ในการประชุมคณะกรรมการนโยบาย คปก. เมื่อวันที่ ๒๓ ก.ค. ๕๒ ศ. ดร. นักสิทธ์ คูวัฒนาชัย ผอ. คปก. เล่าว่า มีบัณฑิต คปก. คนหนึ่งไปบรรจุเป็นอาจารย์ มรภ. แห่งหนึ่ง ได้รับการต้อนรับจากอาจารย์เก่าอย่างดีมาก อาจารย์เก่ามอบหมายให้สอนภาคกลางวันเต็มที่ และบอกว่า ในส่วนงานสอนภาคพิเศษนอกเวลาราชการ พี่ๆ จะสอนเอง
เรื่องแบบนี้เรารู้กันดี ว่าการสอนภาคค่ำ หรือภาคพิเศษได้ค่าตอบแทนสูง เพิ่มต่างหากจากเงินเดือนตามปกติ สอนภาคกลางวันได้เฉพาะเงินเดือน ยังไม่มีผู้บริหารสถาบันไหนเข้าไปจัดการให้เข้ารูปเข้ารอย สภามหาวิทยาลัยก็ไม่ได้แก้ไข ปล่อยให้เป็นระบบพิการไปเรื่อยๆ
อาจารย์ใหม่ท่านนั้น อาจจะมาเล่าด้วยความปวดใจในความเอาเปรียบของเหล่าอาจารย์รุ่นพี่ แต่ ศ. นักสิทธ์กลับแนะนำว่า ที่สอนเฉพาะกลางวันนั้นดีแล้ว ผมคิดต่อว่า เป็นโอกาสที่จะมีเวลาทำวิจัย ตั้งเนื้อตั้งตัวเป็นอาจารย์นักวิจัย ไม่ใช่อาจารย์นักสอนพิเศษหาเงิน ซึ่งจะกลายเป็นผู้ล้าหลังทางวิชาการในเวลาไม่กี่ปี
การสอนภาคพิเศษ และเมามันอยู่กับการทำเงิน เป็นมิจฉาทิฐิทางวิชาการ เป็นอบายมุข (ทางแห่งความฉิบหาย) ทางวิชาการ นะครับ มหาวิทยาลัย/อาจารย์ ที่หมกมุ่นอยู่กับกิจกรรมนี้ ในที่สุดจะล้าหลัง จะสอนไม่ทันสมัย ต่อไปในไม่ช้านักศึกษาที่ต้องการเรียนให้ได้ความรู้จริงๆ จะไม่สมัครเข้าเรียน จะมีลูกศิษย์ก็เฉพาะคนที่ต้องการเข้าง่ายเรียนง่ายจบง่ายเท่านั้น
ในการทำ research rating ของมหาวิทยาลัยไทยเมื่อเร็วๆ นี้ คณะผู้วิจัยพบด้วยความแปลกใจว่า ความเข้มแข็งสาขาคณิตศาสตร์ของ มรภ. วไลยองกรณ์สูงมาก เมื่อเข้าไปดูรายละเอียดพบว่าที่นั่นมีอาจารย์ที่เพิ่งจบปริญญาเอก คปก. หลายคน และทุกคนพร้อมใจกันไม่สอนพิเศษ ตั้งหน้าตั้งตาทำงานวิจัย จึงมีผลงานตีพิมพ์ และได้ผล research rating สูง
เอามาเล่าเพื่อให้เห็นคุณค่าของการเลือกทางเดินเป็นนักวิชาการ/วิจัย และขอยืนยันว่านั่นคือทางชีวิตของผมที่เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๒ และพบว่าเป็นชีวิตที่ดี นำความเจริญก้าวหน้ามาให้ไม่หยุดหย่อน
วิจารณ์ พานิช
๒๓ ก.ค. ๕๒