การยึดโยงกระบวนการพัฒนาชุมชนด้วยศิลปวัฒนธรรมของชุมชนโดยมีพระและเยาวชนเป็นคนขับเคลื่อน ทำให้เกิดการดึงเอาศักยภาพและความร่วมมือของคนในชุมชนเข้ามาเป็นหนึ่งเดียว

บ้านคั๊วะ ต.ศรีภูมิ อ.ท่าวังผา หมู่บ้านชนบทที่ดำรงชีวิตอย่างพอเพียงมาช้านาน ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพการเกษตร ทำนา ทำไร่ข้าวโพด และปลูกผัก เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว

แต่ด้วยกระแสการพัฒนาที่มุ่งสร้างรายได้และแข่งขันกันทางเศรษฐกิจทำให้เห็นเงินเป็นปัจจัยสำคัญจนละเลยเรื่องราวความเป็นครอบครัวและชุมชนไป ส่งผลให้เกิดปัญหาทางสังคมต่างๆ ตามมา พ่อแม่มุ่งทำงานหาเงินละเลยการดูแลลูกหลานๆ จนทำให้เยาวชนส่วนหนึ่งก็ไปมั่วสุมกับยาเสพติด วัยแรงงานบางส่วนก็ใช้ยาบ้าเพื่อทำงานให้ได้มากขึ้น ปัญหาเหล่านี้นับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นมากเรื่อยๆ

เช่นเดียวกับปัญหาการดื่มสุราและสูบบุหรี่ ที่เริ่มมีการดื่มและสูบมากยิ่งขึ้น ในงานเลี้ยงต่างๆ ไม่เว้นแม้แต่ที่เป็นงานบุญ งานประเพณีที่สืบทอดกันมา เลยไปจนถึงงานลงแขกในการเกษตรก็มีการเลี้ยงเหล้ายาปลาปิ้งกัน จนเห็นเป็นเรื่องปกติ งานที่น่าจะเป็นงานแห่งการทำบุญร่วมกันกลายเป็นงานแห่งการดื่มเหล้า สร้างผลกระทบต่อชุมชนตามมา

ชุมชนที่เคยอยู่อย่างสงบสุข ก็เริ่มมีปัญหาการลักเล็กขโมยน้อย เกิดมิจฉาชีพขึ้น มีคนติดยา ติดเหล้า ติดบุหรี่ในชุมชนมากขึ้น เกิดปัญหาทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัว สร้างความแตกแยกในครอบครัว ส่งผลเสียต่อสุขภาพ และเป็นปัญหาอุปสรรคในการพัฒนาหมู่บ้าน และสูญเสียรายได้และเศรษฐกิจโดยรวมของชุมชน

แรงบันดาลใจ

จากสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นนับวันยิ่งเพิ่มพูน ไม่เห็นหนทางออก การพัฒนาหมู่บ้านก็มีแต่การชะงักงัน แกนนำหมู่บ้านจึงได้มาพูดคุยกันหาทางออกของปัญหาในปี ๒๕๔๙ และได้ริเริ่มกิจกรรมการลดละเลิกเหล้าในกิจกรรมบางอย่างในชุมชน ได้แก่

การจัดงานศพปลอดเหล้าและการพนัน โดยมีการกำหนดมาตรการของหมู่บ้านในการที่จะงดการเลี้ยงเหล้าและเล่นการพนันในงานศพ

การทานสลากภัตรปลอดเหล้า ในปีนี้ชุมชนได้มีการจัดทานสลากจมปูขึ้น มติของหมู่[บ้านได้กำหนดให้ไม่มีการเลี้ยงเหล้า เป็นการจัดขึ้นง่ายๆ แล้วนำสลากภัตรไปทานที่วัดพร้อมกัน ซึ่งเจ้าคณะจังหวัดน่าน และประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอท่าวังผาได้เข้ามาร่วมงานก็ได้ยกย่องชมเชยว่าทำได้ดี และนำไปบอกกล่าวให้เป็นตัวอย่างแก่หมู่บ้านอื่นๆ

การงดเหล้าเข้าพรรษา ได้มีการรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษา มีคนเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน ๒๖ คน

เริ่มต้นหมู่บ้านลดเหล้า

การเริ่มจุดประกายเล็กๆ จากการงดเหล้าในประเพณีและกิจกรรมบางอย่าง นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการพัฒนาหมู่บ้าน แต่ปัญหายาเสพติดก็ยังคงเป็นปัญหาที่รุกเร้าเข้ามาเรื่อยๆ แกนนำหมู่บ้านจึงได้มีการปรึกษากับทางสถานีอนามัย และได้เริ่มดำเนินการกิจกรรมเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนอย่างจริงจัง

ปี ๒๕๕๐

เริ่มจากการชักชวนแกนนำชุมชนกว่า ๒๐ คน ไปศึกษาดูงานที่บ้านน้ำเกี๋ยน อ.ภูเพียง ซึ่งเป็นหมู่บ้านชุมชนเข้มแข็งต้นแบบ ทำให้ได้แนวคิดและวิธีการแก้ไขปัญหาหลายอย่างนำมาปรับใช้ในชุมชน

หลังจากการศึกษาดูงานบ้านน้ำเกี๋ยน ก็ได้กลับมาเปิดเวทีประชาคมในหมู่บ้านขึ้น เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิด หาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหา และได้มีการกำหนดมาตรการของหมู่บ้านเกี่ยวกับยาเสพติดขึ้น ดังนี้

          ผู้ใดเกี่ยวข้องกับยาเสพติด หากถูกตำรวจจับไปเรื่องถึงโรงพัก จะถูกปรับ ๕,๐๐๐ บาท และถูกควบคุมความประพฤติ ๒ ปี แต่หากเรื่องถึงถูกศาลตัดสินจำคุกจะถูกปรับ ๑๐,๐๐๐ บาท และถูกควบคุมความประพฤติ ๒ ปี

          ในการดำเนินงานในระยะแรกก็มีการต่อต้านบ้างในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด แต่ก็เป็นส่วนน้อย คนส่วนใหญ่เห็นชอบด้วยจึงได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง จากการดำเนินงานที่ผ่านมามีผู้ที่ถูกปรับทั้งสิ้น ๕ ราย

ได้จัดอบรมให้ความรู้เรื่องโทษของยาเสพติดให้แก่กลุ่มพ่อบ้าน, แม่บ้าน, และเยาวชน เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจและมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งจัดโดยชุมชนเอง มีการขอสนับสนุนวิทยากรจากส่วนต่างๆ เช่น ตำรวจ ครู หมออนามัย และพระภิกษุ ผลการจัดอบรมทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจและตระหนักในปัญหา ทำให้เกิดความร่วมในการทำงานในระยะต่อมา

การส่งเสริมการออกกำลังกาย เพื่อส่งเสริมให้คนในชุมชนได้มีกิจกรรมทำร่วมกันและเป็นการส่งเสริมการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ด้วยการเล่นกีฬาให้แก่ผู้สูงอายุและเยาวชน เช่น เปตอง รำไม้พลอง ฟุตบอล ตะกร้อ เป็นต้น

ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่นให้แก่กลุ่มเยาวชน โดยการรวมกลุ่มเยาวชนในการเรียนรู้เรื่องศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยมีพระภิกษุในวัดและผู้เฒ่าผู้แก่เป็นผู้ถ่ายทอดศิลปะ เช่น การตีกลองปู่จา, การตีกลองสะบัดชัย ทำให้เยาวชนมีการรวมกลุ่มทำกิจกรรมกันอย่างต่อเนื่อง จนสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศการแข่งขันการตีกลองปู่จา, การตีกลองสะบัดชัย ในระดับอำเภอและจังหวัด นอกจากนี้ยังมีการค้นคว้าและรวบรวมภูมิปัญญาพื้นบ้าน และของโบราณเก็บรวบรวมไว้ให้คนในชุมชนไว้ได้ศึกษาเรียนรู้

งานบุญปลอดเหล้า ชุมชนยังได้เริ่มจัดงานบุญต่างๆ ให้ปลอดเหล้า เพื่อให้เป็นการทำบุญที่แท้จริง มิใช่การสร้างบาป โดยการทำประชาคมและหามติจากประชาคม จนสามารถกำหนดงานบุญที่ปลอดเหล้าได้แก่ งานกฐิน, ผ้าป่า, และการบวชนาคที่ปลอดเหล้าขึ้น

และได้รับการดำเนินการรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษาต่อเนื่อง มีคนเข้าร่วมโครงการ จำนวน ๓๗ คน

นอกจากนี้ชุมชนยังได้ดำเนินการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ตามโครงการอยู่ดีมีสุข มีการทำน้ำหมักชีวภาพจากหอยเชอรี่, การทำผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในครัวเรือน เช่น น้ำยาล้างจาน แชมพูสระผม เป็นต้น ทำให้ชุมชนได้รับรางวัลหมู่บ้านเขียวขจี, รางวัลหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงในระดับอำเภอและจังหวัด

ในปี ๒๕๕๑ ได้มีการดำเนินกิจกรรมต่อเนื่องจากเดิม และได้มีการจัดเวทีประชาคมปรับปรุงมาตรการเพิ่มเติมจากเดิมขึ้นอีก ดังนี้

          ห้ามเลี้ยงอาหารและเหล้าหลังจากเลิกงานการเกษตร เนื่องจากแต่เดิมนั้นหลังเลิกงานการเกษตรจะมีการเลี้ยงอาหารและเหล้าทำให้มีการสิ้นเปลืองเงินทอง และมีการมากินต่อที่บ้านเจ้าภาพส่งเสียงดังรบกวนคนอื่น และก่อให้เกิดปัญหาทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัวตามมา

          กำหนดเขตห้ามดื่มเหล้าในสถานที่ราชการ และที่สาธารณะของหมู่บ้าน เช่น วัด โรงเรียน หอประชุมหมู่บ้าน ตลาดสด รวมไปถึงศาลาที่พักริมทางต่างๆ โดยนำพรบ.ควบคุมเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มาบังคับใช้ในหมู่บ้าน

           มีการจัดกิจกรรมครอบครัวอบอุ่น โดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดน่าน ได้เข้ามาสนับสนุนการดำเนินงานโครงการครอบครัวอบอุ่น โดยมีการจัดกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างพ่อแม่ลูก เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว ในการอบรมได้มีมติในเวทีได้กำหนดให้หลังเลิกงานการเกษตรให้กลับบ้านไปรับประทานอาหารร่วมกันกับคนในครอบครัวเพื่อสร้างความอบอุ่นในครอบครัว และงดการกินเหล้าหลังเลิกงานการเกษตร

และได้รับการดำเนินการรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษาต่อเนื่อง มีคนเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน ๔๒ คน

นอกจากนี้ชุมชนยังได้ดำเนินการพัฒนาหมู่บ้านอย่างต่อเนื่องในหลายด้าน เช่น การสร้างศูนย์การเรียนรู้ของชุมชนขึ้นที่วัดโดยใช้งบประมาณของหมู่บ้าน และจัดตั้งผ้าป่าขอบริจาคของเก่าแก่เพื่อนำมาตั้งไว้ในศูนย์การเรียนรู้ให้เยาวชนและคนในชุมชนได้ศึกษาเรียนรู้ และได้มีการสร้างประปาหมู่บ้าน, ตลาดสด, และโรงผลิตปุ๋ยหมักของหมู่บ้านเพื่อลดการใช้สารเคมีในเกษตรกร

และในปีนี้เองหมู่บ้านได้รับรางวัลหมู่บ้านประชาธิปไตยดีเด่นระดับจังหวัด

ในปี ๒๕๕๒ ได้มีการดำเนินกิจกรรมต่อเนื่องจากเดิม และขยายเครือข่ายศูนย์การเรียนรู้ในชุมชนไปยัง รร.บ้านเชียงแล, และพนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง

และได้รับการดำเนินการรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษาต่อเนื่อง มีคนเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน ๕๔ คน

ดอกผลแห่งการขับเคลื่อนหมู่บ้านปลอดเหล้า

ผลแห่งการพัฒนาร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดผลลัพธ์การดำเนินงานในหลายด้าน ดังนี้

๑. ผู้สมัครใจเข้าร่วมโครงการงดเหล้าเข้าพรรษามีจำนวนเพิ่มขึ้นมากทุกปี

๒. ปัญหายาเสพติด การลักเล็กขโมยน้อย มิจฉาชีพ ลดลง

๓. การดื่มเหล้าในชุมชนลดน้อยลง สังเกตได้จากในงานต่างๆ มีการดื่มเหล้ากันน้อยมาก โดยเฉพาะงานการเกษตรที่แต่เดิมมักเห็นภาพของการเลี้ยงเหล้าของเจ้าภาพงานลงแขก เสร็จงานแล้วก็จะมีการตีแกลลอน ขวด ตีชาม จาน เข้าบ้าน มาตั้งวงกันต่อในบ้าน ส่งเสียงดังรำคาญให้แก่คนในชุมชน ปัจจุบันภาพเหล่านี้ไม่มีเกิดขึ้นในชุมชน

๔. ครอบครัวมีความอบอุ่น มีความสุขขึ้น มีเวลาให้กันและกันมาก ไม่มีปัญหาทะเลาะเบาะแว้ง โดยดูจากกรณีปัญหาครอบครัวที่ผู้ใหญ่บ้านต้องเข้าไปไกล่เกลี่ยไม่ค่อยมี

๕. ชุมชนมีความรักความสามัคคีกัน การพัฒนาหมู่บ้านเป็นไปอย่างรวดเร็วดังจะเห็นว่าหมู่บ้านได้รับโครงการและงบประมาณดำเนินการในการพัฒนาหมู่บ้านในด้านต่างๆ จากองค์กรภายนอกที่ต่อเนื่อง

๖. ได้รับการยกย่องชมเชยจากผู้ที่ได้เข้ามาร่วมกิจกรรมในหมู่บ้านอยู่เนืองๆ ว่าดำเนินกิจกรรมต่างๆ ได้ดี

๗. ชุมชนได้รับรางวัลดีเด่นในการพัฒนาด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ได้รับการยกให้เป็นหมู่บ้านต้นแบบของอำเภอ

ปัจจัยเงื่อนไขแห่งความสำเร็จ

การขับเคลื่อนชุมชนปลอดเหล้าของบ้านคั๊วะ แม้จะเริ่มต้นได้เพียงไม่กี่ปี แต่ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงของแกนนำและชุมชน ทำให้สามารถดำเนินการได้ผลอย่างเป็นรูปธรรม เป็นที่ยอมรับของชุมชนและองค์กรต่างๆ ทั้งนี้มีปัจจัยเงื่อนไขแห่งความสำเร็จที่สำคัญได้แก่

๑. ความสมัครสมานสามัคคีของคนในชุมชน ที่ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ และมีการปรับปรุงวิธีการให้เหมาะสมกับชุมชน

๒. การยอมรับในปัญหาร่วมกันและนำไปสู่การถกคิดและหาทางออกร่วมกัน

๓. มีเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างต่อเนื่องทั้งการศึกษาดูงาน และการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เวทีประชาคมที่ต่อเนื่อง

๔. มีองค์กรต่างๆ ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง

๕. การมีพระภิกษุที่เป็นที่เคารพนับถือของคนในชุมชน เนื่องมีวิชาความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมต่างๆ สามารถถ่ายทอดให้กับคนในชมชนและเยาวชนได้ จนเกิดผลเป็นรูปธรรม

๖. การยึดโยงกระบวนการพัฒนาชุมชนด้วยศิลปวัฒนธรรมของชุมชนโดยมีพระและเยาวชนเป็นคนขับเคลื่อน ทำให้เกิดการดึงเอาศักยภาพและความร่วมมือของคนในชุมชนเข้ามาเป็นหนึ่งเดียว

อย่างไรก็ตามการขับเคลื่อนชุมชนลดละเลิกเหล้าในช่วงแรกๆ ก็ยังประสบปัญหาอยู่บ้างในกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยและกลุ่มผู้ขายเหล้าซึ่งมีส่วนน้อย แต่ด้วยความมุ่งมั่นของแกนนำในชุมชน จึงได้ค่อยๆ ทำความเข้าใจ และเพิ่มกิจกรรมต่างๆ จนทำให้เกิดการยอมรับและเกิดความร่วมมือในที่สุด

 

บทเรียนที่ได้รับ

จากการขับเคลื่อนชุมชนลดละเลิกเหล้ามาอย่างจริงและต่อเนื่อง ทำให้แกนนำและคนในชุมชนเรียนรู้ประสบการณ์และได้บทเรียนหลายประการ ที่สำคัญได้แก่

๑. ผู้ปกครองและผู้นำต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เด็กและเยาวชน เพราะเด็กมักจะย้อนถามผู้ใหญ่เสมอๆ ว่าที่อยากให้เด็กเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ผู้ใหญ่ได้ทำตนเป็นแบบอย่างที่ดีให้เด็กดูหรือไม่

๒. การพัฒนาหมู่บ้านต้องเริ่มจากการพัฒนาคนก่อน โดยปรับทัศนคติ สร้างความรู้ สร้างจิตสำนึกให้เกิดขึ้นก่อน แล้วการพัฒนาในด้านต่างๆ จะทำได้ง่ายขึ้นและมีความต่อเนื่อง ยั่งยืน

๓. การจัดกิจกรรมส่งเสริมให้เกิดความรักความสามัคคี มีความเข้มแข็งเสียก่อนจะทำให้การพัฒนาเป็นไปด้วยดี

บทเรียนของบ้านคั๊วะ มีเสน่ห์น่าสนใจตรงที่สามารถหยิบยกเอาศิลปวัฒนธรรมมาเป็นร้อยเรียงคนในชุมชนเข้าหากันแล้วสอดแทรกความรักความผูกพันและกระบวนการเรียนรู้ของคนในชุมชนให้เกิดการคิดร่วมกันหาทางออกของปัญหาร่วมกัน นี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นการปฏิวัติชุมชนของอีกชุมชนหนึ่งที่จะนำไปสู่ชุมชนปลอดเหล้าได้

............................................................

บันทึกเรื่องราวจากเวทีถอดบทเรียนชุมชนต้นแบบลดละเลิกเหล้าสายกลาง

วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๒ ณ วัดอรัญญาวาส ต.ในเวียง อ.เมืองน่าน

ขอขอบคุณ

คุณรัตน์นิดา สุรธนากร พยาบาลวิชาชีพ รพ.ท่าวังผา

ผู้ใหญ่บ้านและแกนนำชุมชนบ้านคั๊วะ ต.ศรีภูมิ อ.ท่าวังผา จ.น่าน

และเรื่องราวดีดีจากเวทีเรียนรู้