ประสบการณ์ที่น่าประทับใจและเปลี่ยนแปลงชีวิตของผมครั้งหนึ่งคือการได้ไปเที่ยว ณ เกาะเสม็ด จ.ระยอง กับเพื่อนรักทั้งหลายในช่วงสุดท้ายของชีวิต ม. ปลาย
ในคาบเรียนวิชาเลขอันแสนสนุกเมื่อวันจันทร์ ที่ 27 ต.ค. 51 ที่อาจารย์พรทิพย์แห่งโรงเรียนตัวย่อ บ.ด. ผู้ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของพวกเราด้วยได้ทำการสอนอย่างสนุกสนานอยู่นั้น ก็ยังไม่วายที่จะมีนักเรียนบางคน(ผมและเพื่อน)หลับอย่างสงบ ณ หลังห้อง ทันใดนั้นหัวโจกของกลุ่มนามว่า แชมป์ ก็กล่าวขึ้นมาว่า ตัวเองรู้สึกเบื่อแล้วก็อยากไปเที่ยวเอามากๆ
เช้าวันรุ่งขึ้น อากาศแจ่มใส ทุกคน พร้อมกัน ณ หมอชิตไม่มีใครนึกถึงเลยว่า วันนี้คือวันอังคาร วันที่ต้องไปเคารพธงชาติและเข้าเรียนวิชาสายวิทย์อย่างวันอื่นๆ ในใจทุกคนจดจ่อรอคอยกับการเล่นน้ำทะเล ณ เกาะสวรรค์แห่งนั้น
แต่แล้วปัญหาก็เกิดขึ้น พวกเราตกลงกับเจ้าของราชรถหน้าเลือดไม่ได้ ด้วยอัตราค่าโดยสารที่เกินรับได้ เพื่อนคนหนึ่งนามว่า ซันนี่ บอกให้พวกเราไปขึ้นรถที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ทันใดนั้นเอง บิ๊กเพื่อนในกลุ่มก็ได้ตกลงราคากับแท็กซี่คันหนึ่งได้สำเร็จด้วยราคา ไปส่งอย่างเดียวที่ 1500 บาท
รถออกไปได้ไม่นาน ถึงที่พักรถบนมอเตอร์เวย์ พวกเราลงจากรถเดินเข้าร้าน Mcdonald กินกันอย่างเอร็ดอร่อย แต่ก็ต้องเจอกับข่าวร้าย ควันที่พุ่งโขมงจากรถแท็กซี่คันหนึ่ง คุ้นๆว่าเป็นของเรา “โอ้ว พระเจ้า รถเสีย” จากสีหน้าเฮฮาสนุกสนาน กลับกลายเป็นความเศร้าหมองและหวาดระแวงว่า “กูต้องจ่ายค่ารถมั้ยเนี่ย” แต่ท้ายที่สุดแล้วรถก็ไปต่อไม่ได้ และพวกเราก็ให้เงินเขาไป 600 บาท เป็นน้ำใจ
ปัญหาต่อมาคือ เราจะไปต่อยังไงล่ะ? เพื่อนของผม ซันนี่ บอกว่า “คนไทยมีน้ำใจอยู่แล้ว โบกรถกันดีกว่า” เราโบกกันอยู่สองชั่วโมง ไม่มีคันใดเลยที่จะจอด สังคมมันเปลี่ยนไปแล้วทุกคนคิดในใจ ขณะที่ก่อนหน้านั้น ผมและเพื่อนชื่อวี พยามยามตกลงราคากับเจ้าหน้าที่ทางหลวง ให้ไปส่งด้วยรถกระบะส่วนตัวของเขา ท้ายที่สุดเขาก็ไปด้วยราคา 1,500 บาท แงๆ (เสียงซึมเศร้าจากเหล่านักเรียนผู้ชอบการผจญภัย แต่ได้ความสะใจที่ได้นั่งรถกระบะบนมอเตอร์เวย์ ว่ากันว่าผิดกฎหมาย)
ซันนี่เพื่อนเรากำลังยืนโบกรถ
บรรยากาศบนหลังกระบะ ตอนนี้ใกล้ถึงบ้านเพ
เราเดินทางมาถึงท่าเรือแห่งหนึ่งก่อนจะข้ามไปเสม็ด ผมจำชื่อของท่าเรือไม่ได้ ซื้อตั๋วไป-กลับ ชุดละ 100 บาท ทั้งหมด 6 ชุด แล้วไปขึ้นเรือ ภาพสายน้ำที่กระเพรื่อมอย่างช้าๆแสงแดดยามบ่ายส่องกระทบผิวน้ำสะท้อนเป็นประกายมันทำให้เรานึกถึงสิ่งต่างๆที่ผ่านมาได้ดีจริงๆ ทันใดนั้น แชมป์ก็ตะโกนขึ้นมาว่า “ทำไมมันช้านักวะเรือนี่มันเติมน้ำมันพืชรึไง” ทุกคนฮาก๊ากเลย ขณะที่เจ้าของเรือทำสีหน้าเคร่งขรึม ชวนให้พวกเราต้องเงียบตาม ฮ่าๆ (อันที่จริงมันเป็นเหมือนเรือประมงมาดัดแปลงเป็นเรือส่งผู้โดยสารครับ แต่มันแล่นช้าจริงๆอย่างว่า)
นี่อ่ะ ที่ว่าน้ำมันกระเพรื่อม
นั่งอยู่บนเรือน้ำมันพืช
ในที่สุดเราก็มาถึงเกาะ เวลา 6 โมงเย็นของวันที่ 28 ภารกิจต่อไปคือหาที่พักเพราะเราไม่ได้จองไว้ล่วงหน้า เราเดินเรื่อยจากจุดที่ลงเรืออย่างไร้จุดหมาย ผ่านบริเวณหาดทรายแก้วที่ว่ากันว่าเป็นที่ๆเจ๋งมากๆของเสม็ด แล้วมันก็เจ๋งจริงๆ ผมและเพื่อนถึงกับต้องหยุด ชมบรรยากาศยามเย็น หาดทรายที่ขาวเว่อ แล้วก็ชาวต่างชาติที่มาเล่นน้ำ นอนอาบแดดซึ่งไม่มีแล้วในตอนเย็น ฮ่าๆ ท้ายที่สุดก็ไปพักที่อ่าวลุงดำ ซึ่งไกลจากหาดทรายแก้วมากเรียกว่าอยู่อีกด้วยหนึ่งของเกาะเลยก็ได้ เมื่อไปถึงทุกคนติดใจกับความสงบของมัน บรรยากาศรีสอร์ทที่เป็นแบบโฮมสเตย์ซะมากกว่า
ถึงแล้วก็แวะถ่ายรูปซักหน่อย ข้างหลังเรืออะไรไม่รู้แต่เท่มากๆ
เย็นวันนั้นพวกเราไม่มีอะไรทำมากไปกว่าสั่งอาหารทะเลมานั่งกินหน้าที่พัก เพิ่ม Alcohol ในกระแสเลือดยามดึก ตบด้วยการเล่นการ์ดเกม(โพหลากสี) และการซุยกีตาร์ตัวโปรด
seafood & Guitarist Wow Wow
เช้าวันรุ่งขึ้น ผมกับซันนี่เพื่อนรักเดินไปตามริมหาดถ่ายภาพยามเช้า รอเพื่อนๆคนอื่นตื่น(เมื่อคืนคงหนัก) เพื่อกินข้าวเช้าด้วยกัน ตอนกลางวันของวันที่ 29 พวกเราเช่ามอเตอร์ไซด์ 3 คัน เพื่อขี่เที่ยวรอบๆเกาะ ซึ่งสิ่งต่างๆที่ได้พบเห็นก็ทำให้เราไม่ผิดหวัง เริ่มจากขี่เที่ยวรอบเกาะหนึ่งรอบเต็มๆ ดูจุดน่าสนใจ แล้วไปหยุด ณ รีสอร์ทแห่งหนึ่งซึ่งหาดทราย และน้ำทะเลสวยใสมาก พวกเราหยุดเล่นน้ำที่นั่นในครึ่งวันเช้า ตกบ่ายก็ไปเยือน ณ หาดทรายแก้วอีกครั้ง ตามด้วยการไปชมวิว ณ จุดชมวิวต่างๆ แล้วเข้าสู่วงโคจรยามเย็นถึงดึกตามเคย ฮ่าๆ
(ปล.รถเกิดน้ำมันหมดครับ ต้องให้เพื่อนขี่ไปหาน้ำมันมาระยะทางนับ 8 กิโล เหอะๆ)
ขี่มอเตอร์ไซด์เที่ยวรอบเกาะ ดูถนน55+
เล่นน้ำ ณ หาดแห่งหนึ่ง งามมาก & นอนชิว ณ หาดทรายแก้ว ดูฝรั่ง คริๆ
วิวทะเลยามเย็นๆ ข้างหลังซันนี่เพื่อนรัก
พอค่ำเราเล่นพลุ+ไฟเย็น^^~
เช้าวันสุดท้ายของการมาทริปนี้หลังจากภารกิจส่วนตัว เริ่มด้วยการเตะฟุตบอลบนหาดหน้าที่พัก กระโดดน้ำเล่น ถ่ายรูป จบด้วยการตระหนักถึงชะตากรรมของแต่ละคนเมื่อกลับไปโรงเรียน ถึงตอนนี้ทุกคนต่างคิดถึงอาจารย์พรทิพย์กันแล้ว เราเดินทางกลับด้วยเรือเร็ว
(ดูดีกว่าเดิม อิอิ) แล้วต่อรถตู้กลับกรุงเทพฯ
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
1.เรื่องราวหลังจากกลับจากทริปครั้งนั้นมันมีทั้งดีและไม่ดี ขอกล่าวถึงส่วนไม่ดีก่อน พวกเราถูกตำหนิจากผู้ปกครองและอาจารย์พรทิพย์ผู้เป็นที่รักที่ว่าไม่รู้จักเวลา ไม่รู้ว่าควรทำสิ่งใดก่อนหลัง และต้องทำให้คนที่อยู่ข้างหลังเป็นห่วง ส่วนข้อดีก็คือทำให้เรารู้ว่าพ่อ แม่ ครูอาจารย์ท่านหวังดีและรักเราจริงๆ ท่านไม่อยากให้เกิดอันตราย ยิ่งในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตด้วยแล้ว
2.รู้สึกรักเพื่อนมาก ได้รู้จักบางแง่มุมในเพื่อนแต่ละคนมากขึ้น การได้ใช้ชีวิตร่วมกันและได้เจอปัญหาร่วมกันมันทำให้ผูกพันธ์กันและรู้ว่าเพื่อนนี่แหละจะคอยช่วยกัน ถึงวันนี้ผมก็ยังติดต่อกับทุกคนอยู่ และหาโอกาสพบปะกันบ้างตามสมควรแก่โอกาส
3.ได้บทเรียนอันล้ำค่าว่าการจะทำสิ่งใดก็ตามต้องเตรียมตัว ไปเที่ยวก็ต้องศึกษาการเดินทางไป ราคา ที่พักให้พร้อมก่อนการเดินทาง ไม่ทำสิ่งใดกระทันหันแบบนี้ และต้องนำข้อคิดมาปรับใช้ในชีวิตทุกเรื่องทั้งการเรียน การทำงาน















เป็นประสบการณ์ที่ดีมาก
ได้เปิดโลกการเรียนรู้
อยากไปบ้างจัง
อ่านแล้ว อยากไปเที่ยวมั่ง - -*
เป็นการเดินทางที่ไม่มีแผนล่วงหน้าเลยเนอะ
ดูจะอันตรายไปหน่อย
แต่ก็ทำให้ได้ประสบการณ์และสิ่งดีๆ
คราวหน้าวางแผนไปใหม่นะเอิง
ไปกับเพื่อนรุ่น 37 หุหุ
เป็นประสบการณ์ที่ดีเลย
ได้ใช้ชีวิตกับเพื่อน
แต่ก็ดูเวลาให้เหมาะด้วยนะ
มาเยี่ยมอีกครั้งครับ
ยินดีกับการเรียนวิชาท่องเที่ยวด้วยตัวเองครั้งนี้นะครับ ^^
หืมมมม ??
มีโบกรถด้วย ว้าววว !
แต่ก็ดูอันตรายอะ
ทีหลัง ต้องเตรียมตัวดีดีนะ
(แต่อย่างนี้ก็ตื่นเต้นดี ไม่รู้ว่าจะอะไรยังไง๕๕)
น่าสนุกดี
นายแน่มากที่กล้าโดดเรียน
แต่เพื่อประสบการณ์ที่ดีของชีวิตก็น่าลองดีนะเราว่า
ยังไงก็สู้ๆนะ
เราก็เคยไปเที่ยวกับเพื่อน เป็นความทรงจำที่ดีมากๆ
/
/
/
ทรงผมเจ๋งดีหว่ะ
นี่ๆๆ ชอบโบกรถเหรอ
ไปที่ค่ายอนุรักษ์ มข. ดิ
อยากแนะนำ
เมื่อ 2 อาทิตย์ก่อน เค้าโบกรถพากันไปภู อะไรซักอย่าง ฮ่าๆ เห่อๆ จำไม่ได้
แต่พรุ่งนี้ เค้าไปโบกรถไป น้ำหนาว กัน
เป็นอะไร ที่ประหยัดมาก
แล้วตุลานี้ มีค่ายใหญ่ เพื่อนเราเคยไปมาแล้ว แบบ ในป่าของแท้อะ
ห้องน้ำยังไม่มีเลย
ไม่รู้จะชอบลุยขนาดนี้รึเปล่า ไงถ้าชอบก็ถามเราหรือเพื่อนเราได้นะ ปุยกะอ้น
ปล. อยากไปเที่ยวโคตรๆ
สนุกดีอ่ะ
รู้สึกได้ผจญภัย
555
ไปเที่ยวแบบนี้..น่าสนุกจังเลย..
ฮ่ะๆๆๆ
อยากไปบ้าง
ดีจร้า แหม คนซื่อก็พี่เพื่อนด้วยแหะ
มั่นใจว่าต้องสนุกแน่ๆ เพราะ ไปกับเพื่อนเรามีอิสระ มีชีวิตของเราเต็มที่แบบวัยทีนไง
ก็ ไม่เท่าไหร่หรอกนะ ชื่อ เอิงเอย (จริงหงะ)
แล้ว มันติส ยังไง
เหอๆๆ น่าสนุกมากๆ
การไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเพื่อนสนิทสนมกันมากขึ้นด้วยนะ
อยากไปมั่งหวะ
เด่ววันหลังไปเที่ยวกัน
โอ๊ยยย
ดีจัง MEDเราจัดทริปด่วนน !!
ไปกันไม่มีชวนเพื่อน งอลลลลลลลลลลเว้ย
น้ำมันพืชที่ว่านี่ตรามรกต หรือ องุ่น หรือยี่ห้ออื่น โปรดแจ้งเพื่อนด้วย
แล้วไอ้การโบกรถเนี่ย หน้าด้านไม่จิง ทำไม่ได้นะเว้ย วะ555+
แบบว่า อยากไปเที่ยวอย่างงี้มั่ง แต่ไปมิได้ มารดาสั่งห้าม เซ็งไก่เรย
ทริปหน้าชวนเพื่อนอย่างชั้นด้วยนะยะ ^_^
ก็ดีนะ
ปิดเทอมนี้ไป เที่ยวก็คงดีไม่น้อย
เป็นประสบการณ์ที่มันส์ดีนะ
แต่ก็ได้อะไรกลับมาเหมือนกัน
ว่ามั๊ย...^^
น่าสนุกมากๆๆ อยากไปเที่ยวแบบกับเพื่อนบ้าง
เหอะๆๆๆ
เป็นประสบการณ์ที่ให้ข้อคิดต่างๆมากมายเลยทีเดียว
การที่ช่วงหนึ่งขอชีวิตมีเวลาเดินทางไปท่องเที่ยว และไปกับเพื่อนที่สนิทนั้น เป็นอะไรที่มีควาวมสุขอย่างบอกไม่ถูก ได้ไปลุยด้วยกัน เที่ยว กิน เล่น เดินทางร่วมกัน เจอเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่คาดฝันหลาย ๆ ครั้ง มันยิ่งตตอกย้ำความผูกพันของความเป็นเพื่อนให้มันเหนียวแน่นขึ้น เวลามีปัญหาลำบาก ก็มีการดูแลช่วยเหลือกัน ยกเว้นเจอทั้งหมดก็คงอาจจะต้องพยายามดูแลตัวเองก่อแนแล้วค่อยไปดูแลคนอื่น...... เพราะถ้าใครยังไม่ได้ทำกิจกรรมแบบนี้เลย โอกาสที่จะมาทำไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเรียนจบเดี๋ยวมีงานทำ มีครอบครัว มีลูก เวลาของความเป็นส่วนตัวก็จะน้อยลง แต่เวลาส่วนใหญ่ก็จะต้องไปทุ่มเทกับคนที่เรารักและต้องดูแลเขาไปตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ ภรรยา สามี ลูก เพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง เจ้านาย ฯลฯ