กาละครั้งหนึ่ง อาจารย์ท่านหนึ่งในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งหนึ่ง เสนอผลงานทางวิชาการเป็นตำราหนา ๔๐๐ หน้า เพื่อขอตำแหน่งวิชาการ คณะกรรมการพิจารณาตำแหน่งวิชาการส่งไปให้ reviewer อ่าน reviewer ท่านหนึ่งส่งหลักฐานมาว่า ผู้ขอตำแหน่งวิชาการคัดลอกผลงานของ reviewer ท่านนั้นเอง ๑๐ หน้าโดยไม่อ้างอิง
เรื่องเสนอไปยังสภามหาวิทยาลัย เพื่อให้มีมติลงโทษการขโมยผลงานทางวิชาการของผู้อื่น ปรับให้ผลการพิจารณาการเข้าสู่ตำแหน่งวิชาการเป็นตก และลงโทษห้ามขอตำแหน่งวิชาการ ๕ ปี
กรรมการสภาท่านหนึ่งเป็นนักกฎหมาย ให้ความเห็นว่า การคัดลอกกระทำเพียงเล็กน้อย คือ ๑๐ หน้าใน ๔๐๐ หน้า ถือเป็นการทำความผิดเล็กน้อย ไม่ควรลงโทษรุนแรงถึงขนาดตัดโอกาสก้าวหน้าทางวิชาการถึง ๕ ปี
กรรมการสภาอีกท่านหนึ่ง บอกว่าถ้าเป็นในต่างประเทศ (ตะวันตก) เขาจะให้ออกจากการเป็นอาจารย์ เพราะความไม่ซื่อสัตย์ทางวิชาการถือเป็นโทษรุนแรง
ท่านคิดว่า มหาวิทยาลัยไทยควรกำหนดโทษของการทำผิดแบบนี้อย่างไร ถือเป็นลหุโทษ หรือมหันตโทษ
วิจารณ์ พานิช
๒๔ ก.ค. ๕๒
๒๔ ก.ค. ๕๒
..คำถามนี้มีที่เดียวที่จะตอบได้..(ในเมืองไทย)..ศาลพระพรหม..เอราวัณ..ราชประสงค์....
ขอดูเจตนาครับ
อาจผิดพลาดจากการมีประสบการณ์น้อย หรือคัดลอกมาจากแหล่งอื่นที่ไม่ได้อ้างอิง หรืออื่นๆ ก็อาจเป็นไปได้
ควรให้โอกาสตอบข้อสงสัยของคณะกรรมการเพื่อความชัดเจนของที่มาที่ไปด้วยครับ
ผมเป็นเพียงนักศึกษา ไม่ได้อยู่ในแวดวงที่จะทราบได้ว่าปัจจุบันมีกฎระเบียบที่คอยควบคุมวินัยเรื่องการคัดลอกผลงานทางวิชาการหรือไม่ อย่างไร เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ผมขออนุญาตออกความเห็นโดยใช้ทัศนติ+มโนคติล้วน ๆ ดังนี้ครับ
ผมขอสอบถามดังนี้ก่อน
1. ปัจจุบัน เรามีมาตรฐานเรื่องการลงโทษผู้กระทำผิดที่คัดลอกงานวิชาการของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือ ไม่ได้อ้างอิงแหล่งที่มา ว่าอย่างไรบ้าง
2. หากมี การกำหนดดังกล่าว มีการทำให้เป็นมาตรฐานเพียงใด มีใช้เหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร ในแต่ละสถาบันการศึกษา (นับเฉพาะที่มีสภาก็ได้ครับ)
ที่ถามเช่นนี้ เพราะ หากมีกติกาดังกล่าวอยู่แล้ว ในกรณีของนักวิชาการท่านนี้ ที่ขอกำหนดตำแหน่งทางวิชาการ (ซึ่งเป็นตำแหน่งที่จะต้อง "ทรงโปรดเกล้า" ตั้งให้)ก็น่าจะเป็นการดำเนินการลงโทษตามกติกาเดิมที่มีอยู่ครับ
แต่ถ้าไม่มี ผมก็คิดว่า เราต้องนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการสืบสวน+ไต่สวน (หลักคือ "คณะกรรมการต้องเป็นผู้รวบรวมพยานและหลักฐานว่า "จำเลย" มีความผิด ในขณะที่จำเลยต้องค้านให้ได้ว่า สิ่งที่ตนทำนั้น ไม่ผิด [หวังว่านักวิชาการผู้นี้คงไม่บอกว่าตนเอง "ผิดโดยสุจริต" ฮา])
ที่เสนอเช่นนี้ เพื่อนำไปสู่คำถามที่สำคัญ คือ
นักวิชาการท่านนี้ ทำไปด้วยความตั้งใจ (รู้ว่าผิด และรู้ว่าที่ทำก็ผิด) หรือ ไม่ประมาทเลินเล่อ (รู้ว่าผิด แต่อาจลืมไป)ซึ่งระดับความรุนแรงของโทษก็ควรจะแตกต่างกัน (จงใจและผลก็เสียหายร้ายแรง ก็ลงโทษแรง เลินเล่อและยังไม่เกิดความเสียหาย ก็ลงโทษเบา)
สำหรับผมแล้ว หากงานวิชาการชิ้นนี้ ส่งมาเพื่อขอรับการพิจารณา โดยยังมิได้เผยแพร่ที่ใดมาก่อน ผู้พิจารณาย่อมสมควรที่จะให้คำแนะนำและข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงงานให้มีคุณภาพขึ้นได้ แต่หากงานวิชาการชิ้นได้ตีพิมพ์เผยแพร่ต่อสาธารณะชนในวงกว้างแล้ว สิ่งที่ควรทำเป็นลำดับแรก ก็ยังคงเป็นการแก้ไขงานชิ้นดังกล่าวให้มีคุณภาพและมาตรฐานอยู่เช่นเดิมครับ
ดังนั้น ความสำคัญของปัญหานี้ จึงอยู่ที่ งานที่คัดลอกนั้น จะได้รับการแก้ไขหรือไม่อย่างไร เป็นลำดับแรก และต่อลำดับต่อจากนั้น คือ ผู้กระทำผิดควรจะได้รับโทษอย่างไร และหากมีกติกา ก็ว่าตามกติการ แต่หากยังไม่มีกติกา ก็คงต้องใช้คณะกรรมการ และนำผลการตัดสินนั้น เป็นมาตรฐานเชิงปฏิบัติเพื่อบัญญัติเป็นกติกาต่อไปครับ
ผิดแน่นอนครับ ข้อหาชัดเจนในตัวของมันอยู่แล้วครับ
ขออนุญาเล่าเรื่องที่ผมได้ประสบมาด้วยตนเอง
มีหัวหน้าภาคท่านหนึ่งในม.เทคโน เอาตำราเก่าที่เคยใช้สอนมาตั้งแต่ก่อนตัวเองจะมาเป็นอาจารย์ในภาคมาขอตำแหน่ง (แค่เปลี่ยนชื่อคนแต่งเท่านั้น)
คนเก่าแก่ในภาคฯ ไปร้องเรียน แต่บางคนก็ไม่อยากเอาเรื่อง
สุดท้าย กรรมการระดับบริหารเห็นว่าผิดจริงแต่ลงโทษเพียงห้ามขอผลงานไป ๒ ปี
แต่หน.ภาคคนนี้ได้ ขั้นครึ่งติดต่อกัน สองครั้งในปีนั้นเอง (เท่ากับได้ถึงสามขั้นในปีนั้น)
สองปีต่อมาก็ขอตำแหน่งใหม่ แต่เปลี่นไปใช้บความวิจัยของคนอื่นมาขอแทน
ปัจจุบัน ได้เป็นรองคณบดีและก้าวหน้าในการงานอย่างดี
....
การที่ลอกคนอื่นมาทั้งหน้า
ย่อมแสดงเจตนาชัดแจ้ง
เพื่อประสงค์ต่อผล (ที่ได้รับจากงานวิชาการนั้น คือ ตำแหน่งวิชาการและค่าตอบแทน)
ความเห็นส่วนตัว
ถือว่าทุจริตต่่อหน้าที่ อย่างร้ายแรงครับ
...