Hot Issue
ของการประชุมโรคไข้ปวดข้อยุงลาย (Chikungunya Fever)
คณะผู้เชี่ยวชาญจาก WHO – SEARO ผ่านระบบ VDO Conference
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2552
กรมควบคุมโรค
ผู้เขียนได้ร่วมในการประชุมผ่านระบบ VDO Conference กับคณะผู้เชื่ยวชาญ
จาก WHO-SEARO เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2552 และได้รับหนังสือสรุปการประชุมจากกระทรวงสาธารณสุขซึ่งได้สรุปประเด็นสำคัญ จึงขอถ่ายทอดเพื่อให้
ผู้สนใจ และบุคลากรสาธารณสุขใช้เป็นแนวทางการดำเนินงาน ดังนี้
(ตามที่ อ้างถึงหนังสือกระทรวงสาธารณสุขด่วนที่สุดที่ สธ 0422.4 / ว638 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2552 เรื่อง แนวทางการป้องกันโรคไข้ปวดข้อยุงลายในฤดูฝน)
............................
ด้านการป้องกันและควบคุม
1. เนื่องจากโรคไข้ชิคุนกุนยาที่ระบาดในประเทศอินเดีย ปรากฏมีเชื้อไวรัส
ปะปนกันระหว่างเชื้อกลายพันธุ์และไม่กลายพันธุ์ จึงควรมีการศึกษาไวรัสในตำแหน่ง E1 และชนิดสายพันธุ์ในประเทศไทย
2. การป้องกันยุงกัดผู้ป่วยในช่วงมีไข้ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 วัน ( 3 วันไม่เพียงพอ) ผู้ป่วยควรจะนอนในมุ้งและใช้ยาทากันยุง
3. การควบคุมยุงพาหะ โดยการพ่นสารเคมีระยะรัศมี 200 เมตรจากบ้านผู้ป่วย
รายแรก ต้องมีการปรึกษาหารือกับผู้เชี่ยวชาญในการกำหนดระยะรัศมีการพ่นอีกครั้ง
4. Aerial spray ไม่มีประโยชน์ และไม่เหมาะกับการนำมาใช้
5. การใช้ BTI เพื่อกำจัดลูกน้ำต้อง Identify breeding site ให้ได้ก่อน จึงจะมี
ประโยชน์ที่สุด และควรใช้ทรายกำจัดลูกน้ำเนื่องจากราคาถูกกว่า
6. การควบคุมยุงลายสวน (Aedes albopictus) ต้องศึกษานิเวศวิทยาของยุงให้
ชัดเจน รู้แหล่งเพาะพันธุ์ที่แท้จริง ยังต้องมีศึกษาในเชิงลึกต่อไป
7. การพ่นแบบมีฤทธิ์ตกค้างนั้นไม่มีประโยชน์
8. การลดแหล่งเพาะพันธุ์ต้องใช้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
ด้านการรักษา
1. การงดให้นมแม่ไม่มีความจำเป็น ถึงแม้แม่จะมีไข้ การให้นมแม่จะมีประโยชน์
มากกว่าการงดเนื่องจากยังไม่พบหลักฐานที่ชัดเจนเพียงพอว่ามีไวรัสแพร่ทางน้ำนมมารดา
2. การผ่าตัดคลอดลูกแบบฉุกเฉินนั้น ไม่มีความแตกต่างกับการผ่าตัดทำคลอดใน
กรณีไม่ฉุกเฉินในเรื่องของการลดการติดเชื้อจากมารดาสู่ทารก
3. การใช้ยาสเตอร์รอยด์ไม่มีประโยชน์ ไม่ช่วยให้อาการปวดข้อดีขึ้น ควรใช้
พาราเซตามอล หรือ NSIAD (ให้ระบุในคู่มือแนวทางการรักษา)
4. การใช้ยาคลอโรควินไม่มีหลักฐานว่ามีประโยชน์
5. Dipstick ไม่แนะนำให้ใช้ในการวินิจฉัยโรคเว้นแต่เพื่อการสอบสวนโรค
ดังนั้นจากประเด็นสรุปสาระสำคัญหลังการประชุมของผู้เชี่ยวชาญ
WHO-SEARO ทำให้เกิดความชัดเจนในการนำมาแปลงสู่การปฎิบัติและให้ข้อมูลกับประชาชนต่อไป อย่างไรก็ตามความก้าวหน้าทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ย่อมไม่อยู่นิ่ง องค์ความรู้ในวันนี้....เป็นเช่นนี้ แต่วันต่อไปในอนาคตอาจจะไม่ใช่อย่างนี้ก็ได้ หลังจากได้มีการศึกษาวิจัยอาจมีการปรับเปลี่ยนได้(ถ้ามีการวิจัย และพิสูจน์ได้) และขอให้ท่านติดตามความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง