ธรรมชาติคือครู ตอนที่ 4 โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์กวี วรกวิน

                ธรรมชาติคือครู  นอกเหนือไปจากความสมดุลย์ ความว่างเปล่า ตำแหน่งแหล่งที่ อันเป็นส่วนสำคัญของธรรมชาติอันเป็นด้านที่ครูได้สอนเรา ครั้งนี้ธรรมชาติคือครูก็ได้แก่ เรื่อง เวลา ซึ่งบางคนคงแปลกใจว่าเวลาเป็นธรรมชาติได้อย่างไร เพราะว่าถ้ากล่าวถึงเรื่องธรรมชาติ จะหมายถึง ดิน น้ำ ลม ไฟ ภูมิอากาศ ทะเล มหาสมุทร ป่าไม้ เป็นเรื่องธรรมชาติ สิ่งที่กล่าวมา 3 ครั้ง เรื่องเวลาจะเกี่ยวกันอย่างไร จึงขอยืนยันได้ว่าสิ่งต่างๆที่กล่าวมาทั้งหมดมีอยู่ในธรรมชาติ นักเรียนเมื่อเรียนหนังสือในรุ่นก่อนๆ แม้แต่ปัจจุบัน ไม่ได้คิดถึงในเรื่องนี้

               หลักสูตรปัจจุบันกำหนดให้นักเรียนได้เรียน แต่บางทีผู้สอนผู้เรียนไม่เข้าใจจึงมองว่ายาก เช่น เรื่องสมดุลเมื่อครั้งก่อนนี้ ความว่างเปล่ามีประโยชน์อย่างไร เรื่องของตำแหน่ง แหล่งที่ ที่กล่าวคราวที่แล้ว เกี่ยวกันอย่างไร ธรรมชาติในบทนี้จึงขอกล่าวถึงเรื่องเวลา และขอยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้เป็นธรรมชาติ เมื่อเรารู้จักเข้าใจและเห็นคุณค่าแล้ว เราใช้ประโยชน์ได้ เมื่อนำมาใช้ประโยชน์ได้มันเป็นมูลค่า จะเห็นได้จากรายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ ซึ่งขายสปอตเป็นนาที นาทีละเป็นแสน เป็นหมื่น จะเห็นว่าเขาขายเวลา เวลาขายได้ด้วยหรือ? กลายเป็นว่าเวลาเป็นทรัพยากร เวลาเป็นมูลค่าขายได้

               สิ่งนี้เป็นทรัพย์ขึ้นมา เวลาเป็นทรัพยากร เวลาเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง เวลาถูกกำหนดให้ เวลาถูกสร้างให้กับทุกสิ่ง เป็นคุณสมบัติติดตัวเป็นทรัพย์สมบัติติดตัวของทุกสิ่ง มนุษย์เราพอเกิดมาเขาให้เวลาเป็นสมบัติ เรามีระยะเวลาเป็นขวบปี เขามอบเวลามาให้เราเลย ถ้าเราคิดว่าเราอายุ 40-50 แล้ว บางคนไม่คิดมิติเป็นเส้น ก็อาจคิดเป็นขนาดมีพื้นที่ เวลาถ้าคิดวินาทีขนาดเล็ก ชั่วโมง วัน เดือน ปี คิดเป็นขนาดได้

               เวลาเป็นเรื่องของที่คนไม่สนใจ ซึ่งไม่อยากกล่าวว่าคนไม่สนใจ หลายคนดูไปแล้วเหมือนสนใจ ว่าต้องตรงเวลา คนที่สนใจเวลา มองเห็นความสำคัญของเวลา เขาจะเห็นคุณค่าของเวลา ใช้เวลาให้มีคุณค่ามากที่สุด บางคนทำมูลค่าเพิ่มในเวลาที่เท่ากันนี้ เพิ่มคุณค่าของเวลาเหลือเกิน บางคนทำงาน 1 ชั่วโมงได้ 200 บาท บางคนได้ 500 บาท บางคนเป็นแสน เป็นล้าน

              จะเห็นได้ว่าคนเห็นคุณค่าเวลาเป็นคนมองเรื่องเวลาไม่ใช่ปกติธรรมดา เหมือนคนทั่วไปมีคนส่วนใหญ่วันๆหนึ่งไม่ค่อยคิดถึงเวลา วันนี้วันอะไร ช่วงเวลาวันนี้มีอะไรเกิดขึ้น ช่วงเวลาคนไม่ค่อยสนใจ วิถีชีวิตตื่นเช้าขึ้นมา แต่งตัวไปทำงาน ไปโรงเรียน ทำงาน กลับมาถึงบ้าน เย็นกินข้าว เข้านอน ตอนเช้าตื่นเตรียมตัวไปโรงเรียนใหม่ ฯลฯ

              เหมือนกับกิจวัตรประจำวัน ไม่สนใจว่าวันนี้ร้อนไป วันนี้หนาวไป ไม่สนใจเรื่องอะไร แต่ถ้ามนุษย์เข้าใจธรรมชาติ เรื่องเวลาแล้ว จะเห็นว่าเวลามีจำกัด เมื่อเราเกิดมา สรรพสิ่งเกิดมามีจุดเริ่มต้นของเวลา ติดตัวกันมาด้วยกันทุกคน เมื่อติดตัวกันได้มาทุกคน เมื่อติดตัวกันได้มาทุกคน ความยาวของเวลาเพิ่มขึ้น จนถึงจุดสิ้นสุด ทำสรรพสิ่งให้แก่เวลา สะสมทรัพย์ไว้ ตายไปมีทรัพย์ให้ลูกหลาน เกิดจากเวลา บางคนไม่ได้ทำอะไรเลย สูญเปล่า ก็จะมีความแตกต่างกัน

             เพราะฉะนั้น จึงอยากให้หลายๆคนกลับมามองสิ่งที่เราไม่ได้มอง และคิดว่าไม่ใช่ธรรมชาติ มองเฉพาะสิ่งมีชีวิต สิ่งไม่มีชีวิต เวลาเหมือนกับ แต่ความจริงมันมีบริบทความว่างเปล่า หรือเวลา ไม่ได้คิด เวลามีจุดเริ่มต้น มีจุดสิ้นสุด เวลาของสรรพสิ่ง เวลาเป็นธรรมชาติ แต่ขึ้นกับคนจะใช้ประโยชน์หรือรู้จักเวลา และก็จะสามารถสร้างสิ่งต่างๆ ในช่วงของเวลาได้มากน้อยต่างกันขนาดไหน ตัวอย่างเช่น โอกาสไม่ว่าจะด้านใด เช่น การศึกษา การทำงาน ซึ่งขึ้นอยู่กับบริบท เป็นองค์รวมที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยโอกาสเป็นเรื่องของอะไรสักอย่างที่มาเกี่ยวข้องกับเวลา คนจะมีโอกาส โอกาสไม่เกิดขึ้นง่ายๆถ้า ไม่มีเวลามาเกี่ยวข้อง โอกาสของอะไร สิ่งที่จะมาเกี่ยวข้องกับเวลานี้ เมื่อมีโอกาสก็หมายถึงจุดเริ่มต้น มีเวลา มีเวลาของอะไร มีเวลาเรียน มีโอกาสได้เงิน โอกาสคือมีงานทำ คือบริบท Factor ปัจจัยมาเกี่ยวข้องกับเวลา

                   ปัจจัยเหล่านั้นถ้ามาบวกเวลาก็จะเป็นโอกาส สร้างโอกาสมันมีขึ้นได้ มันเกิดขึ้นได้ ถ้าคนเปิดโอกาสให้ตัวเอง เช่น คนเปิดโอกาสให้ตัวเองไปท่องเที่ยว ถ้าเขาไม่ตัดสินใจไปท่องเที่ยว บางคนปิดตัวเองอยู่ที่บ้านก็เท่ากับไม่สร้างโอกาส ไม่ใช้เวลาที่ว่างไปท่องเที่ยว ไม่ใช้เวลาไปเที่ยว ไปเที่ยวให้ประโยชน์หลายอย่าง ทำให้วิเคราะห์ รู้จัก รู้อะไรมากกว่าที่อยู่ที่บ้านอย่างเดียว ได้พบเห็นสัมผัส

                   ถ้าเราไม่สร้างเวลา ไม่เปิดโอกาสไปเที่ยว ก็จะไม่ใช้เวลาว่างบวกกับการเดินทางในการท่องเที่ยวคนนี้ก็ไม่ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ไม่ใช้เวลาให้เป็นโอกาส ยกตัวอย่างโอกาสอันเกิดจากเวลาด้านท่องเที่ยว คนที่ไปเที่ยวก็จะพบปะกับผู้คนเป็นคนมีวิสัยทัศน์กว้าง ได้พบภูมิประเทศ ทรัพยากร พบความหลากหลาย สอนเขา ทำให้รู้จักตนเอง ทำให้คนเขามีข้อสรุปดีกว่าตัวเขาอยู่คนเดียว

                 การมีโอกาสรู้จักคนอื่นทำให้รู้จักตัวเอง ยิ่งพบผู้คนมากก็จะรู้จักตัวเองมาก มีข้อเปรียบเทียบ เรื่องโอกาสเป็นเรื่องราวต่างๆที่บวกเวลา มีจุดเริ่มต้นที่จะเกิดขึ้น คนเราหากสร้างโอกาสให้กับตนเอง อันนี้เป็นประโยชน์ทางช่วงเวลา เปิดโอกาสตนเองให้พบผู้คน เดินทาง สิ่งต่างๆก็จะมีตามมา

                   คนที่สร้างโอกาสได้ คนที่เปิดโอกาสให้ตัวเอง เป็นคนที่รู้จักเวลา รู้จักใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ เห็นคุณค่าของเวลา เห็นความว่างเปล่าของเวลาที่คนอื่นไม่เห็น เป็นคนมองลุ่มลึก โอกาสมีจุดเริ่มต้น จุดเริ่มต้นซึ่งเกี่ยวกับเวลา จุดสิ้นสุดก็เกี่ยวกับเวลา ถ้าเรามีจุดเริ่มต้น และจุดสิ้นสุด ช่องว่างระหว่าง 2 จุดก็เป็นเวลา

                    อีกนัยหนึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้เคยกล่าวไว้ตั้งแต่คราวที่แล้ว กล่าวอีกทางหนึ่ง เวลาเป็นระยะ เป็นพื้นที่ ปริมาตร ช่องว่าง เพียงแต่ว่าคนจะใช้ประโยชน์ช่องว่างในพื้นที่ ปริมาตร เรื่องราวไหน หรือตัวตนอันไหน ถ้าใช้ประโยชน์ก็ต้องขยันทำ ถ้าคนที่ขี้เกียจก็ปล่อยพื้นที่ เวลา ปริมาตร ให้เสียหายไป โดยไม่เกิดประโยชน์ เวลาที่ผ่านไป เวลาที่ผ่านไปเราเรียกคืนไม่ได้ เรียกเวลาให้มาใหม่มันก็ทำไม่ได้

                    ที่กล่าวมาแต่ต้น พวกเด็ก นักเรียน ครู ผู้ใหญ่ ถ้ามีคนเข้าใจเรื่องนี้ก็ดี ต้องให้รู้    จัดสรรเวลา ให้รู้คุณค่าของเวลา เมื่อเด็กๆเห็นความสำคัญของเวลา หรือพิจารณาเวลาให้มีบทบาท เวลาก็มีคุณค่า ซึ่งเรื่องนี้ครูผู้สอนจะต้องนำมาสอนให้แก่นักเรียนให้เขาได้รู้จักกาลเทศะ            

                   กาลก็คือเวลา เทศะ คือ สถานที่ เพราะฉะนั้นคำไทยคำนี้ผู้ใหญ่สอนให้รู้จักกาลเทศะ คนไทยสอนกันมาตั้งแต่อดีต แต่คนที่เห็นคุณค่ามีน้อยกาลเทศะต้องสอดคล้องกัน อย่างเช่น แจกันที่ใส่ดอกไม้ ถ้าถูกกาลเทศะ เมื่อเวลาแขกมา แจกันดอกไม้นี่ต้องต้อนรับแขก แต่แจกันต้องไม่อยู่ในครัว หรือบนโต๊ะอาหาร ฯลฯ สรรพสิ่งในโลกนี้มีเวลา สถานที่เป็นของตนเอง

                  จะเห็นว่าสรรพสิ่งต่างๆที่พูดมานั้นมีเวลาเป็นของตนเอง มีความเหมาะสม คนรุ่นใหม่ลองหันมาใช้วิธีคิด หรือหลักคิดเรื่องกาละเทศะให้มากกว่าที่เป็นอยู่ สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เป็นคุณสมบัติติดตัวมากับตัว ทำไมไม่ใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ ที่เราไม่ปฏิบัติ เพราะเราไม่เข้าใจ เราไม่รู้จัก         

            เพราะฉะนั้นที่กล่าวมาทั้งหมด เรื่องของความพอดี ความสมดุลย์ ความว่างเปล่า ตำแหน่งแหล่งที่ เวลา เป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวตนของทุกสรรพสิ่ง ซึ่งเชื่อมโยงกัน มนุษย์เราควรหันมาสนใจในมิติทางนี้บ้าง

           ส่วนใหญ่เรารู้จักมิติธรรมชาติในรูปของตัวตนภูเขา แม่น้ำ อากาศ พืชพรรณธรรมชาติ เราเห็นในของรูปธรรม แต่ในเรื่องของ Space เราไม่ได้สนใจ ในเรื่องมิติธรรมชาติ อาจขัดความรู้สึกของคนทั่วไปอยู่ เพราะบางคนอาจคิดว่าธรรมชาติคือต้นไม้ แม่น้ำ ป่าเขา ลำ อากาศ ฯลฯ แต่ไม่ได้คิดว่าเวลาคือธรรมชาติ เป็นมิติที่เราลืม ไม่ได้คิด มีบางท่านนำมิติไปเขียนเป็นนวนิยาย เช่นทวิภพ แดนสนธยา ซึ่งเป็นมิติทางเวลาซ้อนเวลา

                  ธรรมชาติที่เราพบเห็น ไม่ว่าจะเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ นี่ มันมีธรรมชาติ บางสิ่งที่เรามองไม่เห็น ยกตัวอย่างเช่น ในทางดาราศาสตร์ เราอยู่ในสุริยะจักรวาล แต่ในกาแลกซี่นี่เราไม่รู้จักเลย รู้จักไม่ดีพอ ในระบบสุริยะจักรวาลเรายังรู้จักไม่หมด ยังมีอะไรลึกลับอีกมากมาย แค่มิติเรื่องเวลา ความว่างเปล่า สถานที่ เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว เรายังมองไม่เข้าใจ

                 คนรุ่นใหม่น่าจะหันกลับมามองกลับมาคิด อย่าเห็นแต่สิ่งที่มองเห็นต่อหน้า ดิน น้ำ ลม ไฟ ภูเขา ฯลฯ คือการมองให้ลึกขึ้น ทำให้เราได้ประโยชน์ได้ความ จิตวิญญาณบางส่วนอาจสร้างสิ่งเหล่านี้เป็นปิติ เป็นสุขในอนาคตได้ อาจดับทุกข์ สร้างสุขได้ด้วยการสร้างสิ่งเหล่านี้ เราไม่สุข ไม่ทุกข์ เพราะไม่ได้คิดถึงสิ่งเหล่านั้น

                  หากนำเอาปัจจัยสิ่งเหล่านี้ไปคิดดู ซึ่งสามารถนำมาแก้ปัญหาต่างๆได้ โดยให้เข้าใจเรื่องความพอดี ความว่างเปล่า ไม่เก็บมาคิด ท้ายที่สุด ความทุกข์ ความสุข ที่ว่าก็คงจะกระจ่างขึ้น เมื่อกระจ่างขึ้นก็คงไม่เป็นทุกข์ ถ้าเข้าใจ