วันนี้แอร์และครอบครัวไปทำบุญใส่บาตรที่วัดชลประทานอย่างที่เคยไปเป็นประจำ ที่นี่จะมีการใส่บาตรเช้า และใส่บาตรเพล ที่ลานหินโค้ง ทุกวันอาทิตย์และวันพระค่ะ จำได้ว่าช่วงเช้าใส่บาตร ตอน 7.00 น. และช่วงเพลจะเริ่มสวดมนต์เวลา  9.00 น. เวลา 9.30 น. จะมีการแสดงปาฐกถาธรรมจากหลวงพ่อเจ้าอาวาสค่ะ  ไว้ครั้งหน้าจะเอากำหนดการที่แน่นอนของทางวัดมาฝากนะคะ

 

          พวกเราออกจากบ้านตอน 9 โมงเช้า ถึงที่วัดก็ประมาณ 9 โมงครึ่งค่ะ หลวงพ่อท่านเริ่มเทศน์แล้ว วันนี้ท่านสอนเกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันในสังคมค่ะ ท่านสอนว่า

 

คนเราไม่ได้เก่งทุกอย่าง จึงต้องผูกมิตรกับคนอื่นไว้ แม้แต่ไม้เสียบลูกชิ้นยังมีค่าในตัวมันเอง ไม่งั้นเวลาเราไปซื้อลูกชิ้นจะไปซื้อยังไง ให้เค้าใส่ถุงมาหรือ จะไม้เสียบลูกชิ้นหรือไม้เสียบไอติมก็มีค่าเหมือนกัน ไม่งั้นจะกินไอติมยังไงถ้าไม่มีที่จับ เมื่อเห็นคุณค่าของกันและกันแล้ว ก็จะโกรธ เกลียดกันไม่ได้

หลวงพ่อยกตัวอย่างโยมท่านนึง (ฟังชื่อไม่ถนัดขออภัยค่ะ) โยมท่านนี้จะมาทำความสะอาดล้างห้องน้ำแต่เช้า แต่ไม่ค่อยมีใครชอบแกนัก  เพราะเป็นคนพูดเสียงดัง แต่ที่แกพูดเสียงดังนั้นเป็นเพราะแกหูตึง แกไม่ค่อยได้ยิน แกก็คิดว่าคนอื่นก็ไม่ค่อยได้ยินเหมือนกัน จึงชอบพูดเสียงดัง ๆ แม้แกจะหูตึงแต่ก็มีความรับผิดชอบ

การอยู่ร่วมกัน ถ้าเห็นความสำคัญของคนอื่นก็จะอยู่ได้นาน เพราะต่างคนก็สำคัญกันคนละอย่าง คนละหน้าที่ แต่ถ้าเราถือตัวจัด, เกิดความเป็นตัวเรา ของเรามาก หรือที่ท่านพุทธ-ทาส เรียกว่า ตัวกู ของกูนั้น ก็จะอยู่ร่วมกับคนอื่นไม่ค่อยได้ โยมที่มาที่วัดก็มีความสำคัญ ถ้าพวกโยมไม่มา อาตามาจะพูดให้ใครฟัง เก้าอี้พวกนี้ใครจะนั่ง ญาติโยมก็มีความสำคัญเหมือนกับพระ แต่ต่างกันคนละหน้าที่ พระทำหน้าที่สอน โยมทำหน้าที่เอาธรรมะไปปฏิบัติ ตัวศาสนาที่แท้จริง คือ ตัวธรรมะ หาใช่ กุฏิ หรือวิหารไม่ แต่ธรรมะจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อโยมนำไปปฏิบัติ ก็เหมือนกับอาหาร ถึงมีมากเท่าไหร่ แต่ถ้าโยมไม่ทาน โยมก็ไม่หายหิว แต่ถ้าโยมทาน ก็จะทำให้มีเรี่ยวแรง มีกำลัง

คนที่ไม่ปฏิบัติธรรมจะทำลายตัวเองและผู้อื่น เหมือนกับไม้ขีด เมื่อจุดแล้ว มันก็จะไหม้หัวก่อน แล้วค่อยเผาส่วนปลายก้าน ธรรมะไม่ใช่สิ่งที่จะพูดหรืออ่าน แต่ต้องลงมือปฏิบัติ ธรรมะสำหรับขั้นฆราวาส ก็คือ อยู่ได้ ไม่เป็นหนี้เป็นสิน ไม่เบียดเบียนตนเอง แต่ถ้าศรัทธามากขึ้น ก็อาจจะถือศีล 8 เจริญวิปัสสนา แต่ต้องดูความพร้อมของครอบครัว และสังขารด้วย

ทั้งนี้ ท่านได้สอนถึง ฆราวาสธรรม : ธรรมสำหรับการครองเรือน ซึ่งมี 4 ข้อ คือ

1. สัจจะ   คือ ความจริงใจต่อหน้าที่การงาน และคนที่เกี่ยวข้อง ซื่อสัตย์ต่อตนเอง,ต่อคนที่ร่วมงานและคนในครอบครัว เช่นปัญหาของสามี ภรรยา มักเกิดจากความไม่ซื่อสัตย์ ถ้าคนมีศีลธรรมก็จะซื่อสัตย์ในทุกเรื่อง ต้องจริงใจต่อกันในการอยู่ร่วมกัน เรื่องการงานก็เหมือนกัน ต้องซื่อสัตย์ ถ้าชิ้นงานสวย แต่ใช้ได้ไม่คงทนถาวร ก็ไม่คุ้มค่ากับเงินที่เสียไป ยิ่งคนทำของส่งยิ่งต้องมีความซื่อสัตย์ ไม่ว่าจะส่งขนม,ข้าวของก็ดี หรือรับจ้างซักรีดเสื้อผ้า บางทีเค้าก็โทรมาสั่ง โดยที่ไม่ได้มาดูก่อน ยิ่งถ้าทำเรียบร้อยเค้าก็เพิ่มเงินให้ ถ้าขาดสัจจะแล้วก็จะเขียนสัญญาต่อกันไม่ได้ คนสมัยก่อนไม่รู้หนังสือ ก็ใช้สัจจะวาจาในการยืมของกัน พูดคำไหนต้องเป็นคำนั้น

2. ทมะ (ตอนแรกฟังเป็นธรรมะ ดีนะไปหาใน net อีกที ไม่งั้นคงเอามาฝากเพื่อน ๆ ผิด) ทมะ คือ การฝึกฝน ถ้าไม่ฝึกก็ไม่มีประโยชน์ ขนาดข้าวที่เรากินนี้ยังต้องฝึกเลย ตั้งแต่เรายังไม่รู้ประสา พ่อแม่ก็ฝึกเรากิน ให้กินเป็นกล้วยบ้าง, ข้าวเละ ๆ บ้าง ก็ต้องฝึกกัน ขนาดเดี๋ยวนี้เด็กอนุบาลยังใช้คอมพิวเตอร์เป็นเลย ก็เหมือนกับ ไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก ท่านบอกว่าท่านก็ฝึกเรียนคอมพิวเตอร์เหมือนกัน แต่มาฝึกตอนแก่แล้ว ฝึกมากไปเดี๋ยวมันก็หัก เดี๋ยวนี้มีโรงเรียนกีฬา พวกยิมนาสติกก็ต้องไปฝึกกันตั้งแต่เด็ก ๆ ตอนที่ตัวยังอ่อน ๆ การฝึกกายและใจ ต้องฝึกบ่อย ๆ ต่อเนื่องกัน เหมือนเช่น การออกกำลังกาย ถ้าโยมออกกำลังกายวันนึงหายไป 7 วัน มันก็ไม่ได้ผล เพราะไม่ต่อเนื่อง สุขภาพดีไม่มีขาย อยากได้ต้องออกกำลัง

3. ขันติ คือ ความอดทน อดออม อดกลั้น ท่านยกตัวอย่างคนที่ขายของ ว่าขายของตั้งแต่เช้าถึงมืด พอดีสามตีสี่ก็ต้องลุกไปซื้อของมาเตรียมไว้แล้ว ลูกพ่อค้า แม่ค้า 4-5 คน จบปริญญากันหมด เหมือนกับคำที่ว่า 2 มือแม่นี้สร้างโลก เพราะแม่ อดทน อดออม และอดกลั้นให้ลูกเรียนจนจบ พวกลูกแม่ค้านี่ตื่นขึ้นมาก็ต้องช่วยพ่อแม่ทำนู่นทำนี่ แต่อย่างเด็กวัดก็เรียนหนังสือเก่ง ที่ต้องตื่นแต่เช้าก็เพราะพระตื่นมา ก็ต้องปลุกเด็กด้วย เมื่อทำวัตรเสร็จก็ทำนู่นทำนี่ เด็กก็ได้รับนิสัยตรงนี้ไป คนนู้นทำนี่ คนนี้ทำนั่น เธอเรียนจบด้านนี้มา เอ้า ไอ้นี่มันเสีย เธอต้องมาซ่อมนะ เราอยู่ด้วยกันแบบนี้ จะไปไหนก็ต้องบอกพระ แต่บางทีก็ไม่บอก พอไม่บอกหลาย ๆ ทีก็อยู่ไม่ได้ เพราะละอาย

 

4. จาคะ คือ ความเสียสละ เสียสละในที่นี้ไม่ใช่การทำทาน แต่หมายถึงเสียสละความเห็นแก่ตัว อาทิเช่น นักข่าว ต้องทำงานตลอดเวลา คนเหล่านี้ไม่หลับไม่นอนหรือไง แต่เค้ารู้จักบริหารเวลา เค้าสามารถเข้าไปหาข้อมูลจาก internet ได้ เดี๋ยวนี้จะดูข่าวหรือรายการอะไร ก็ดูย้อนหลังได้ ต้องขจัดความเกียจคร้าน งานของหมู่คณะต้องการคนมีน้ำใจ เหมือนญาติโยมมากวาดขยะที่วัด เค้าถือไม้กวาดและถังขยะมาจากบ้าน ก็ถามว่าโยมมาทำอะไร เค้าบอกมากวาดขยะ คือไม่ต้องมาเดือดร้อนที่วัดเลย เตรียมมาจากบ้าน ทำความรู้สึกเหมือนวัดเป็นบ้าน ถ้าเรามีคนที่เสียสละ มีน้ำใจ วัดก็จะน่าอยู่ แต่บางคนไม่เป็นเช่นนั้น นึกอยากทิ้งอะไรตรงไหนก็ทิ้ง ไม่ดูแล เราอยู่ในที่สาธารณะ จะทิ้งอะไรหากดูแล้วไม่มีถังขยะ ก็เก็บใส่ไว้ในกระเป๋าก่อน เมื่อเจอถังขยะแล้วค่อยทิ้งใส่ถัง บางทีหมาแมวก็ขี้บนม้าหิน จะไปเขียนป้ายว่า ห้ามขี้ มันก็อ่านไม่ออก เพราะฉะนั้นเราจึงต้องช่วยกันทำความสะอาด ความเสียสละทำให้สังคมอยู่ได้

เมื่อท่านแสดงปาฐกถาธรรมเสร็จ ญาติโยมก็จะใส่บาตรพระที่ลานหินโค้ง เมื่อใส่กันจนครบถ้วนหน้าแล้ว พระท่านก็ให้ศีลให้พรค่ะ หลังจากนั้นพวกเราก็ลากลับ แต่จริง ๆ แล้วถ้าใครไม่มีธุระรีบร้อนไปไหน ก็อยู่สวดมนต์แปลต่ออีกหน่อยดีกว่าค่ะ เพราะการสวดมนต์แปลนั้น นอกจากเราจะสวดภาษาบาลีแล้ว เรายังได้ทราบคำแปล ทำให้ได้บุญสองเท่าด้วยนะคะ ซึ่งก็ไม่ได้ใช้เวลาเยอะหรอกค่ะในช่วงนี้พระท่านก็จะพิจารณาอาหารไป (ฉันข้าวนั่นแหละค่ะ) พวกเราก็สวดมนต์ไป สวดมนต์แปลเสร็จ ก็เสร็จพิธี พระท่านก็จะแยกอาหารไว้ส่วนหนึ่ง ให้พวกเราญาติโยมที่มาทำบุญ นำอาหารที่พระท่านพิจารณาแล้วไปทานกันต่อ จะนำกลับไปทานที่บ้านก็ได้ ทานที่วัดก็ดีค่ะ ให้ความรู้สึกเหมือนมาปิกนิคเลยค่ะ ปูเสื่อนั่งกินข้างกลางวันกัน และอีกส่วนนึงท่านจะก็ส่งไปให้ตามวัดหรือชาวบ้านที่อยู่ตามต่างจังหวัดค่ะ

ดีจัง ที่วันนี้ไปถึงวัดเร็วหน่อย เลยเก็บเนื้อหาธรรมบรรยายมาฝากเพื่อน ๆ ได้เยอะ คราวก่อน ๆ ที่ไปหลวงพ่อท่านแสดงธรรมไปเกือบครึ่งแล้วค่ะ บางครั้งฟังแล้วดี๊ดี แต่เราไปช้าเอง เลยได้แต่เก็บเล็กผสมน้อย แต่ต่อไปนี้จะไปให้เร็วขึ้นแล้วค่ะ เพราะนอกจากตัวเองและครอบครัวจะได้รับฟังธรรมะดี ๆ แล้ว ก็จะเอามาฝากเพื่อน ๆ ด้วยค่ะ

 

ไหน ๆ ก็ไปหาข้อมูลจากใน net มาแล้ว จึงเอาข้อมูลเพิ่มเติมมาฝากด้วยค่ะ

อานิสงส์ของการสร้างตัวให้มีฆราวาสธรรม

อานิสงส์ของการมีสัจจะ - ปลูกนิสัยความรับผิดชอบให้เกิดขึ้นในตัว - เป็นคนหนักแน่นมั่นคง - มีความเจริญก้าวหน้าในการประกอบหน้าที่การงาน - ได้รับการเคารพยกย่อง - มีคนเชื่อถือ และยำเกรง - ครอบครัวมีความมั่นคง - ได้รับเกียรติยศชื่อเสียง

อานิสงส์ของการมีทมะ - ปลูกฝังนิสัยรักการฝึกฝนตนให้เกิดขึ้นในตัว - ทำให้เป็นคนมีความสามารถในการทำงาน - ไม่มีเวรกับใคร - ยับยั้งตนเองไม่ให้หลงไปทำผิดได้ - สามารถตั้งตัวได้ - มีปัญญาเป็นเลิศ

อานิสงส์ของการมีขันติ - ปลูกฝังนิสัยการอดทนต่ออุปสรรคและปัญหาต่างๆ - ทำงานได้ผลดี - สามารถเป็นหลักในครอบครัวได้ - สามารถเป็นหลักให้กับบริวารได้ - ไม่มีเรื่องวิวาทกับคนอื่น - ไม่หลงผิดไปทำความชั่วได้ - ทำให้ได้ทรัพย์มา

อานิสงส์ของการมีจาคะ - ปลูกฝังการมีอารมณ์ผ่องใสและนิสัยเสียสละให้เกิดขึ้นในตัว - เป็นการสร้างความปลอดภัยแก่ตนเอง - เป็นที่นับหน้าถือตาของคนทั่วไป - ครอบครัวและสังคมเป็นสุข - มีกัลยาณมิตรรอบตัว สรุปแล้วคุณของการมีฆราวาสธรรมโดยรวม ก็คือ เมื่อมีสัจจะย่อมมีเกียรติยศชื่อเสียง เมื่อมีทมะย่อมได้รับปัญญา เมื่อมีขันติย่อมเกิดทรัพย์ในบ้าน และเมื่อมีจาคะย่อมเกิดมิตรที่ดีไว้เป็นสมัครพรรคพวกในสังคม

โทษของการไม่สร้างตัวให้มีฆราวาสธรรม

โทษของการขาดสัจจะ - ปลูกนิสัยขาดความรับผิดชอบให้เกิดขึ้นในตัว - เป็นคนเหลาะแหละ - พบแต่ความตกต่ำ - มีแต่คนดูถูก - ไม่มีคนเชื่อถือ - ไม่สามารถรองรับความเจริญต่างๆ ได้ - ไร้เกียรติยศชื่อเสียง

โทษของการขาดทมะ - ขาดนิสัยรักการฝึกฝนตนเอง - ทำให้ขาดความสามารถในการทำงาน - สามารถหลงผิดไปทำความชั่วได้ง่าย - จะเกิดการทะเลาวิวาทได้ง่าย - จะจมอยู่กับอบายมุข - ครอบครัวเดือดร้อน - ไม่สามารถตั้งตัวได้ - เป็นคนโง่เขลา

โทษของการขาดขันติ - ไม่สามารถอดทนต่อปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ได้ - เป็นคนจับจด ทำงานคั่งค้าง - ไม่สามารถเป็นหลักให้ครอบครัวได้ - หลงผิดไปทำความชั่วได้ง่าย - ไม่ได้รับความไว้วางใจจากผู้อื่น - เต็มไปด้วยศัตรู - ขาดความเจริญก้าวหน้า - ทำให้เสื่อมจากทรัพย์

โทษของการขาดจาคะ - ปลูกฝังความตระหนี่ให้เกิดขึ้นในใจ - ได้รับคำครหาติเตียน - เป็นทุกข์ใจ - ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ สรุปแล้วโทษของการขาดฆราวาสธรรมโดยรวมก็คือ เมื่อขาดสัจจะย่อมเกิดปัญหา ถูกหวาดระแวง เมื่อขาดทมะย่อมเกิดปัญหาความโง่เขลา เมื่อขาดขันติย่อมเกิดปัญหาความยากจน และเมื่อขาดจาคะย่อมเกิดปัญหาความเห็นแก่ตัวเกิดขึ้นในสังคม

".