ใช้บีเอสพลายแก้ว ผลิตก้อนเชื้อเห็ดถุง

หลังจากที่มีการนำจุลินทรีย์ “บีเอสพลายแก้ว” ที่พัฒนาและส่งเสริมโดยท่านอาจารย์ดีพร้อม ไชยวงศ์เกียรติ เข้ามาใช้ในกระบวนการและขั้นตอนการผลิตของเห็ดชนิดต่าง ๆ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตเห็ดเป็นอย่างมาก  มีการนำไปต่อยอดแตกแขนงขยายฐานความรู้ทางด้านวิชาการไปในหลายๆภาคส่วน ซึ่งนับว่าเป็นคุณูปการอย่างยิ่งสำหรับผู้เพาะประกอบอาชีพเพาะเห็ดโดยทั่วไป เพราะทำให้การแก้ไขปัญหาเชื้อราที่รบกวนเห็ดมีความง่ายและสะดวกมากขึ้น เพราะในอดีตปัญหานี้จะแก้ไขและรักษาด้วยความยุ่งยาก เพราะเนื่องจาก “เห็ด” ก็จัดว่าเป็นเชื้อราชนิดหนึ่ง แต่เป็นชนิดหรือสกุลที่สูงกว่าเชื้อราชั้นต่ำโดยทั่วไป ดังนั้นเมื่อจะใช้ยาหรือสารเคมีในการกำจัดเชื้อราในเห็ดก็จะทำให้ตัวของ “เห็ด” เองมักจะได้รับผลกระทบเสียหายไปด้วย อีกทั้งปัญหาเรื่องสารเคมีหรือยาฆ่าเชื้อราที่เป็นอันตรายตกค้างติดไปกับดอกของเห็ดด้วย ทำให้ไม่เป็นที่ปรารถนาของผู้บริโภค

นอกจากจะใช้ บีเอสพลายแก้ว ไว้คอยดูแลรักษาเมื่อเกิดปัญหาในระยะที่มีเชื้อราเข้าทำลายก้อนเชื้อและดอกแล้ว อีกเทคนิคหนึ่งที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากผู้เพาะเห็ดคือ การนำ บีเอสพลายแก้ว เข้ามาประยุกต์ใช้ในการผลิตก้อนเชื้อของเห็ดถุง ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาเรื่องการปนเปื้อนของเชื้อราตั้งแต่แรกเริ่มของกระบวนการผลิต เพื่อสร้างประสิทธิภาพให้ก้อนเชื้อมีความสะอาดปราศจากเชื้อราที่เป็นอันตรายต่อการเจริญเติบโตของเส้นใย ช่วยให้ก้อนเชื้อมีผลผลิตออกมาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดชะงัก คุณภาพของเส้นไยสมบูรณ์แข็งแรงเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคและกลุ่มผู้ซื้อที่นำไปเปิดดอกจำหน่ายอีกต่อหนึ่ง

ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ชีวภาพจำหน่ายออยู่มากมายหลายยี่ห้อ มีทั้งชนิดผงและชนิดน้ำแตกต่างกันไปในตลาดปัจจุบัน อัตราการใช้ประมาณ 80 – 100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร (หนึ่งปิ๊ป) เมื่อนำไปฉีดในเลือกสวนไร่นาหนึ่งไร่จะตกอยู่ที่ 300 – 400 บาทและจะต้องฉีดอยู่ทุกๆ 3 -5 วันต่อครั้ง นับว่ายังเป็นราคาที่แพงและสิ้นเปลืองอยู่มาก จึงได้พยายามหาวิธีลดต้นทุนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ใช้ โดยการทดลองหาสูตรการขยายเชื้อในรูปแบบต่างๆ ให้มีความเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศในแต่ละท้องถิ่น ดังเช่น

1.การขยายเชื้อบีเอสพลายแก้วด้วยน้ำมะพร้าวอ่อน ใช้มะพร้าวอ่อน 1 ผล  เจาะเปิดฝาแง้มพอใส่เชื้อลงไปได้  ใส่เชื้อพลายแก้ว 1 ช้อนชา (1 ซอง = 5 กรัม)  ปิดฝาทิ้งไว้ 1-2 วัน  นำมาผสมน้ำได้ 20 ลิตร

                2.การขยายเชื้อบีเอสพลายแก้วด้วยน้ำมะพร้าวแก่จากตลาด นำน้ำมะพร้าวแก่จากตลาดมาต้มให้เดือด 5 นาที  ช้อนฟองทิ้ง  ตั้งให้เย็น ใส่เชื้อพลายแก้ว 1 ช้อนชา (1 ซอง = 5 กรัม)  ต่อน้ำมะพร้าว 15 ลิตร (ถ้าน้ำมะพร้าวไม่พอเติมน้ำเปล่าจนได้รวม 15 ลิตรก่อนต้ม)  ให้อากาศแบบที่ใช้ในตู้ปลา 24 ชั่วโมง,นำไปผสมกับน้ำได้รวม 100 ลิตร สำหรับฉีดพ่น

                3. การขยายเชื้อบีเอสพลายแก้วด้วยนมข้นหวานและน้ำตาลทราย   ใช้น้ำ 15 ลิตรเติมนมข้นหวาน 1 กระป๋อง  น้ำตาลทราย 3 ช้อนแกง  เชื้อพลายแก้ว 1 ช้อนชาหรือ 1 ซอง  ให้อากาศแบบตู้ปลา 24 ชั่วโมง  สามารถผสมน้ำได้ 100ลิตร หรือ 5 ปี๊ป

                4.การขยายเชื้อบีเอสพลายแก้วด้วยไข่ไก่สด ใช้น้ำ 20 ลิตร ไข่ไก่ 5 ฟอง  เชื้อพลายแก้ว 1 - 2 ช้อนชาหรือ 1 ซอง  สเม็คไทต์ 5 ขีด (500 กรัม) น้ำมันพืช 1.5 - 2 ช้อนชา   เป่าอากาศแบบในตู้ปลา 24 ชั่วโมง  ใช้ผสมน้ำ 5 ปี๊ป ( 100 ลิตร)

                5.การขยายบีเอสพลายแก้วด้วยนมกล่องใช้นมกล่องพาสเจอร์ไลท์ตามท้องตลาดทั่วไป 1 กล่อง      (240 ซีซี.)   เปิดฝาออกให้เทเชื้อใส่ได้    เติมเชื้อพลายแก้ว  1  ซอง (5 กรัม)   หมักทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง  นำมาผสมน้ำได้  20 ลิตร

การนำ บีเอสพลายแก้ว เข้ามาร่วมในกระบวนการผลิตก้อนเชื้อเห็ดถุง จะต้องนำไปผ่านขั้นตอนการหมักขยายตามกระบวนการหรือวิธีการที่กำหนดไว้ข้างต้นเสียก่อนเพื่อจะได้ช่วยประหยัดต้นทุนการผลิต และต้องหมักให้ได้ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้คือประมาณ 24 - 48 ชั่วโมง จึงค่อยนำมาผสมร่วมกับน้ำเพียงแค่ 10 ลิตรเท่านั้น      (โดยใช้สูตรมะพร้าวอ่อน, และนมพาสเจอร์ไรท์ ให้ใช้ในกรณีผลิตก้อนเชื้อเห็ดเท่านั้นส่วนจะใช้ในการปราบเชื้อรากับพืชผักพืชไร่ไม้ก็ใช้ตามสูตรที่หนดไว้เดิมคือผสมน้ำ 20 ลิตรนะครับ) แล้วนำไปราดรดเพื่อเป็นการให้ความชื้นกับขี้เลื่อยจำนวน 100 กิโลกรัม เติมรำละเอียดเพิ่มเข้าไปอีก 6 กิโลกรัมแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน หลังจากนั้นนำน้ำตาลทราย 1 กิโลกรัมละลายในน้ำ 60 ลิตรกวนให้ละลายจนหมดแล้วจึงราดรดลงไปในกองขี้เลื่อยอีกครั้งหนึ่งสุดท้ายนำภูไมท์ซัลเฟตถุงสีเหลืองโรยผสมตามไปอีกจำนวน 3 กิโลกรัม (ทดแทนกลุ่มวัสดุปูนและยิปซั่ม) ทีนี้ทำการผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งสุดท้าย ทำการสังเกตดูว่าความชื้นของขี้เลื่อยมีความเหมาะสมหรือไม่ โดยทดลองกำขี้เลื่อยที่ผสมเรียบร้อยดีแล้วค่อย ๆ ปล่อยออกช้า ๆ ถ้าขี้เลื่อยยังแตกตัวร่วงหล่นอยู่แสดงว่าความชื้นยังไม่เพียงพอ ควรเพิ่มน้ำเปล่าหรือจะเป็นน้ำที่ผสมเชื้อบีเอสพลายแก้วอีกก็ได้ แต่ต้องค่อยเติมทีละน้อยจนสามารถกำขี้เลื่อยให้แน่นแล้วจะมีน้ำไหลออกตามง่ามมือเล็กน้อย หลังจากนั้นแบมือออกขี้เลื่อยก็ยังคงจับตัวกันอยู่เช่นเดิมไม่แตกตัวร่วงหล่นจึงจะใช้ได้  แล้วนำมากรอกใส่ถุง ๆ ละ 900 – 1,000 กรัม ใส่คอขวดอุดจุกสำลีตั้งทิ้งไว้ 3 วัน 3 คืน จึงค่อยนำไปนึ่งฆ่าเชื้อที่อุณหภูมิ 90 – 100 องศาเซลเซียสนาน 3 ชั่วโมงแล้วปล่อยทิ้งไว้ให้เย็นลงจึงนำไปใส่เชื้อเห็ดตามที่ต้องการ

เมื่อเปรียบเทียบกับการเตรียมถุงเชื้อแบบดั้งเดิมที่ใช้ปูนขาว ดีเกลือ ยิปซั่มฯลฯเป็นอาหารและใช้น้ำเปล่าเป็นตัวให้ความชุ่มชื้นคลุกเคล้าผสมเพียงอย่างเดียวแล้วนำไปนึ่งฆ่าเชื้อทันทีกับวิธีแบบใหม่นี้ ปรากฏว่าการหมักด้วยภูไมท์ซัลเฟตถุงสีเหลืองและเชื้อบีเอสพลายแก้วกับขี้เลื่อยทิ้งไว้ 3 วัน 3 คืน นำไปนึ่งฆ่าเชื้อ จะมีความแตกต่างกันอย่างมากโดยเส้นใยจะเล็กละเอียด เจริญเร็ว ก้อนขาวจัดแน่นเร็ว ความเสียหายจากราเขียวและราปนเปื้อนต่างๆ น้อยมาก หรือแทบไม่มีเลย หากเป็นฟาร์มที่ผลิตถุงเชื้อเห็ดขาย ก็จะขายได้เร็วขึ้น และเต็มถุงเร็วไม่เป็นราเขียว

ท่านใดสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมและต้องการนำ “เชื้อบีเอสพลายแก้ว” ไปทดลองใช้กับฟาร์มเห็ดของตนเองสามารถเขียนจดหมายมาขอเชื้อตัวอย่างฟรีได้ที่ ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ 111/65 ถนนพหลโยธิน แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพฯ 10220 หรือจะใช้วิธีการโทร.ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ก็ได้ที่เบอร์ 0-2986-1680 – 2 ได้ทุกวันเวลาราชการ

นายมนตรี  บุญจรัส (นักวิชาการ)

ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ   www.thaigreenagro.com