านกายภาพ ชีวภาพ เศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ตำบล แล้วนำไปวิเคราะห์/สังเคราะห์ ร่อนเพื่อสะท้อนให้เห็นถึง ต้นทุนทรัพยากรและต้นทุนทางเศรษฐกิจ/สังคมในพื้นที่ อย่างหยาบๆ ว่า จุดดี จุดด้อย จุดอ่อน จุดแข็ง มันมีอยู่ที่ไหน ตรงไหน จำนวนมากน้อยขนาดไหน มีปัญหา/ขีดจำกัด และทางเลือกหรือหนทางแก้ไขเยียวยา ได้หรือไม่ อย่างไร

                    บางคน..คิดและขยันทำ เลยลึกไปถึง  การหาศักยภาพ รายคนว่า..แต่ละคน ครองตน ครองงาน(ผลิต) มีศักยภาพเป็นอย่างไร มีปัญหาใหญ่ๆ เรื่องใด พอจะมีหนทางแก้ไขปรับปรุงได้อย่างไรหรือไม่...แต่ละคน จะแยกไปเข้ากลุ่ม เข้าชั้นระดับไหน เรียน(รู้)วิชาใดก่อนหลัง

                    เมื่อได้ข้อมูลทั้ง ๒ ส่วน ก็เห็น..เอากลับมาให้ชาวบ้าน ..สุมหัว ร่วมด้วยช่วยกันสรุป วิเคราะห์ เจาะฝัด โยก แยก แหวกร่อน ให้ทุกคนเห็นและยอมรับตนเองว่า ควรจะทำ จะเรียน(รู้)อะไร ในชั้นไหน ถึงจะสอดคล้องเหมาะสมกับศักยภาพของตนเองและศักยภาพพื้นที่ แบบ " รางเนื้อชอบรางยา " ประมาณนั้น  มีสิ่งใดที่นอกเหนือจากความสามารถของตน  ก็ทำใบบอก ขอรับการสนับสนุนตามลำดับความความจำเป็นก่อนหลัง จากองค์กรที่เกี่ยวข้อง ที่มีอยู่มากมายในพื้นที่  พร้อมกับตัวชี้วัด กำกับวัดผลความสำเร็จ ในงานนั้นๆ

                    ส่วนเครื่องมือ ที่จะเอามาเป็นตัวช่วย ตัวเร่งให้เกิดผล.. ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ในแต่ละงาน แต่ละเรื่อง ก็เลือกหยิบเอามาใช้.ให้เหมาะสมกับงาน โดยศึกษา/เรียนรู้จากรุ่นพี่ๆที่ได้รับการฝึกฝนอบรมมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น กระบวนการกลุ่ม (Group Process) ,SAWORD,PERT/CPM (Program Evaluation and Review Technique/Critical Path Methot),Balance Scorcard..ฯลฯ ให้สามารถ คัด ค้น แยก แหวกร่อน กรอง จนได้นักเรียนเข้าโรงเรียน เกิดชั้นเรียน เกิดกรอบวิชาที่จะเรียน(รู้) เกิดเป็นโครงงาน/โครงการ ที่จะทำในอนาคตแต่ละพื้นที่อย่างเหมาะสม  ตลอดจน เกิดผลสัมฤทธิ์หลังการพัฒนา..ได้ชัดเจน จับต้อง พิสูจน์ได้อย่างมีระบบและมีระเบียบ

                     " ถ้าน้องทำได้ เชื่อว่า .จะมีกรอบงาน กรอบเงินและมีแนวทาง KM ได้ทั้งปี  หากปล่อยผ่านไปวันๆ เมื่อมีใครมาถามหา นักเรียน ก็บอกไม่รู้(อยู่ไหน) ดูวิชา ก็ไม่เห็น ผลของงานเกิดไม่เป็น(รูปธรรม) เอาแต่ส่องพระ...กะเลขหวย  อ้างว่า.ชอร์คไม่มี สอนไม่ได้  พอใกล้จัดโบนัสหรือใกล้สิ้นปีงบประมาณ กลับลุกลี้ลุกลน เหมือนลิงหลงรัง ใกล้จะออกลูก..ใช้มนต์ดำ จัดวิชา จัดเด็ก เรียนรู้ดูงาน อย่างผลักไส ไล่โยนด้วยความรีบเร่ง...ถูกแต่หัวคน..แต่ไม่ถูกที่คัน..อย่างนี้ไม่สนุก..มันจะร้อน ..จะเกิดอาการ วิ่งๆๆๆ ไปหาที่ใหญ่ ๆเย็นๆ อยู่ หรือไม่ก็ไปซ้อมเป้า ยิงปืน ..เข้าป่าล่าแมลงสาบ .เล่นตามเรื่อง ไม่มีแก่นสาร " 

                   ผมบอกน้อง... ไปอย่างนั้น...และเชื่อว่า เขาทำได้และทำได้ดีด้วย.  แม้จะมีคนรุ่นเก่าๆ ที่เปรียบได้กับรถเก่า...ที่ส่วนใหญ่ สีมันอาจจะซีด จืดจาง ยางแข็ง แต่เครื่องมันยังติดง่าย เบรคดี บรรทุกเยี่ยม ลุยได้ทุกสภาพพื้นที่ ผ่านการตรวจสภาพเป็นส่วนใหญ่  รถเก่าบางคัน เครื่องมันติด พร้อมบรรทุก อยู่ตลอดเวลา ทั้งกลางวันกลางคืน ...ผู้เกี่ยวข้องลองๆ แวะดูหน่อยว่า..คันที่เสียงเครื่องดัง อยู่ปลายท่อ.. แต่ล้อ..กลับไม่หมุน..มันเกิดจากอะไร....?

                   ผมตื่นจากภวังค์..ฝันกลางวัน ใกล้เวลาบ่ายโมง ขณะที่สายลมพัดโชยอ่อนๆ ให้น่าเคลื้มต่อ..ท่ามกลางเสียงตะเบ็งเซ็งแซ่ของนกเอี้ยงสาริกา นกกิ้งโครงแก้มขาวและนกปรอดสวน ต่างจับกลุ่ม แย่งกินกล้วยน้ำว้าดงสุก ที่ปลูกไว้ท้ายสวน ให้นกป่ามีอาหารกิน โดยมีนกกะรางหัวขวาน เจาะหาหนอนที่ต้นกระถินแห้งข้างเพิงพัก เป็นกรรมการให้จังหวะ ด้วยเสียงที่หนักแน่น

                    จึงไม่รู้ว่า..จะดีหรือร้าย..ผิดถูกหรือไม่ ประการใด ..จะถูกด่า ถูกรุมสกรัม..มากน้อยขนาดไหน ยังไม่รู้ได้...  หรือว่า มันโบราณคร่ำครึ ไป

                     แต่พอจะเป็นลาง บอกเหตุ..บอกเจตนา ที่ต้องการสื่อให้เห็น ถึงความจำเป็น ที่จะต้องมีทิศทาง มีแนวทาง " การพัฒนาองค์ความรู้ สำหรับ.การปฎิบัติงาน ในบริบทของครู..ผู้มีเกษตรกรเป็นนักเรียน ในทุกกรม กอง ทุกกลุ่ม ทุกแท่งทุกระดับชั้น " อย่างมีเอกภาพเฉพาะ(Uniqeness) เป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีพลัง(Empowerment) และต้องทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ต่างคนต่างทำ กะปริดกะปรอย เป็นฝนหลงฤดู ....เพื่อช่วยลดหนี้สินประเทศและลดมวลกระดูกสันหลังชาติ.ที่ผุ ... ให้เหลือน้อยลงในอนาคต

 

                                                                                           สามสัก

                                                                                        ๒๓ ส.ค.๕๒