บ่อยครั้งที่มีกัลยาณมิตรถามทำนองว่าวันๆ หนึ่งผมทำอะไรบ้าง ช่วยสะกิดให้ผมพิจารณาตนเอง ว่าในสภาพที่ผมมีงานยุ่งมากนั้น จริงๆ แล้วผมทำงานอะไรบ้าง โดยที่สภาพชีวิตของผมตอนนี้จัดว่ายุ่งมาก รับนัดได้เพียงไม่ถึงครึ่งหนึ่งของที่มีคนนัดมา
ผมพิจารณาว่า สังคมของเรายังไม่มีวิธีใช้คนตามคุณค่าของสิ่งที่เขาทำให้ อย่างตัวอย่างที่ผมยกมาข้างต้น คนทั่วไปเขาก็จะไปทำงานเพียงเดือนละครึ่งวัน ไม่ใช่เดือนละ ๔๐ – ๕๐ ชั่วโมงอย่างที่ผมทำ เพราะทำไปก็ไม่มีค่าตอบแทน
ผมสรุปว่า งานที่ผมรับอยู่ในขณะนี้หลายเรื่องต้องใช้เวลามาก เพราะต้องอ่าน ค้น ถาม ครุ่นคิด และสื่อสาร คิดเป็นเวลาหลายเท่าของเวลาที่คนทั่วไปคิดว่าใช้ในการทำงานนั้น ยกตัวอย่าง งานประธาน กกอ. เขาให้ค่าตอบแทนเดือนละ ๖,๒๕๐ บาท เป็นเบี้ยประชุม ถ้าไม่ประชุมก็ไม่ได้ ถ้าประชุม ๒ หนก็ได้หนเดียว ถ้าประชุมปรึกษาเรื่องอื่นๆ อีกก็ไม่ได้ค่าตอบแทนใดๆ แต่จริงๆ แล้วผมทำงานให้แก่หน้าที่นี้สัปดาห์ละกว่า ๑๐ ชั่วโมง หรือจริงๆ แล้วหายใจเข้าออกเป็นเรื่องระบบอุดมศึกษากับการรับใช้สังคมไทย
กล่าวอย่างนี้อาจมองว่าพูด (เขียน) ผิด ก็ได้ เพราะจริงๆ แล้ว ผมหายใจเข้าออกเป็นหลายเรื่อง ได้แก่ KM, R2R, ระบบอุดมศึกษา, มหาวิทยาลัยวิจัย, มหาวิทยาลัยมหิดล, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, สคส., มูลนิธิสยามกัมมาจล, SCB, มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ, มูลนิธิสดศรีฯ, มูลนิธิพูนพลัง, ฯลฯ โดยที่ลมหายใจเข้าออกเหล่านี้ยึดถือบทบาทกำกับดูแล (governance) ไม่ใช่บทบาทจัดการหรือบริหาร
การที่ลมหายใจเข้าออกมีสภาพเป็น “ต้มยำ” เช่นนี้ มีข้อดีคือ ทำให้ผมเชื่อมโยงการแสดงบทบาทได้อย่างสนุกสนานมาก และแสดงบทบาทได้หลากหลายแบบมาก การเขียน บล็อก นี้ก็เป็นการทำหน้าที่ที่ซับซ้อนมากในหม้อต้มยำนี้ โดยที่ผมชอบทำก็เพราะได้เรียนรู้มาก และรู้สึกสนุก รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า แต่มีข้อเสียหรือจุดอ่อนคือมั่วและทารุณตัวเองมากไป และต้องระมัดระวังไม่ให้เกิด conflict of interest ในการทำหน้าที่
ชีวิตของผมในขณะนี้จึงอยู่ในสภาพฝึกเลี้ยงตัว (balance) ระหว่าง ๒ ขั้วตรงกันข้ามนี้
เรื่องใช้คนและตอบแทนคนตามคุณค่าที่เขาทำงานให้นี้ ผมเคยรู้สึกแปลกๆ ที่เมื่อผมเป็นกรรมการชุดใหญ่ ได้ค่าเบี้ยประชุม x แต่เมื่อเป็นอนุกรรมการได้เบี้ยประชุม 0.5x ทั้งๆ ที่ตอนทำหน้าที่อนุกรรมการผมทำงานที่มีคุณค่า ต้องใช้ความรู้จริงๆ มากกว่า ซึ่งถ้าคิดตามคุณค่าควรให้เบี้ยประชุม 2x แต่กติกาของราชการไม่สามารถทำอย่างนั้นได้ แต่ผมต้องอวดเสียหน่อยว่า สมัยอยู่ สกว. ผมเคยแก้ปัญหานี้ได้ง่ายมาก โดยจ่ายตามคุณค่า และไม่เรียกเป็นกรรมการ แต่เรียกว่าเป็นการทำงานในลักษณะให้คำปรึกษา
ในราชการและหน่วยงานต่างๆ เราจะพบการทำงานแบบไม่ทุ่มเทเต็มไปหมด และมีผลให้สังคมไทยเป็นสังคมไร้ประสิทธิผล มีแผนมีนโยบายไพเราะ แต่เวลาปฏิบัติไม่เอาจริงเอาจัง
ว่าจะเล่าเรื่องการทำงานเชื่อมโยงเครือข่าย และทำงานนอกเวลางาน คือนั่งค้น คิด สื่อ อยู่ที่บ้าน หรือบนรถ ที่ผมประมาณว่าสัปดาห์หนึ่งไม่ต่ำกว่า ๓๐ ชั่วโมง พอๆ กับเวลาที่ใช้ในการทำงานประชุมหรือบรรยาย
ผมคิดว่า ผมอาจจะทำตัวผิดก็ได้ คือเข้าใจว่าผู้ใหญ่ส่วนใหญ่เขาไม่ทำงานแบบผม คือเขาจะมีลูกน้องคอยชงงานให้เสร็จ ผู้ใหญ่แค่ตรวจว่าถูกต้องใช้ได้ และใช้ในการไปนั่งประชุม ผู้ใหญ่ทางทหารระดับนายพลถึงกับเอาลูกน้อง ๑ – ๒ คนไปนั่งประชุมอยู่ข้างหลัง แต่ผมทำตัวเป็นศิลปินเดี่ยว คนเดียวทำงานเองหมด อาจจะผิดวิธีก็ได้ คือทำให้ตัวเองเหนื่อยเกินไป
วิจารณ์ พานิช
๒๙ ก.ค. ๕๒
...จิตที่ว่าง..คือจิตที่ควรแก่งาน..(พุทธทาส)..ขอให้สนุกและมีสุขกับการทำงานค่ะ..แถมอีกนิด..พระอาจารย์ชากล่าวไว้ว่า..คิดห้านาที..บ้าห้านาที..กับชีวิตพอเพียงถ้าเข้าใจได้..นำไปปฏิบัติได้..ก็จะหายเหนื่อยไปเยอะแยะเลย...ขอบคุณค่ะ...
เรียนท่านอาจารย์หมอที่เคารพ
กระผมคิดว่าเหนื่อยกับสิ่งเห็นเป็นอยู่จริงๆสัก 50% คิดๆว่ายังดีกว่าเหนื่อยกับวิมานในอากาศซึ่งกว่า 80% ซึ่งไม่เกิดประโยชน์ต่อ เศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากร ใดๆ รวมทั้งเสียเวลา เหนื่อยๆแบบไม่คุ้ม กระผมอาจจะคิดผิดก็ได้ครับผม แต่ลึกๆในใจก็รู้สึกอย่างนั้น
เรียนแสดงความเห็นด้วยความเคารพครับผม