สถานะบุคคลของคนไทยในต่างประเทศ: ศึกษากรณีคนไทยในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

            จากการที่ผู้เขียนได้เข้าเรียนในหลาย ๆ วิชาในภาควิชากฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเรื่องหนึ่งที่สนใจก็คือ เรื่องเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และนิสัยส่วนตัวที่ชอบศึกษาประวัติศาสตร์ของประเทศต่าง ๆ และโดยเฉพาะเอเชีย และยุโรปด้วยแล้วนั้นทำให้ผู้เขียนได้เห็นถึงพัฒนาการความเจริญก้าวหน้า และความล้มเหลวของการบริหารประเทศของประเทศต่าง ๆ สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนไปเห็นจากประสบการณ์ชีวิต และการวิเคราะห์พร้อมทั้งค้นคว้าข้อมูลจากหนังสือหลายเล่ม อีกทั้งการเข้าร่วมสัมมนาวิชาการในโครงการต่าง ๆ ทำให้พบว่า

ในปัจจุบันนี้ประเทศต่าง ๆ ได้มีการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค ซึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ได้มีการรวมกลุ่มกันทางเศรษฐกิจเป็นเขตการค้าเสรีอาเซียน และกำลังดำเนินนโยบายต่อไปเพื่อให้มีความร่วมมือกันยิ่งขึ้นไปเป็น ประชาคมอาเซียน เหมือนดั่งในทวีปยุโรป ที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนานกว่าที่จะมีการร่วมมือกันเป็นสหภาพยุโรปดังเช่นในปัจจุบัน

สำหรับมุมมองในทางประวัติศาสตร์ของการรวมกลุ่มจนเป็นสหภาพยุโรปได้นั้น ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ต่างก็ได้รับความเสียหายจากการที่เป็นสรภูมิเลือด คือ สงครามโลกทั้ง 2 ครั้งและต่อมาก็เป็นอนุสรณ์แห่งความขัดแย้งทางการเมือง กล่าวคือสงครามเย็น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ประเทศเยอรมันที่ถูกแบ่งแยกออกเป็น 2 ส่วน และกลุ่มประเทศทางยุโรปตะวันออก ยุโรปอยู่ในสภาพที่บอบช้ำและเสียหายอย่างหนักในทุกด้าน

จากนั้นเพื่อลดความขัดแย้งกัน จึงทำให้มีผู้นำทางการเมืองเกิดแนวความคิดที่จะสร้างอนาคตที่มีสันติภาพอย่างถาวร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปรองดองกันระหว่างสองรัฐที่เคยได้ทำสงครามที่สร้างความหายนะแก้ทวีปทั้งทวีป คือ ฝรั่งเศส กับเยอรมนี ซึ่งบุคคลที่ได้เสนอแนวคิดนี้ คือ นาย Jean Monnet (ชาวฝรั่งเศส) และถูกนำมาขยายผลโดยนาย Robert Schuman (รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส) โดยวิธีการของการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจกันระหว่างฝรั่งเศสกับเยอรมนีให้ใกล้ชิดกันจนกระทั่งทั้งสองประเทศจะไม่สามารถทำสงครามระหว่างกันได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีเป้าหมายในระยะยาวที่จะสร้างความเป็นเอกภาพระหว่างประชาชนชาวยุโรป เพื่อมิให้มีการแตกแยกและนำไปสู่การทำสงครามระหว่างกันในอนาคตด้วย และจากความขัดแย้งต่าง ๆ ในภูมิภาค จากการสู้รบ สงครามและความบาดหมางระหว่างกันจึงนำไปสู่การร่วมมือกันสร้างความสงบ คือ ทุกประเทศไม่ต้องการสงคราม และสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้มีการร่วมมือร่วมใจกันมากขึ้น และลดความบาดหมางกัน และเพื่อต้องการฟื้นฟูประเทศชาติโดยเร็ว ก็คือ การร่วมมือกันทางเศรษฐกิจ

แนวคิดดังกล่าว ได้นำไปสู่การจัดตั้ง ประชาคมถ่านหินและเหล็กกล้าแห่งยุโรป (European Coal and Steel Community)” ในปีค.ศ.1951 โดยสนธิสัญญากรุงปารีส ซึ่งแรกเริ่มมีประเทศสมาชิก 6 ประเทศ คือ (ฝรั่งเศส เยอรมนี เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ ลักเซมเบอร์ก และอิตาลี) ทั้งนี้ โดยมีนัยสำคัญที่แอบแฝงอยู่คือ เพื่อที่จะควบคุมการใช้ถ่านหินและเหล็กในการผลิตอาวุธ และในการสร้างกองทัพของเยอรมัน เพื่อมิให้เยอรมันรุกรานประเทศอื่นได้อีก เนื่องจากถ่านหินและเหล็กกล้าถือเป็นยุทธปัจจัย การจัดตั้งประชาคมเพื่อบริหารทรัพยากรดังกล่าวจึงเสมือนเป็นก้าวแรกที่จะทำให้สงครามระหว่างฝรั่งเศสกับเยอรมนีไม่สามารถเกิดขึ้นได้อีก และเพื่อต้องการกุมอำนาจของเยอรมัน หลังจากนั้น ได้มีการจัดตั้งประชาคมขึ้นอีก 2 ด้าน คือ ด้านปรมาณู (Euratom) ในปีค.ศ.1954 และที่สำคัญ คือ ด้านเศรษฐกิจ (European Economic Community) ในปีค.ศ.1957 โดยสันธิสัญญากรุงโรม ซึ่งงจากองค์การเล็ก ๆ จนนำไปสู่พัฒนาการความร่วมมือกันอันแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับประเทศในภูมิภาคจนมาเป็นสหภาพยุโรปในปัจจุบันนี้

เมื่อเทียบกับความร่วมมือทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศทางภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วนั้น นับว่าพัฒนาการความร่วมมือในภูมิภาคนี้ยังเป็นไปได้ช้ามาก ทั้ง ๆ ที่อาเซียนนั้นมีการจัดตั้งมาช้านานแล้ว ซึ่งสาเหตุของการไม่พัฒนาจนไม่สามารถที่จะยกระดับเป็นประชาคม หรือสหภาพอาเซียนได้นั้น สิ่งหนึ่งมาจากการที่ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ต่างก็สงวนอำนาจอธิไตย และไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกัน และต่างคนต่างทำ มียุทธศาสตร์การบริหารประเทศเป็นของตัวเอง และมีทรัพยากรที่คล้ายคลึงกัน และทางภูมิศาตร์ไม่ได้เป็นผืนแผ่นดินเดียวกัน ซึ่งถ้าหากว่ายอมลดอำนาจอธิปไตยบางส่วนและมีการทำความเข้าใจซึ่งกันและกันมากกว่านี้ การร่วมมือกันในด้านต่าง ๆ ของภูมิภาคนี้ก็จะเป็นไปได้ด้วยดี และเจริญก้าวหน้า มีพลังในการต่อรองเจรจาการค้ากับกลุ่มประเทศต่าง ๆ

ซึ่งในขณะนี้ประเทศสมาชิกอาเซียนต่างก็ต้องการที่จะมีการรวมตัวกัน (Harmonization) ให้เป็นประชาคมอาเซียน กระทั่งวันที่ วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551 จุดเริ่มต้นที่เป็นรูปธรรมได้สร้างความเป็น "ประชาคมอาเซียน" เกิดขึ้นภายหลังจากการประชุมอาเซียนซัมมิท ครั้งที่ 14 โดยการประกาศใช้ "กฎบัตรอาเซียน" (ASEAN Charter) จะมีวิถีการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่และสำคัญ คือเป็นการปรับองค์กรในการทำงานแบบ การรวมกลุ่มที่มี "กฎ" เป็นฐานที่สำคัญ (Rule-Based) สมาชิกทั้ง 10 ประเทศจะต้องปฏิบัติตามพันธะข้อตกลง มีการกำหนด "กลไกระงับข้อพิพาท" พร้อมกับสร้าง "อาเซียน" ให้มีสถานะเป็น "นิติบุคคล" มีการปรับให้เป็นองค์กรที่มี "ประชาชน" เป็นศูนย์กลาง[1] ทำให้เกิดประสิทธิภาพของการรวมกลุ่มมากขึ้น ส่งผลให้การดำเนินงานของอาเซียน เป็นไปภายใต้กฎหมายเดียวกันและปูทางไปสู่การสร้างตลาดเดียวในภูมิภาคภายใน 7 ปี

            สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นสมาชิกอาเซียนนั้น จึงมิอาจที่จะหลีกเลี่ยงได้ที่จะส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างกันในทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนในภูมิภาค เพราะว่าการรวมกลุ่มกันทางเศรษฐกิจนี้จะเป็นการรวมพลังกันเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้แก่ภูมิภาค กอรปกับ

จากสภาพการณ์ของปัญหาทางด้านเศรษฐกิจที่ตกต่ำทั่วโลก ได้ส่งผลกระทบในหลาย ๆ ด้านต่อความเจริญก้าวหน้าและการพัฒนาประเทศ และก็ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยด้วย และกรณีของประเทศไทยนั้นได้เผชิญกับปัญหามากกว่าในหลาย ๆ ประเทศ คือ ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาเสถียรภาพทางการเมือง และปัญหาความมั่นคงในภาคใต้ ซึ่งปัญหาทั้ง 3 นี้ต่างก็ส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน ทำให้ไม่เป็นแหล่งจูงใจในการลงทุน ประเทศไทยต้องเปลี่ยนแผนจากการที่เป็นแหล่งรับการลงทุนจากต่างประเทศ หรือเป็นฐานการผลิต ให้กลายเป็นผู้ลงทุน แสวงหาตลาด และแหล่งลงทุนใหม่ ๆ ในต่างประเทศ[2] อีกทั้งการลงทุนในต่างประเทศเป็นการแก้ไขปัญหาข้อจำกัดของการสร้างความมั่งคั่งในทางธุรกิจ และเมื่อมีการทำงาน การค้า การลงทุนข้ามชาติแล้วนั้น สิ่งที่ตามมาก็คือ เรื่องของสิทธิ ผลประโยชน์ต่าง ๆ รวมทั้งการคุ้มครองสิทธิของคนไทยในต่างประเทศ สิ่งแรกที่มนุษย์จะพึงมีก็คือสิทธิ และการกำหนดสิทธิของมนุษย์ก็ต้องมีการกำหนดสถานะบุคคลของมนุษย์ผู้นั้น ดังนั้น วิทยานิพนธ์ฉบับนีจึงทำการศึกษาสถานะบุคคลของคนไทยในต่างประเทศ เพื่อที่จะตอบโจทย์เรื่องของคนไทยที่ออกไปทำงาน และประกอบธุรกิจ การค้า การลงทุนในต่างประเทศ ว่ามีสถานะทางกฎหมายอย่างไร เพื่อที่จะนำไปสู่สิทธิของคนไทยในฐานะคนต่างด้าวของรัฐต่างประเทศ

            และประเทศหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม และมีความสำคัญต่อประเทศไทยมากในภูมิภาคนี้ก็คือ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งต่อไปจะใช้คำว่า สปป.ลาว ดังนั้น ประเทศที่จะทำการศึกษาเป็นกรณีศึกษาก็คือ สถานะบุคคลของคนไทยในสปป.ลาว

สาเหตุที่สำคัญก็คือ สปป.ลาวเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีความสัมพันธ์อันดี ไม่มีอุปสรรคทางด้านภาษาและวัฒนธรรม กล่าวคือ มีภาษาและวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกันกับประเทศไทย ทำให้การเจรจาต่อรอง และการสื่สารไม่มีอุปสรรค (เท่ากับว่าไม่ต้องเริ่มใหม่ในเรื่องของการเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรม) อีกทั้งสปป.ลาว มีทรัพยากรธรรมชาติมาก และมีปัจจัยการผลิตที่เหมาะสม อีกทั้งการเปิดตลาดการค้าในสปป.ลาวก็เป็นไปได้ไม่ยาก[3] อีกทั้งสปป.ลาวกำลังจะเปิดประเทศ และเข้าเป็นสมาชิก WTO ซึ่งสปป.ลาวต้องการนำระบบการค้าเสรีเข้ามาเป็นระบบเศรษฐกิจของประเทศ (ดังจะเห็นได้จากนโยบายของนายบอริสเย็ลซิน คือ นโยบายกลาสนอส เปรเลสตรอยก้า และหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต รัสเซียก็ได้เปิดประเทศ)

สำหรับการศึกษาเรื่องนี้จะเป็นการศึกษาถึงสถานะบุคคล กฎหมายที่กำหนดสถานะ ซึ่งเป็นขั้นแรกของการการกำหนดตัวบุคคล อันจะนำไปสู่การจัดการด้านสิทธิของคนไทยในฐานะคนต่างด้าวในต่างประเทศ และต่อไปก็จะเป็นต้นแบบของการศึกษาคนต่างด้าวในต่างประเทศ และซึ่งอาจจะมีความร่วมมือ หรือความตกลงกันระหว่างสองประเทศในด้านการจัดการคนทำงานข้ามชาติ และนำไปสู่การเคลื่อนย้ายเสรีของคน แรงงาน เครื่องจักร และเงินทุน สินค้า และอาจจะเป็นต้นแบบอันนำไปสู่การเป็นตลาดเดียวอาเซียน ซึ่งเมื่อพิจารณาจากประวัติศาสตร์ของสหภาพยุโรปแล้วนั้น สหภาพยุโรปนั้นเริ่มต้นจากเพียงแค่ประชาคมถ่านหินแฃะเหล็กซึ่งมีขึ้นเพื่อควบคุมการใช้ถ่านหินของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันนีเพียงแค่นี้ แต่กลับกายมาเป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจกันได้อย่างเข้มแข็ง

และในกรณีของอาเซียนก็อาจจะเป็นไปได้ว่าจะมีการนำเอาระบบของสหภาพยุโรปมาใช้เป็นต้นแบบของการพัฒนา เนื่องจากว่าสหภาพยุโรปนั้นมีความเจริญทางด้านการรวมกลุ่มเศรษฐกิจอย่างมาก เช่นนี้ก็เป็นอันที่จะอดไม่ได้ที่เราควรจะศึกษาในเรื่องนี้ อันจะเป็นต้นแบบนำไปสู่ความร่วมมือ เป็นอาเซียนคอมมอนมาร์เก็ต ดังนั้น ผู้เขียนจึงเห็นความสำคัญของการเคลื่อนย้ายเสรีของคน ไม่ว่าจะเป็น แรงงาน หรือคนทำงาน (Free movement of worker) เพื่อที่จะพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ต่อไป



[1] ทวีศักดิ์ ตั้งปฐมวงศ์, (2551). ประชาคมอาเซียนและกฎบัตรอาเซียน คืออะไร และสำคัญอย่างไร ?. สืบค้นวันที่ 19 สิงหาคม 2552 จาก

http://www.thaingo.org/writer/view.php?id=1324

[2] นิติภูมิ นวรัตน์, สัมมนาเรื่อง โครงการพัฒนาความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมกับประเทศเพื่อนบ้าน,” วันพฤหัสบดีที่ 30  ตุลาคม 2551.

 

[3] ปุณฑวิชญ์ ฉัตรมงคลชาติ และคณะ, (2551). รายงานผลการศึกษาดูงานโครงการศึกษาดูงานด้านการจัดการประชากรต่างด้าวของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว. เอกสารไม่ได้ตีพิมพ์, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.