ไข้มาลาเรีย ที่คนสมัยก่อนเรียกกันว่าไข้จับสั่น ไข้ดอกสัก ไข้ป่า ไข้ป้าง

จำได้ว่าตอนเด็กแม่เคยเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า สมัยที่แม่เป็นเด็ก (ก็ประมาณสงครามโลกเสร็จสิ้นไปหมาดๆ) แม่เคยป่วยเป็นมาลาเรีย ซึ่งตอนป่วยแม่จะมีอาการหนาวมากๆ หนาวถึงในกระดูกเลย ซึ่งก็ได้แต่ฟังแต่ไม่รู้หรอกว่าอาการหนาวมากที่แม่เป็นนั้นมันเป็นยังไง โตมาอีกนิดก็มีคนมาบอกว่าถ้าไปเที่ยวป่าแล้วไปกินน้ำในลำธารโดยไม่ต้มจะทำให้ป่วยเป็นไข้จับสั่นก็เชื่อเขาค่ะ  จนได้เรียนและได้มาทำงานที่เกี่ยวข้องกับโรคดังกล่าวทำให้เข้าใจมากขึ้นถึงธรรมชาติของโรคนี้ เลยอยากเล่าให้ฟังกัน เผื่อวันดีคืนดีท่านผู้อ่านที่ได้ไปเที่ยวแคมป์ปิ้งในป่า จะได้ทราบว่าท่านเป็นหนึ่งในกลุ่มเสี่ยงของการป่วยด้วยโณคนี้หรือไม่

มาลาเรียเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากสัตว์เซลล์เดียว  เชื้อมาลาเรียในคนมี 4 ชนิด คือPlasmodium falciparum (P.f),Plasmodium vivax (P.v),Plasmodium malariae (P.m) ,Plasmodium ovale (P.o) ในประเทศไทยพบชนิดP.f ประมาณร้อยละ 50-52 รองลงมาP.v พบประมาณร้อยละ 48  ซึ่งเชื้อชนิด P.f เป็นเชื้อที่มีความรุนแรงทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน จนทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ง่าย ถ้าไม่ทำการรักษาให้ทันท่วงที และมีปัญหาเรื่องเชื้อดื้อยา ส่วนเชื้อชนิดอื่นๆไม่ร้ายแรงถึงเสียชีวิต แต่มักเรื้อรังอยู่นาน

                สำหรับการติดต่อ โรคนี้ติดต่อโดยการถูกยุงพาหะ คือ ยุงก้นปล่อง มักมีแหล่งเพาะพันธุ์บริเวณแหล่งน้ำในป่ากัดนะคะ ไม่ได้เกิดจากการดื่มน้ำในลำธารที่ไม่ได้ต้มให้สุก (ซึ่งการดื่มน้ำดังกล่าวก็อาจทำให้ป่วยด้วยโรคอื่นๆที่ไม่ใช่มาลาเรียได้) จึงพบว่าโรคนี้ชุกชุมมากในฤดูฝนที่มียุงชุกชุม โดยระยะฟักตัวของโรค นับตั้งแต่ถูกยุงนำเชื้อกัดจนกระทั่งมีอาการไข้จะแตกต่างกันตามชนิดของเชื้อมาลาเรีย และระดับภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยทั่วไปกินเวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ แต่อาจนานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือนก็ได้

            ผู้ป่วยจะมีอาการเริ่มต้น ได้แก่ อาการไข้ต่ำๆครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดศีรษะ 2-3 วัน หลังจากนั้นจะมีไข้สูง และต่อมาจะมีอาการจับไข้เป็นเวลา ช่วงที่ผู้ป่วยเกิดอาการไข้ จับสั่น แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะหนาว ระยะร้อน และระยะเหงื่อออก อย่างไรก็ดีมีผู้ป่วยจำนวนมากที่มีอาการจับไข้ไม่ชัดเจนดังกล่าวข้างต้น เช่น ไข้อาจสูงลอยตลอดเวลา หรือจับไข้ทุกวัน ซึ่งอาจทำให้วินิจฉัยผิดได้ หากไม่ได้ซักประวัติการพักค้างแรมในป่าเขา หรือไม่ได้เจาะโลหิตตรวจหาเชื้อ

            ในการวินิจฉัยจะต้องตรวจโลหิตเพื่อหาเชื้อมาลาเรีย  ในปัจจุบันมีการพัฒนาวิธีการตรวจวินิจฉัย โดยวิธี Dipstick test ซึ่งสะดวกรวดเร็ว ซึ่งเมื่อวินิจฉัยทราบชนิดเชื้อมาลาเรียแล้ว ใช้ยาแตกต่างกันตามชนิดเชื้อ ดังนี้  P.falciparumรักษาด้วยยาเมโฟลควินร่วมกับยากลุ่มอาทิมิซินิน เพื่อฆ่าเชื้อระยะไม่มีเพศในเม็ดโลหิตแดง  พร้อมกับให้ไพรมาควิน ฆ่าระยะมีเพศเพื่อตัดวงจรการแพร่โรคไม่ให้ไปสู่ผู้อื่น  สำหรับเชื้อ P.vivaxและ P.ovaleให้ยาคลอโรควิน เพื่อฆ่าเชื้อระยะไม่มีเพศในเม็ดโลหิตแดง  พร้อมกับให้ไพรมาควิน เพื่อฆ่าระยะที่แฝงอยู่ในตับเพื่อไม่ให้เกิดไข้กลับ (Relapse)

            สำหรับวิธีป้องกันโรค วิธีที่ดีที่สุด ได้แก่ หลีกเลี่ยงการพักแรมในที่แหล่งแพร่เชื้อ หากมีความจำเป็นต้องพักค้างแรมควรป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด โดยการสวมเสื้อผ้ามิดชิด ทายากันยุงตามผิวหนังที่อยู่นอกผ้า นอนในมุ้ง สุมไฟไล่ยุง ฯลฯ และหากกลับจากพื้นที่เสี่ยงดังกล่าว ภายใน 2- 4 สัปดาห์หากมีอาการน่าสงสัยควรไปรับการตรวจโลหิตโดยไม่แนะนำให้ใช้ยาป้องกันมาลาเรีย เพราะไม่มียาที่เหมาะสม เนื่องจากเชื้อมาลาเรีย ฟัลซิปารัมดื้อต่อยาหลายขนาน ยาที่ป้องกันได้ดีจึงเป็นยาที่สงวนไว้ใช้ในการรักษา เช่น ยาเมโฟลควิน หรืออาทิซูเนท  ดังนั้นเวลาไปแค้มปิ้งในป่าแนะนำว่าหากกลับมา 2-4 สัปดาห์และมีไข้ให้ไปเจาะตรวจหามาลาเรียค่ะ แล้วอย่าลืมให้ประวัติแพทย์นะคะว่าเราไปเที่ยวป่ามา