จากการที่ผู้เขียนได้เข้าเรียนในหลาย ๆ วิชาในภาควิชากฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเรื่องหนึ่งที่สนใจก็คือ เรื่องเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และนิสัยส่วนตัวที่ชอบศึกษาประวัติศาสตร์ของประเทศต่าง ๆ และโดยเฉพาะเอเชีย และยุโรปด้วยแล้วนั้นทำให้ผู้เขียนได้เห็นถึงพัฒนาการความเจริญก้าวหน้า และความล้มเหลวของการบริหารประเทศของประเทศต่าง ๆ สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนไปเห็นจากประสบการณ์ชีวิต และการวิเคราะห์พร้อมทั้งค้นคว้าข้อมูลจากหนังสือหลายเล่ม อีกทั้งการเข้าร่วมสัมมนาวิชาการในโครงการต่าง ๆ ทำให้พบว่า
ในปัจจุบันนี้ประเทศต่าง ๆ ได้มีการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค ซึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ได้มีการรวมกลุ่มกันทางเศรษฐกิจเป็นเขตการค้าเสรีอาเซียน และกำลังดำเนินนโยบายต่อไปเพื่อให้มีความร่วมมือกันยิ่งขึ้นไปเป็น ประชาคมอาเซียน เหมือนดั่งในทวีปยุโรป ที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนานกว่าที่จะมีการร่วมมือกันเป็นสหภาพยุโรปดังเช่นในปัจจุบัน
สำหรับมุมมองในทางประวัติศาสตร์ของการรวมกลุ่มจนเป็นสหภาพยุโรปได้นั้น ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ต่างก็ได้รับความเสียหายจากการที่เป็นสรภูมิเลือด คือ สงครามโลกทั้ง 2 ครั้งและต่อมาก็เป็นอนุสรณ์แห่งความขัดแย้งทางการเมือง กล่าวคือสงครามเย็น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ประเทศเยอรมันที่ถูกแบ่งแยกออกเป็น 2 ส่วน และกลุ่มประเทศทางยุโรปตะวันออก ยุโรปอยู่ในสภาพที่บอบช้ำและเสียหายอย่างหนักในทุกด้าน
จากนั้นเพื่อลดความขัดแย้งกัน จึงทำให้มีผู้นำทางการเมืองเกิดแนวความคิดที่จะสร้างอนาคตที่มีสันติภาพอย่างถาวร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปรองดองกันระหว่างสองรัฐที่เคยได้ทำสงครามที่สร้างความหายนะแก้ทวีปทั้งทวีป คือ ฝรั่งเศส กับเยอรมนี ซึ่งบุคคลที่ได้เสนอแนวคิดนี้ คือ นาย Jean Monnet (ชาวฝรั่งเศส) และถูกนำมาขยายผลโดยนาย Robert Schuman (รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส) โดยวิธีการของการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจกันระหว่างฝรั่งเศสกับเยอรมนีให้ใกล้ชิดกันจนกระทั่งทั้งสองประเทศจะไม่สามารถทำสงครามระหว่างกันได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีเป้าหมายในระยะยาวที่จะสร้างความเป็นเอกภาพระหว่างประชาชนชาวยุโรป เพื่อมิให้มีการแตกแยกและนำไปสู่การทำสงครามระหว่างกันในอนาคตด้วย และจากความขัดแย้งต่าง ๆ ในภูมิภาค จากการสู้รบ สงครามและความบาดหมางระหว่างกันจึงนำไปสู่การร่วมมือกันสร้างความสงบ คือ ทุกประเทศไม่ต้องการสงคราม และสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้มีการร่วมมือร่วมใจกันมากขึ้น และลดความบาดหมางกัน และเพื่อต้องการฟื้นฟูประเทศชาติโดยเร็ว ก็คือ การร่วมมือกันทางเศรษฐกิจ
แนวคิดดังกล่าว ได้นำไปสู่การจัดตั้ง ”ประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้าแห่งยุโรป (European Coal and Steel Community)” ในปีค.ศ.1951 โดยสนธิสัญญากรุงปารีส ซึ่งแรกเริ่มมีประเทศสมาชิก 6 ประเทศ คือ (ฝรั่งเศส เยอรมนี เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ ลักเซมเบอร์ก และอิตาลี) ทั้งนี้ โดยมีนัยสำคัญที่แอบแฝงอยู่คือ เพื่อที่จะควบคุมการใช้ถ่านหินและเหล็กในการผลิตอาวุธ และในการสร้างกองทัพของเยอรมัน เพื่อมิให้เยอรมันรุกรานประเทศอื่นได้อีก เนื่องจากถ่านหินและเหล็กกล้าถือเป็นยุทธปัจจัย การจัดตั้งประชาคมเพื่อบริหารทรัพยากรดังกล่าวจึงเสมือนเป็นก้าวแรกที่จะทำให้สงครามระหว่างฝรั่งเศสกับเยอรมนีไม่สามารถเกิดขึ้นได้อีก และเพื่อต้องการกุมอำนาจของเยอรมัน หลังจากนั้น ได้มีการจัดตั้งประชาคมขึ้นอีก 2 ด้าน คือ ด้านปรมาณู (Euratom) ในปีค.ศ.1954 และที่สำคัญ คือ ด้านเศรษฐกิจ (European Economic Community) ในปีค.ศ.1957 โดยสันธิสัญญากรุงโรม ซึ่งงจากองค์การเล็ก ๆ จนนำไปสู่พัฒนาการความร่วมมือกันอันแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับประเทศในภูมิภาคจนมาเป็นสหภาพยุโรปในปัจจุบันนี้
เมื่อเทียบกับความร่วมมือทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศทางภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วนั้น นับว่าพัฒนาการความร่วมมือในภูมิภาคนี้ยังเป็นไปได้ช้ามาก ทั้ง ๆ ที่อาเซียนนั้นมีการจัดตั้งมาช้านานแล้ว ซึ่งสาเหตุของการไม่พัฒนาจนไม่สามารถที่จะยกระดับเป็นประชาคม หรือสหภาพอาเซียนได้นั้น สิ่งหนึ่งมาจากการที่ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ต่างก็สงวนอำนาจอธิไตย และไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกัน และต่างคนต่างทำ มียุทธศาสตร์การบริหารประเทศเป็นของตัวเอง และมีทรัพยากรที่คล้ายคลึงกัน และทางภูมิศาตร์ไม่ได้เป็นผืนแผ่นดินเดียวกัน ซึ่งถ้าหากว่ายอมลดอำนาจอธิปไตยบางส่วนและมีการทำความเข้าใจซึ่งกันและกันมากกว่านี้ การร่วมมือกันในด้านต่าง ๆ ของภูมิภาคนี้ก็จะเป็นไปได้ด้วยดี และเจริญก้าวหน้า มีพลังในการต่อรองเจรจาการค้ากับกลุ่มประเทศต่าง ๆ
ซึ่งในขณะนี้ประเทศสมาชิกอาเซียนต่างก็ต้องการที่จะมีการรวมตัวกัน (Harmonization) ให้เป็นประชาคมอาเซียน กระทั่งวันที่ วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551 จุดเริ่มต้นที่เป็นรูปธรรมได้สร้างความเป็น "ประชาคมอาเซียน" เกิดขึ้นภายหลังจากการประชุมอาเซียนซัมมิท ครั้งที่ 14 โดยการประกาศใช้ "กฎบัตรอาเซียน" (ASEAN Charter) จะมีวิถีการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่และสำคัญ คือเป็นการปรับองค์กรในการทำงานแบบ การรวมกลุ่มที่มี "กฎ" เป็นฐานที่สำคัญ (Rule-Based) สมาชิกทั้ง 10 ประเทศจะต้องปฏิบัติตามพันธะข้อตกลง มีการกำหนด "กลไกระงับข้อพิพาท" พร้อมกับสร้าง "อาเซียน" ให้มีสถานะเป็น "นิติบุคคล" มีการปรับให้เป็นองค์กรที่มี "ประชาชน" เป็นศูนย์กลาง[1] ทำให้เกิดประสิทธิภาพของการรวมกลุ่มมากขึ้น ส่งผลให้การดำเนินงานของอาเซียน เป็นไปภายใต้กฎหมายเดียวกันและปูทางไปสู่การสร้างตลาดเดียวในภูมิภาคภายใน 7 ปี
สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นสมาชิกอาเซียนนั้น จึงมิอาจที่จะหลีกเลี่ยงได้ที่จะส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างกันในทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนในภูมิภาค เพราะว่าการรวมกลุ่มกันทางเศรษฐกิจนี้จะเป็นการรวมพลังกันเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้แก่ภูมิภาค กอรปกับ
จากสภาพการณ์ของปัญหาทางด้านเศรษฐกิจที่ตกต่ำทั่วโลก ได้ส่งผลกระทบในหลาย ๆ ด้านต่อความเจริญก้าวหน้าและการพัฒนาประเทศ และก็ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยด้วย และกรณีของประเทศไทยนั้นได้เผชิญกับปัญหามากกว่าในหลาย ๆ ประเทศ คือ ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาเสถียรภาพทางการเมือง และปัญหาความมั่นคงในภาคใต้ ซึ่งปัญหาทั้ง 3 นี้ต่างก็ส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน ทำให้ไม่เป็นแหล่งจูงใจในการลงทุน ประเทศไทยต้องเปลี่ยนแผนจากการที่เป็นแหล่งรับการลงทุนจากต่างประเทศ หรือเป็นฐานการผลิต ให้กลายเป็นผู้ลงทุน แสวงหาตลาด และแหล่งลงทุนใหม่ ๆ ในต่างประเทศ[2] อีกทั้งการลงทุนในต่างประเทศเป็นการแก้ไขปัญหาข้อจำกัดของการสร้างความมั่งคั่งในทางธุรกิจ และเมื่อมีการทำงาน การค้า การลงทุนข้ามชาติแล้วนั้น สิ่งที่ตามมาก็คือ เรื่องของสิทธิ ผลประโยชน์ต่าง ๆ รวมทั้งการคุ้มครองสิทธิของคนไทยในต่างประเทศ สิ่งแรกที่มนุษย์จะพึงมีก็คือสิทธิ และการกำหนดสิทธิของมนุษย์ก็ต้องมีการกำหนดสถานะบุคคลของมนุษย์ผู้นั้น ดังนั้น วิทยานิพนธ์ฉบับนีจึงทำการศึกษาสถานะบุคคลของคนไทยในต่างประเทศ เพื่อที่จะตอบโจทย์เรื่องของคนไทยที่ออกไปทำงาน และประกอบธุรกิจ การค้า การลงทุนในต่างประเทศ ว่ามีสถานะทางกฎหมายอย่างไร เพื่อที่จะนำไปสู่สิทธิของคนไทยในฐานะคนต่างด้าวของรัฐต่างประเทศ
และประเทศหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม และมีความสำคัญต่อประเทศไทยมากในภูมิภาคนี้ก็คือ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งต่อไปจะใช้คำว่า สปป.ลาว ดังนั้น ประเทศที่จะทำการศึกษาเป็นกรณีศึกษาก็คือ สถานะบุคคลของคนไทยในสปป.ลาว
สาเหตุที่สำคัญก็คือ สปป.ลาวเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีความสัมพันธ์อันดี ไม่มีอุปสรรคทางด้านภาษาและวัฒนธรรม กล่าวคือ มีภาษาและวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกันกับประเทศไทย ทำให้การเจรจาต่อรอง และการสื่สารไม่มีอุปสรรค (เท่ากับว่าไม่ต้องเริ่มใหม่ในเรื่องของการเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรม) อีกทั้งสปป.ลาว มีทรัพยากรธรรมชาติมาก และมีปัจจัยการผลิตที่เหมาะสม อีกทั้งการเปิดตลาดการค้าในสปป.ลาวก็เป็นไปได้ไม่ยาก[3] อีกทั้งสปป.ลาวกำลังจะเปิดประเทศ และเข้าเป็นสมาชิก WTO ซึ่งสปป.ลาวต้องการนำระบบการค้าเสรีเข้ามาเป็นระบบเศรษฐกิจของประเทศ (ดังจะเห็นได้จากนโยบายของนายบอริสเย็ลซิน คือ นโยบายกลาสนอส เปรเลสตรอยก้า และหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต รัสเซียก็ได้เปิดประเทศ)
สำหรับการศึกษาเรื่องนี้จะเป็นการศึกษาถึงสถานะบุคคล กฎหมายที่กำหนดสถานะ ซึ่งเป็นขั้นแรกของการการกำหนดตัวบุคคล อันจะนำไปสู่การจัดการด้านสิทธิของคนไทยในฐานะคนต่างด้าวในต่างประเทศ และต่อไปก็จะเป็นต้นแบบของการศึกษาคนต่างด้าวในต่างประเทศ และซึ่งอาจจะมีความร่วมมือ หรือความตกลงกันระหว่างสองประเทศในด้านการจัดการคนทำงานข้ามชาติ และนำไปสู่การเคลื่อนย้ายเสรีของคน แรงงาน เครื่องจักร และเงินทุน สินค้า และอาจจะเป็นต้นแบบอันนำไปสู่การเป็นตลาดเดียวอาเซียน ซึ่งเมื่อพิจารณาจากประวัติศาสตร์ของสหภาพยุโรปแล้วนั้น สหภาพยุโรปนั้นเริ่มต้นจากเพียงแค่ประชาคมถ่านหินแฃะเหล็กซึ่งมีขึ้นเพื่อควบคุมการใช้ถ่านหินของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันนีเพียงแค่นี้ แต่กลับกายมาเป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจกันได้อย่างเข้มแข็ง
และในกรณีของอาเซียนก็อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีการนำเอาระบบของสหภาพยุโรปมาใช้เป็นต้นแบบของการพัฒนา เนื่องจากว่าสหภาพยุโรปนั้นมีความเจริญทางด้านการรวมกลุ่มเศรษฐกิจอย่างมาก เช่นนี้ก็เป็นอันที่จะอดไม่ได้ที่เราควรจะศึกษาในเรื่องนี้ อันจะเป็นต้นแบบนำไปสู่ความร่วมมือ เป็นอาเซียนคอมมอนมาร์เก็ต ดังนั้น ผู้เขียนจึงเห็นความสำคัญของการเคลื่อนย้ายเสรีของคน ไม่ว่าจะเป็น แรงงาน หรือคนทำงาน (Free movement of worker) เพื่อที่จะพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ต่อไป
[1] ทวีศักดิ์ ตั้งปฐมวงศ์, (2551). ประชาคมอาเซียนและกฎบัตรอาเซียน คืออะไร และสำคัญอย่างไร ?. สืบค้นวันที่ 19 สิงหาคม 2552 จาก
[2] นิติภูมิ นวรัตน์, สัมมนาเรื่อง “โครงการพัฒนาความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมกับประเทศเพื่อนบ้าน,” วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม 2551.
[3] ปุณฑวิชญ์ ฉัตรมงคลชาติ และคณะ, (2551). รายงานผลการศึกษาดูงานโครงการศึกษาดูงานด้านการจัดการประชากรต่างด้าวของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว. เอกสารไม่ได้ตีพิมพ์, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
สวัสดีค่ะ น้องโอ๊ต
ในที่สุดน้องก็เริ่มประดิดประดอยงานเขียนแล้ว
ต้องยืมคำของ อจ.แหววมาใช้ คือ ยินดีต้อนรับเข้าสู่การเป็นมหาบัณฑิต
ตอนแรกที่ได้ยินคำนี้ มันแปลก ๆ แต่ดูอบอุ่นดีนะ
ชอบและเป็นคำที่ติดใจมาถึงทุกวันนี้
โอ้ตคะ
พี่ว่าคนเราเริ่มต้นเป็นอะไรต่อมิอะไรทุกวันนะ บางทีรับปริญญามาแล้ว ยังลืมไปตั้งหลายเรื่องแล้ว
แต่ที่เขียนมานี้เป้นการเริ่มต้นที่ดีคะ แสดงเป็นคนมีศักยภาพ ไม่แปลกใจที่อ.แหววรับว่าเป็นศิษย์ก้นกุฏิอีกคน และเป็นเม็ดเลือดใหม่ของตระกูลความคิดนี้
ขอให้มีความสุขกับการเขียน
ขอบคุณนะครับอาจารย์พี่ตุ๊กผู้น่ารัก
ผมจะตั้งใจทำใหดีที่สุดครับ
มูลเหตุชักจูงใจเกิดจากการศึกษายุโรปทั้งในมิติทางประวัติศาสตร์และกฎหมาย จนเห็นจุดร่วมอันนำไปสู่พัฒนาการต่างๆของยุโรป จึงนำเอาแนวคิดดังกล่าวมาพยามแสวงหาจุดร่วมของอาเซียนโดยผ่านการศึกษาวิจัยในมิติเชิงกฎหมายระหว่างสปป.ลาวและไทย.....ผมเข้าใจแบบนี้น่ะ ^-^
โอ๊ตคะ
เรื่องราวแบบไหนคะ ที่ทำให้โอ๊ตตื่นเต้น
ที่ทำให้โอ๊ตรู้สึกอยากค้น ค้น ค้น ... และอ่าน อ่าน อ่าน..ต่อไปเรื่อยๆ
โอ๊ตกำลังจะบอกว่า เพราะไปอ่านเจอประวัติศาสตร์ของประเทศต่างๆ --ระหว่างที่เข้าห้องเรียนกม.วิชาต่างๆ!
จริงๆ ใช่ปะ?
เรื่องของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ จนนำไปสู่การรวมกันเป็นหนึ่งเดียวในภูมิภาค
ซึ่งผมสนใจในเรื่องของการเคลื่อนย้ายเสรีของคนทำงานในสหภาพยุโรปครับ
น้องโอ๊ตคะ
พี่ได้อ่าน “มูลเหตุจูงใจในการทำวิทยานิพนธ์” เรื่อง “สถานะบุคคลของคนไทยในต่างประเทศ: ศึกษากรณีคนไทยในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว” แล้วค่ะ พี่ขอวิพากษ์วิจารณ์ และขอให้น้องโอ๊ตไม่โกรธกันนะคะ หากพี่จะวิจารณ์แรงไปบ้าง
ประเด็นแรก ชื่อวิทยานิพนธ์ของน้องโอ๊ตคือ “สถานะบุคคลของคนไทยในต่างประเทศ: ศึกษากรณีคนไทยในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว” ซึ่งพออ่านแล้วผู้อ่านก็ต้องเข้าใจว่าน้องโอ๊ตต้องการศึกษา “สถานะบุคคล......” แต่ปรากฏว่า ขึ้นต้นมาน้องโอ๊ตก็ได้บอกกล่าวเล่าเรื่องความร่วมมือทางเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคต่างๆ และให้เนื้อที่ในการเขียนมากถึงประมาณ 70% ของเนื้อที่ทั้งหมด
ดังนั้น ถ้าจะเขียนแบบที่น้องโอ๊ตเขียน จึงอยากให้น้องโอ๊ตตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า “สถานะบุคคล........” มีความสัมพันธ์หรือเป็นเหตุเป็นผลกับความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างไร ? หรือ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นเหตุเป็นผลกับ “สถานะบุคคล......?” อย่างไร “อะไรหลัก” “อะไรรอง” “อะไรมาก่อน” “อะไรมาหลัง” สำหรับวิทยานิพนธ์เล่มนี้
ทีนี้ เราก็จะมาดูกันถึงบทบาทของแต่ละส่วนประกอบของเนื้อหาที่ต้องการสื่อ กันดังนี้
1. เนื้อหา “สถานะบุคคลของคนไทยในต่างประเทศ: ศึกษากรณีคนไทยในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว”เป็นเนื้อหาหลักที่ต้องการสื่อออกไปว่า “ต้องการทำเรื่องนี้”
ผลก็คือ - - > น่าจะเขียนขึ้นต้นประมาณว่า “ทุกวันนี้ที่น้องโอ๊ตศึกษามา ทราบและเห็นนั้น “คน” เป็นอย่างไร ย้ายไปย้ายมาระหว่างประเทศอย่างไร (เช่น มีการก้าวออกไปลงทุน ไปศึกษา ไปทำงาน ไปท่องเที่ยว ไปติดตามครอบครัว ไปเป็นนักโทษ ไปเป็นผู้หลบหนีเข้าเมือง ฯลฯ แล้วไปอยู่อย่างไร: อยู่ถาวร หรือไม่ถาวร อย่างไร แล้วไง ไปแล้วเจอปัญหาอะไร การคุ้มครองสิทธิดีอยู่มั๊ย กฎหมายที่เป็นอยู่ชัดเจนหรือไม่ ความร่วมมือระหว่างประเทศดีอยู่หรือไม่ เป็นไง แล้วไง เป็นต้น) (ซึ่งจริงๆ แล้วน้องโอ๊ตก็เขียนไว้ (บ้าง) แล้วล่ะ: อยู่กลาง ๆ ค่อนไปท้าย ๆ ซึ่งการวางเนื้อหาลักษณะนี้ทำให้ดูเหมือนเนื้อหาหลักกลายเป็น “ตัวประกอบ” และดูเหมือนว่าน้องโอ๊ตจะให้พื้นที่กับตรงนี้น้อยไป (ประมาณ 10 บรรทัดในเนื้อหาเกือบ 4 หน้า (ทั้ง ๆ ที่ตรงนี้เป็น “ Fact หลัก”)
2.ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคต่าง ๆ (ที่น้องโอ๊ตบรรยายมา 2 หน้าครึ่ง
“ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ” จริง ๆ แล้วไม่ได้เป็นเป้าหมายหลักของการทำวิทยานิพนธ์เรื่องนี้ (เพราะวิทยานิพนธ์ของน้องโอ๊ต ไม่ใช่ชื่อนี้)
ดังนั้น ก็ต้องมาตอบกันว่า “แล้วเนื้อหาประเด็นนี้” มีบทบาทเป็นอะไรในวิทยานิพนธ์ (เป็นพระเอกนางเอกหรือเป็นตัวประกอบ ?) น้องโอ๊ตก็จะได้คำตอบว่าแล้วว่า “เป็นตัวประกอบ” แล้วไง - - > ก็ต้องรู้ว่า ประกอบอย่างไร? ทำไม? มีคุณค่าด้านใด? ประโยชน์อันใด? ใช้มาทำอะไรได้บ้าง? จะใช้อย่างไร? ซึ่งพี่ก็รู้ว่าจริง ๆ แล้วน้องโอ๊ตก็พอรู้แล้วล่ะสำหรับคำตอบเหล่านี้ - - > (คำตอบคือ พี่ก็คาดหมายได้ว่าน้องโอ๊ตกำลังจะบอกว่า ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเหล่านี้ เป็น Fact ที่เกิดขึ้น แล้ว Fact อันนี้ก็ส่งผลถึง “สถานะบุคคลใช่มั๊ย ? เช่น ส่งผลให้ได้ “บุคคล” ได้สิทธิอะไรมากขึ้น สะดวกสบายอะไรมากขึ้น ไม่ต้องผ่านขั้นตอนทำโน่นทำนี่ในการที่จะทำอะไร ๆ มากขึ้น และในทำนองเดียวกัน ก็อาจส่งผลทำให้ “บุคคล” ต้องมีภาระที่ต้องกระทำการบางอย่างอะไรเพิ่มขึ้น ฯลฯ)
ดังนั้น น้องโอ๊ตก็จะสามารถนำไปร้อยเรียงรับลูกต่อกันได้กับประเด็นเรื่อง “คน” ด้านบน? ใช่มั๊ยคะ?
ส่วนรายละเอียดที่ว่า ยุโรป เยอรมัน ถ่านหิน ฯลฯ อะไรตรงนั้น พี่คิดว่าไม่ใช่เรื่องหลักในตอนนี้นะคะ : (ถ้าวิทยานิพนธ์ชื่อนี้นะ) / แต่ว่าน้องโอ๊ตค้นคว้าข้อมูลมาดีมาก ก็อาจเก็บไว้ใช้งานตอนเขียนเล่มก็ได้ (หากน้องโอ๊ตพิจารณาแล้วว่าควรเขียน) หรือเก็บไว้ใช้ประโยชน์ในอนาคตก็ได้ค่ะ ดี - - > อย่างไรก็ตามขอ Comment ต่ออีกนิด ถึงแม้บอกให้เก็บไปก่อนก็ตาม คือ ตรงที่น้องโอ๊ตเขียนว่า “ซึ่งขณะนี้ประเทศสมาชิกอาเซียนต่างก็ต้องการที่จะมีการรวมตัวกัน” พี่ว่าอาจสื่อ mis ไปหน่อยมังคะ เพราะจะทำให้ผู้อ่านคิดว่าน้องโอ๊ตกำลังเข้าใจว่า อาเซียน “เพิ่งจะคิดที่จะมารวมตัวกัน” แต่จริง ๆ เค้าคิดและทำมานานแล้วไม่ใช่เหรอ เพียงแต่ว่าครั้งที่น้องโอ๊ต กล่าวนี้ เค้ามีอะไรใหม่ๆ หรือเป็นรูปธรรมมากขึ้น มากกว่านะ ? ก็ถ้าจะเขียนก็อาจแต่งเติมบาง wording ไม่ให้ mis ไปเท่านั้นเอง)
3. 2 Paragraph สุดท้าย มีบทบาทคือ น้องโอ๊ตกำลังบอกว่าศึกษาอะไรอะไรบ้าง ได้อะไร เพื่ออะไร ? ใช่มั๊ยคะ ?
น้องโอ๊ตเขียนว่า “สำหรับการศึกษาเรื่องนี้จะเป็นการศึกษาถึงสถานะบุคคล กฎหมายที่กำหนดสถานะ ซึ่งเป็นขั้นแรกของการการกำหนดตัวบุคคล อันจะนำไปสู่การจัดการด้านสิทธิของคนไทยในฐานะคนต่างด้าวในต่างประเทศ และต่อไปก็จะเป็นต้นแบบของการศึกษาคนต่างด้าวในต่างประเทศ และซึ่งอาจจะมีความร่วมมือ หรือความตกลงกันระหว่างสองประเทศในด้านการจัดการคนทำงานข้ามชาติ และนำไปสู่การเคลื่อนย้ายเสรีของคน แรงงาน เครื่องจักร และเงินทุน สินค้า และอาจจะเป็นต้นแบบอันนำไปสู่การเป็นตลาดเดียวอาเซียน”
ซึ่งพี่ก็คิดว่าน้องโอ๊ตเขียนถูกทางทางแล้วนะสำหรับข้อนี้
แต่ อย่างไรก็ตาม นอกจากนี้ น้องโอ๊ตกลับลงท้ายด้วยประโยคที่ว่า “เช่นนี้ก็เป็นอันที่จะอดไม่ได้ที่เราควรจะศึกษาในเรื่องนี้ อันจะเป็นต้นแบบนำไปสู่ความร่วมมือ เป็นอาเซียนคอมมอนมาร์เก็ต ดังนั้น ผู้เขียนจึงเห็นความสำคัญของการเคลื่อนย้ายเสรีของคน ไม่ว่าจะเป็น แรงงาน หรือคนทำงาน (Free movement of worker) เพื่อที่จะพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ต่อไป”
พี่อ่านเสร็จแล้ว ก็นำชื่อวิทยานิพนธ์ของน้องโอ๊ต มาร้อยเรียงต่อกันในความคิดเป็นดังนี้ “น้องโอ๊ตจะทำวิทยานิพนธ์ชื่อ “สถานะบุคคลของคนไทยในต่างประเทศ: ศึกษากรณีคนไทยในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เพื่อพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน” ??? ก็เกิดคำถามขึ้นมาทันทีว่า “น้องโอ๊ต ใช่เหรอ ? - - > และพี่ก็รู้ว่าน้องโอ๊ตจะทำอะไรต่อไปก็ประโยคสุดท้ายก็ทำต่อไปนะคะ ?? - - > หากจะมีไว้ก็ต้อง Concern ว่า แล้วชื่อวิทยานิพนธ์ล่ะจะทำอย่างไร ? หรือ จริง ๆ แล้วต้องการศึกษาเพื่อพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนจริง ก็ไม่ผิดนะคะ ? แต่น้องโอ๊ตต้องจัดการ “กับชื่อวิทยานิพนธ์ให้ได้” ค่ะ