เพาะกายอย่างไรให้สนุก

(บทความนี้ ได้จากหนังสือเพาะกาย กีฬา ข่าว เห็นว่ามีประโยชน์มาก จึงได้นำมาให้อ่านกันครับ และตัวหนังสือ สีน้ำเงิน ที่เป็นชื่อนักเพาะกาย ผมได้จัดทำลิงค์ไปให้ดูภาพ ได้ด้วยนะครับ - webmaster)

 

         คุณต้องเตรียมตัว จัดแจงเสื้อผ้า เพื่อเตรียมตัวไป บริหารร่างกายในโรงยิมใช่ไหม คุณเคยรู้สึกเบื่อ ระหว่างการบริหาร และฝันกลางวัน เกี่ยวกับเรื่องอื่นๆหรือไม่ คุณเคยไปทำอย่างอื่น นานนับสัปดาห์ โดยไม่ได้บริหารร่างกาย เลยใช่ไหม หากคุณตอบว่าใช่ ในคำถามหนึ่ง หรือทุกคำถาม ผมสามารถกล่าวอย่างสรุปได้ว่า คุณไม่มีความสุข กับการบริหารร่างกาย แต่อย่างใด

 

        สนุกเพลิดเพลินหรือ! คุณอาจจะถามว่า มันจะสนุกอะไรนักหนา กับการที่ทำให้ร่างกายเหนื่อยล้า ไปอยู่ในสถานที่ร้อนๆเหล่านั้น มันจะสนุกอย่างไร กับการที่บริหารร่างกาย อย่างหนัก ทำให้กล้ามเนื้อบาดเจ็บ บางทีก็เหมือนกับคนบ้า มันจะสนุกอย่างไร กับการที่คุณบริหารที่ squats อย่างหนัก จนอยากจะขว้างอุปกรณ์ทิ้ง  เอาล่ะ..การสนุกในที่นี่ไม่ได้หมายถึง การสนุกสนานเพลิดเพลิน เหมือนกรณีทั่วๆไป ผมจะแย่งแยกให้เห็นว่า การบริหารร่างกายนั้น สนุกสนานเพลิดเพลินอย่างไร การบริหารร่างกาย เป็นการท้าทาย และมีความยากอยู่ในตัวของมันเอง และควรจะเป็น การทำอะไรก็ตาม ที่คุณมีความตั้งใจ และชอบที่จะทำ
        เมื่อเร็วๆนี้ ผมได้อ่านนิตยสารชื่อเรื่อง Thierry Pastel เป็นหนังสือ นักเพาะกายฝรั่งเศส ซึ่งดลใจผมอย่างมาก Thierry Pastel บอกว่า เขามีความสนุกสนาน กับการบริหารร่างกาย เขาใช้เวลาวันละ 8 ชั่วโมง อยู่ในโรงยิมกับ Serge Nubert ซึ่งชอบที่จะบริหารร่างกาย ชั่วโมงแล้ว ชั่วโมงเล่า ทำเซทแล้วเซทเล่า นั่นคือ หากคุณชอบหรือสนใจอะไรบางอย่าง คุณต้องให้เวลากับมัน
        แล้วแนวคิด (concept) ล่ะ มันคืออะไร คุณใช้เวลาในการทำบางสิ่งบางอย่าง เพราะคุณมีความชอบ โดยเฉพาะนักเพาะกายแล้ว จะใช้เวลาส่วนใหญ่ในโรงยิม มีแชมเปี้ยนหลายคนในปัจจุบัน จะใช้เวลาบริหารร่างกาย ทั้งวันเลยทีเดียว แม้กระทั่ง Arnold  Schwarzenegger ก็จะบริหารร่างกาย 2 ชั่วโมงในตอนเช้า และอีก 2 ชั่วโมง ในตอนเย็นเสมอ มันเหมือนกับว่า คนที่ชอบบริหารร่างกาย ชอบที่จะใช้เวลาส่วนใหญ่ ให้กับกีฬาที่ตนชอบ ทั้ง Beckle , Sergio  Oliva ยังคงฝึกซ้อม อย่างหนักทุกวัน เป็นประจำ โดยเฉพาะ Bill Perl ยังคงตื่นนอนตี 3 และบริหารร่างกาย 2 - 3 ชั่วโมงก่อนเสมอ ถามว่า ทำไมพวกเขาจึงทำอย่างนั้น คำตอบคือ เขามีความสนุกสนานกับมัน แม้ว่าในอนาคต เขาอาจจะไม่ทำเหมือนตอนนี้คือ ตื่นนอนแต่เช้าก่อนคนอื่น เพื่อมาบริหารร่างกาย วันนั้นคงเป็นวันที่เขา ไม่มีแรงยกน้ำหนัก หรือเขาเลิกที่จะเพาะกาย ต่อไปอีกแล้วเท่านั้น
        มันเหมือนกับว่า แชมเปี้ยนในวงการเพาะกายทุกคน จะเชื่อว่า การบริหารร่างกาย มีความจำเป็นมากกับการเพาะกาย มีบางคนเชื่อว่า ทุกเซทที่บริหาร ต้องทำอย่างหนัก ให้มีความกดดัน หรือเพิ่มความยากเข้าไปอีก ตัวอย่างเช่น การบริหารของ Mike  Mentzer (เจ้าของตำรับ บริหารท่าละ 1 เซท - webmaster) เป็นตัวอย่างได้ดี และผมก็จะไม่ห้าม เพราะมันเป็นสไตล์การบริหาร ของเขาแบบนั้น เพราะคนเหล่านี้ มีแบบการบริหาร ที่หนักกว่าคนธรรมดาอยู่แล้ว
        แน่นอน การบริหารย่อมขึ้นอยู่กับคุณ ว่าต้องการจะเอาชนะ นักเพาะกายคนอื่นๆหรือไม่ด้วย เพราะหากคุณ ต้องการบริหารเพียงเพื่อ ให้ร่างกายมีความสมบูรณ์ สวยงามแล้ว คุณก็ไม่ต้องกังวล กับการที่จะเข้าประกวด กับรายการมิสเตอร์ยูนิเวอร์ส ทำให้คุณ มีความยืดหยุ่น ในการบริหารได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น หากคุณไม่ชอบบริหารท่า squats คุณก็ไม่ต้อง บริหารท่านี้ (แต่ท่านี้มีความจำเป็น กับนักเพาะกายมาก) หากคุณ ไม่กังวลใจ เกี่ยวกับขนาดความใหญ่โต ของกล้ามเนื้อมากนัก คุณก็อาจจะใช้เวลา ในการบริหารท่าที่ถูกต้อง หรือท่าที่ใช้กำลังมากๆน้อยลง และคุณ อาจจะใช้เวลามากขึ้น ในการบริหาร ท่าที่คุณชอบ หรือมีความสนุกสนาน แทนที่จะบริหารท่าที่คุณไม่ชอบ เช่นท่า squats สำหรับขา  หรือท่า bent - over row ที่ทำให้ออกแรงที่หลังส่วนล่าง เป็นอย่างมาก หากคุณไม่ชอบก็สามารถบริหารท่าอื่นแทนได้
        หากคุณต้องการ ให้การบริหารสมบูรณ์ คุณต้องบริหารท่าที่มีความจำเป็นด้วย ไม่เพียงแต่ บริหารท่าที่คุณชอบเพียงอย่างเดียว การสนุกสนาน และเพลิดเพลินย่อมมาจาก การที่คุณ มีความรู้สึกว่า คุณมีความก้าวหน้า และหวังว่าจะชนะ ในการประกวดรายการใดรายการหนึ่ง อย่างนี้ละก็ คุณย่อมมีความสนุกสนาน กับการบริหารแน่นอน

 

 
        หากคุณไปโรงยิม เพื่อบริหารกล้ามเนื้อบางอย่าง หรือเพื่อรักษารูปร่าง ให้ดีขึ้นเท่านั้น การบริหารของคุณแบบนี้  จะทำให้ผลสำเร็จ น้อยกว่าที่ควรจะเป็น แม้แต่ อาโนลล์  ชวาลเซเนกเกอร์ ยังพูดเสมอว่า หากคุณบริหารโดยไม่มีจุดมุ่งหมาย การบริหารของคุณ ก็จะไม่มีความก้าวหน้า เท่าที่ควรจะเป็น คุณควรจะมีเป้าหมาย ในการบริหารหลายๆแบบ เป้าหมายประจำวัน ,ประจำสัปดาห์ ประจำเดือน ,เป้าหมายระยะกลาง ถึงระยะยาว ( 3 - 6 เดือน) และเป้าหมายระยะยาว (ประมาณ 1 - 3 ปี)  ทุกคนคงเคยได้ยินสุภาษิต ในการเก็บรักษาเงินว่า "หากคุณดูแลเงินทุกเพ็นนี  ดอลลาร์ ก็จะดูแลมันอีกที" เช่นเดียวกับการบริหาร หากคุณ มีเป้าหมายในชีวิตประจำวัน (กินอาหาร อย่างถูกสุขลักษณะ ,ทำแอโรบิค ,บริหารให้ครบเซท ที่คุณตั้งเป้าหมายไว้ หรือเพิ่มจำนวนขึ้นในบางครั้ง) แล้ว เป้าหมายทั้งอาทิตย์ จะดูแลมันเอง หากคุณดูแลการบริหาร ให้เป็นไปตามเป้าหมาย ทุกอาทิตย์ (การเพิ่มน้ำหนัก ของอุปกรณ์เมื่อบริหาร ,บริหารโดยให้มีจำนวนครั้ง มากขึ้น แต่น้ำหนักเท่าเดิม กินอาหารให้ครบทุกมื้อ) แล้วเป้าหมายประจำเดือน ก็จะดูแลมันเอง บางทีการเพิ่มน้ำหนัก 10 ปอนด์ ในการบริหารท่า bench press หรือ squats จะทำให้ต้นขาคุณ หนาขึ้นถึง ครึ่งนิ้ว และเป้าหมายระยะกลาง กับระยะยาวจะดูแลมันเอง
 
        หากคุณมีเป้าหมาย เพื่อเป็นมิสเตอร์โอลิมเปีย ภายใน 1 ปีแล้ว ให้คุณนั่งรอความผิดหวังได้เลย เพราะเป้าหมายที่คุณ วางไว้นั้น เป็นไปไม่ได้ และเป้าหมายที่เพ้อฝันแบบนี้ โดยมากทุกคน ก็ชอบที่จะคิดเสียด้วย การวางเป้าหมายระยะสั้น จะทำให้คุณ มีกำลังใจ ในการบริหาร มากกว่าที่จะ ทำให้คุณท้อแท้ เพราะจะทำให้เห็นว่า เป้าหมายของคุณ อยู่แค่เอื้อม คุณมีความสนุก ทำให้คุณมีความหวัง ที่จะเอาชนะให้ได้ ตัวอย่างเช่น คุณอาจจะตั้งเป้าหมายว่า คุณต้องทำให้แขนโตขนาด 16 นิ้ว ให้ได้ภายใน 1 เดือน ซึ่งเป็นเป้าหมาย ที่ไม่ไกลเกินฝันมากไปนัก หากคุณมีแขนขนาด 14 นิ้วอยู่แล้ว หรือหากคุณบริหารต่อไป แน่นอนแขนคุณ จะต้องใหญ่ขนาด 20 นิ้ว สักวันหนึ่งแน่นอน จากตัวอย่างนี้ ย่อมเป็นเป้าหมายที่ถูกต้อง และคุณ สามารถทำให้เป็นความจริงได้ คุณจะไม่สามารถ ลดขนาดรอบเอว จาก 40 นิ้ว เป็น 30 นิ้วได้ภายในคืนเดียว จะต้องค่อยเป็นค่อยไป การที่คุณบริหารท่า bench perss ไม่มีใคร ที่บริหารท่านี้ จากน้ำหนัก 200 ปอนด์ (90.9 กก.) เพิ่มน้ำหนักเป็น 400 ปอนด์ (181.8 กก.) ภายในช่วงคืนเดียว มันต้องใช้เวลา นานหลายปี จึงจะเพิ่มน้ำหนักขึ้นไปได้ มันจะเป็นไปตามลำดับชั้น หากคุณเข้าใจกฏข้อนี้ และยอมรับความเป็นจริงแล้ว จะทำให้คุณ บริหารแล้วมีความสนุกสนานมากขึ้น ไม่รู้สึกผิดหวัง ท้อถอย แต่จะมีความอดทนมากขึ้น
 
        แน่นอน เมื่อเราบริหารร่างกายเราต้องมีความยืดหยุ่น คุณลองคิดดูว่า ร่างกายของคุณ มีความยากลำบากเพียงใด เมื่อคุณพยายามที่จะ ยกน้ำหนักมากๆ อันเป็นขั้นพื้นฐานของการเพาะกาย นั่นหมายความว่า ให้คุณทำน้อยลง เมื่อร่างกายของคุณ ไม่สามารถบริหารได้ตามปกติ แต่เมื่อร่างกายของคุณ เข้าสู่ภาวะปกติ ให้เพิ่มการบริหารให้มากขึ้นกว่าเดิม ตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการบริหารท่า squats แบบหนักๆ 6 เซท แต่เข่าของคุณบาดเจ็บ นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณหมดสิ้นแล้วกับการบริหารกล้ามขา เพราะคุณอาจหันไปบริหารท่าอื่นแทน เช่น leg press หรือทำซูเปอร์เซท( คือการทำสองท่าติดกันนับเป็น 1 เซท - webmaster) ในท่า hack squats และท่า leg extensions ซึ่งจะช่วยให้คุณ มีโอกาสได้ขาที่สมบูรณ์ ปราศจากการบาดเจ็บกลับมาด้วย
 
        คุณรู้หรือไม่ว่าผมหมายถึงอะไร อย่าบริหารท่าเดิม ,จำนวนเซทเท่าเดิม ,จำนวนครั้งเท่าเดิม และความถี่เท่าเดิม เพราะหากคุณ ทำอะไรก็ตาม ที่เหมือนกันตลอดเวลา คุณอาจจะเบื่อได้ ผมพบว่า การเปลี่ยนแปลงการบริหารอาจจะทำ supersets  บ้าง หรือทำ trisets (การทำสามท่าติดกันโดยไม่พัก นับรวมเป็น 1 เซท - webmaster) หรือทำ  triple drop (การทำท่าเดิม แต่ลดจำนวนน้ำหนักที่ยก ลงสามครั้งติดกัน โดยไม่พัก นับเป็น 1 เซท - webmaster) จะให้ความตื่นเต้น และดึงดูดใจ น่าสนใจและให้ผลในการบริหารมากกว่าด้วย การเปลี่ยนแปลงการบริหารนี้ ทำให้คุณไม่เบื่อ  ตอนนี้ขอย้อนกลับมา ที่พื้นฐานของการบริหาร จะมีบ้างที่ร่างกายของคุณ บอกคุณว่า เวลานั้น เวลานี้ ร่างกายต้องการ การบริหารอย่างหนัก หรือให้ยกน้ำหนักแบบสุดๆบ้าง  อีกทั้งในการใช้สูตรพิเศษเช่น การทำ supersets  ,trisets , triple drops  ซึ่งคุณอาจจะไม่เคยทำ ก็จะทำให้คุณ สนุกสนานในการบริหาร ตัวอย่างเช่น Reg park จะบริหารท่า dumbbell curls จำนวน 15 - 20 เซท เมื่อเขาต้องการบริหาร กล้ามเนื้อต้นแขนด้านหน้า (ไบเซบ)  และจะบริหารท่า pressdown หรือ extensions จำนวน 15 - 20 เซท เพื่อบริหารกล้ามเนื้อต้นแขนด้านหลัง (ไทรเซบ) การบริหารกล้ามเนื้อไบเซบนั้น แม้ว่าคุณ จะตั้งโปรแกรมการบริหารท่านี้ ไว้ 3 เซท คือท่า preacher curls ,barbell curls , concentration curls ก็ตามที แต่หากคุณพบว่า คุณเล่นท่า preacher curls แล้วสะใจ คุณก็อาจทำท่านี้ได้มาก เช่นอาจทำถึง  5 - 6 เซท หรือ 9 เซทก็ได้ และอีก 2 ท่าที่เหลือคุณ อาจจะไม่บริหารเลยก็ได้ในวันนั้น นั่นคือ หากคุณพบว่าคุณ ต้องการทำท่าใดท่าหนึ่ง เป็นพิเศษในวันนั้น ให้ทำเลย แต่ให้ทำอย่างเข้มงวด ให้ถูกต้อง ไม่ต้องกังวลกับท่าอื่นๆ
 
        นักเพาะกายโดยมาก จะรู้สึกว่าตัวเองบริหารผิด หากไม่บริหารตามแบบอย่างในหนังสือ หรือในนิตยสารต่างๆ ที่แนะนำเกี่ยวกับการเพาะกาย ซึ่งนั่นเป็นเรื่องไกลเกินไป ที่คุณจะเก็บเกี่ยวประโยชน์ มาใช้กับตัวคุณ เพราะคุณจะมีลักษณะการบริหาร ในรูปแบบของคุณ ซึ่งรูปแบบของแต่ละคน ก็แตกต่างกันออกไป อาทิเมื่อคุณเริ่มบริหาร หากคุณเป็นนักเพาะกายใหม่ ที่พึ่งจะเริ่มต้น ในการบริหารกล้ามเนื้อแต่ละกลุ่ม ห้ามบริหารเกิน 5 เซท หากให้ดีควรบริหารเพียง 3 เซท ห้ามทำเกิน 15 เซท คุณก็จะมีรูปร่างใหญ่ขึ้น การกินอาหารที่ถูกสุขลักษณะ จะเป็นสิ่งที่ดี สำหรับการเพิ่มขนาด ของร่างกาย ห้ามลืมกินอาหารแต่ละมื้อเด็ดขาด เพราะการขาดอาหารแต่ละมื้อ เท่ากับคุณขาดการบริหาร ในแต่ละวันเลยทีเดียว
 
        คุณสามารถทำได้หลายวิธี วิธีการแรกคือ คุณเปลี่ยนตารางการบริหารของคุณเสียใหม่ วิธีการนี้ทำให้คุณ มีท่าบริหารที่ใหม่ๆอยู่เสมอ ซึ่งจะทำให้คุณเกิดความสนใจ  วิธีที่สอง ยังคงบริหารที่เดิม เหมือนกับที่คุณบริหารอยู่ทุกวัน แต่ให้คุณ จดบันทึกความก้าวหน้า ในการเพิ่มจำนวนครั้ง และเพิ่มน้ำหนัก ให้มากขึ้นเรื่อยๆ เป็นการพัฒนาตัวคุณ ให้มีความก้าวหน้า ตัวอย่างเช่น คุณอาจจะจำได้ว่า คุณเคยบริหารท่า wide grip chins (ดึงข้อแบบจับกว้าง) ในเซทแรกจำนวน 17 ครั้ง ครั้งต่อไป คุณอาจจะเพิ่มเป็น 18 ครั้ง ในระหว่างการบริหารท่านี้ การเพิ่มจำนวนครั้ง โดยความต้องการของคุณเองนี้ ทำให้คุณ มีความสนุกสนานกับการบริหารมากขึ้น  ในบรรดานักเพาะกายด้วยกันแล้ว ไม่มีอะไร จะให้ความพอใจกับพวกเขา เท่ากับการที่เขาพอใจ และเขามีก้าวหน้าขึ้น ซึ่งนั่นหมายถึง ขนาดที่ใหญ่ขึ้น กล้ามเนื้อแข็งแกร่งขึ้น

 

  ส่วนวิธีการที่ท้าทายตัวเองคือ คุณต้องดูว่า ในระหว่างการบริหารของคุณ แต่ละครั้งของวัน คุณสามารถบริหารได้กี่เซท ในเวลาประมาณ 30 - 45 นาที หากคุณบริหารกับเพื่อน ให้แข่งขันกันเองว่า ใครสามารถยกน้ำหนักได้มากกว่า หรือทำจำนวนครั้ง ได้มากกว่ากัน ในกรณีที่ยกอุปกรณ์ที่มีน้ำหนักเท่ากัน วิธีการนี้จะไม่มีใคร ได้เปรียบเสียบเปรียบ หากคุณทั้งสองคน มีขนาดร่างกายสูสีกัน ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้คุณ มีความสนุกสนานตื่นเต้นเท่านั้น แต่เป็นการ เพิ่มประสิทธิภาพ ในการบริหารของคุณด้วย ทำให้คุณมีความแข็งแกร่งขึ้น  ในบทความเรื่อง In An Education of A Body Builder ของอาโนลล์  ชวาลเซเนกเกอร์ เขียนเรื่องการแข่งขันไว้ว่า เมื่อก่อนหากเขา เห็นใครยกน้ำหนักได้มากกว่าเขา  เขาก็จะกลับเข้าไปในป่าใหญ่ เพื่อฝึกซ้อมตลอดทั้งวัน จึงจะกลับออกมาหาคู่เปรียบเทียบอีก  นั่นเป็นเรื่องในอดีตของเขา  ในหนังสือชื่อ Franco  Columbu's Book ,Coming on Strong เขาเขียนถึง เมื่อตอนเขากับ อาโนลด์ บริหารร่างกายร่วมกันครั้งแรก ในประเทศเยอรมันนี เขากล่าวว่า "เราพยายามข่มอีกคนหนึ่ง ด้วยการที่พยายามทำสิ่งที่เหนือกว่า  อาทิ พลังในการยก เขากล่าวอีกว่า พยายามท้าทายอีกคน โดยพยายามแสดงให้เห็นว่า ใครทำจำนวนครั้งได้มากกว่ากัน วิธีการเหล่านี้ ทำให้ทั้งสองคนพัฒนารูปร่าง และพละกำลังได้ก้าวหน้ารวดเร็วมาก
 
        การเปลี่ยนแปลงคือสิ่งกระตุ้นความสนใจ หากคุณบริหารคนเดียว พยายามหาคู่มาร่วมฝึกซ้อมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพศตรงข้าม เพราะเมื่อไหร่ก็ตาม ที่ผู้ชายบริหารต่อหน้าผู้หญิง เขาจะขับพลังออกมา เพื่ออวดความเก่งกล้าเสมอ อีโก้ (ego) (ความเป็นอัตตา หรือตัวตน - webmaster) จะถูกขับออกมา เพื่อโอ้อวดความเก่งกล้าของเขา และหากคุณบริหารกับคู่ผึกซ้อมคนเดิมมานานแล้ว คุณอาจจะเปลี่ยนคู่ เป็นการชั่วคราวก็ได้ หากคุณบริหารเอง คนเดียวที่บ้าน คุณลองเปลี่ยนบรรยากาศ โดยลองไปบริหารตามโรงยิมทั่วไป เพราะคุณจะได้บรรยากาศ ซึ่งจะกระตุ้นคุณ ให้อยากบริหารมากกว่าที่บ้านได้ หรือคุณไปบริหาร ที่โรงยิมได้เป็นเวลานานแล้ว ให้ลองเปลี่ยนโรงยิม ย้ายไปบริหารที่ใหม่ดูบ้าง เช่น Tom  platz จะบริหารทั้งที่ Gold's Gym และ World's Gym เขายังชอบที่จะ บริหารกล้ามเนื้อแต่ละกลุ่ม ในแต่ละโรงยิม เขาบอกว่า บรรยากาศในโรงยิมที่ต่างกัน ให้ผลดี
 
        ไม่มีใครมองข้ามจุดเน้น หรือจุดสำคัญของการเพาะกาย เมื่อเขายังไม่แข็งแกร่งพอ หรือร่างกายยังไม่พัฒนาดีพอ แต่จริงๆแล้ว คุณไม่สามารถทำตามข้อเข้มงวด หรือข้อกำหนดได้ตลอดเวลา Dave  Draper เขียนไว้ในหนังสือชื่อ Get Serious ว่าร่างกายจะโตเป็นวงกลม หรือเป็นระลอกขึ้นๆ ลงๆ เหมือนคลื่น เขาแนะนำว่า บางครั้งหากเรามองข้ามจุดเข้มงวดไป ครั้งต่อไปเมื่อเราบริหาร ก็จะทำได้ง่ายขึ้น เขายังให้คำแนะนำวิธีที่จะลดความกังวล กับจุดเข้มงวดอีกว่า ให้ผ่อนคลายเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้เสีย
 
        ไม่มีใคร แม้กระทั่ง Lee Haney (มิสเตอร์โอลิมเปีย 6 สมัย - webmaster) สามารถบริหารได้ตลอดทั้งปี เพราะใจของคนเรา ย่อมต้องการ ที่จะเปลี่ยนแปลงบ้าง บางครั้งคุณอาจจะบริหาร 2 - 3 วัน เมื่อจบตารางบริหาร ก็มักจะออกไปนอกโรงยิม เพื่อไปชาร์ทแบตเตอรี่ใหม่ หากคุณรู้สึกว่า คุณบริหารต่อไปจนเบื่อ พยายามหาเวลาหยุดพักช่วง สัก 1 - 2 อาทิตย์ ซึ่ง Dave   Draper บอกว่าการหมกมุ่น อยู่กับการบริหารมากเกินไป ทั้งที่ร่างกายของคุณ ต้องการพักผ่อน มันจะไม่เกิดผลดี กับคุณสักเท่าใด หากคุณดื้อรั้นที่จะบริหารต่อไป
 
        ชีวิตทั้งหมดของคุณ ไม่ควรวนเวียนอยู่แต่ภายในโรงยิมอย่างเดียว การเล่นเทนนิส ,ขี่จักรยาน หรือการทำกิจกรรมอย่างอื่นก็ได้ หากเป็นผม ผมชอบกีฬาตีกอล์ฟ และตกปลา ผมไม่เคยคิดว่า จะต้องบริหารร่างกายอยู่ตลอดเวลา เพราะชีวิตของเรานั้นสั้นนัก โดยเฉพาะหากคุณ เตรียมตัวเพื่อเข้าประกวด แข่งขันเพาะกาย คุณควรจะทำสิ่งอื่นๆบ้าง ไม่ใช่เพาะกายแต่เพียงอย่างเดียว การเพาะกาย เป็นการส่งเสริม คุณภาพชีวิตของคุณ แต่ไม่ใช่ชีวิตของคุณ
 
        เป็นการกล่าวตามสมมติฐาน ของความเป็นจริง บรรดาดาราที่ปรากฏตัวบนเวทีของนักเพาะกายนั้น ย่อมมีการหมุนเวียนกันไปปีแล้วปีเล่า ถ้าคุณลองเปรียบเทียบรูปภาพ ของใครสักคนหนึ่ง ตอนเขาเข้าประกวดเพาะกาย กับเมื่อเวลาผ่านไป 2 - 3 ปี แล้วนำรูปนั้นมาเปรียบเทียบกันใหม่ อาจจะเห็นความแตกต่าง ไปในทางที่ไม่ดี  มีแชมเปี้ยนบางคน อ้วนเหมือนหมูเมื่อหมดฤดูการแข่งขัน  ่ จุดสูงสุดของการเพาะกาย คือการเข้าประกวดแข่งขัน ก่อนการแข่งขันโดยมาก นิยมบริหารกันแบบเบาๆ แล้วกลับไปบริหารอย่างหนัก ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง Dave  Draper บอกว่า Bill   perl สอนเขาว่า คุณต้องไม่นึกถึง รูปร่างตามที่คุณต้องการ นั่นคือเป็นไปได้ ที่ร่างกายของเราจะสมบูรณ์ที่สุดเพียง 2 - 3 อาทิตย์เท่านั้น Draper ยังบอกอีกว่าร่างกาย จะไม่สามารถทนแรงกดดัน ของน้ำหนักได้ตลอดเวลา ดังนั้นคุณ ทำใจให้ผ่อนคลาย อย่าไปซีเรียส ที่จะต้องให้ร่างกายสมบูรณ์ตลอดเวลา บางทีคุณอาจพบว่าคุณ สามารถใช้อุปกรณ์ที่มีน้ำหนักมากๆ ในระหว่างการบริหารได้ ทำให้คุณสามารถพัฒนา ได้ดีกว่าเมื่อบริหารตามแบบปกติ เพราะคุณสามารถกินอาหารได้มากขึ้น เนื่องจากไม่เข้มงวดกับการกิน เหมือนกับในช่วงฤดูการแข่งขัน  ระบบการสูบฉีดของโลหิตดีขึ้น ช่วยลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บด้วย 
 
        โดยมากทุกคนจะพบว่าตัวเอง มีข้อบกพร่อง บางคนคิดว่า เขาอาจจะอ้วนหรือผอมเกินไป หรือเล็กหรือเหนียมอายเกินไป จำไว้ว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ย่อมมีความสัมพันธ์กัน มีบางคนย่ำแย่กว่าคุณ หรืออาจจะใหญ่หรือดีกว่าคุณ ในขณะเดียวกัน ในบางเรื่อง เขาอาจจะย่ำแย่กว่าคุณก็ได้ คุณต้องภูมิใจในตัวเอง อะไรที่ทำให้คุณมั่นใจ ก็พยายามรักษาไว้ จำไว้ว่า ไม่มีใครเพียบพร้อมที่สุด ไม่ว่าทั้งมิสเตอร์โอลิมเปีย และมิสซิสโอลิมเปีย  พยายามปลุกใจตัวเอง และไม่จดจำสิ่งที่คุณ ไม่ประทับใจ ทำอารมณ์ให้แจ่มใจ ไม่เช่นนั้นคุณ จะไม่สนุกสนานเลย เพราะสมองชองคุณคิดแต่เรื่องไร้สาระ
 
        ในหนังสือชื่อ "Get Serious" ของ Dave  Draper ได้เขียนไว้ว่า "การเพาะกายนั้น เป็นเรื่องจริงจังควบคู่กับชีวิต หนึ่งในพวกเราคิดว่า ช่วงเวลานี้ เป็นช่วงเวลา ที่วิเศษสุด เราได้เรียนรู้ และเรามีพัฒนาการของรูปร่างที่ดีชึ้น"  ซึ่งจริงๆแล้วก็คือ เป็นลักษณะของการที่มีแรงจูงใจมากระตุ้น เพื่อที่จะนำพาตัวคุณ ไปโรงยิมครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งเหมือนกับนักกอล์ฟ ที่ไม่สามารถทำเบรกได้ 100 ในการตีลูกซูเปอร์ช๊อต ทำให้ตกรอบไป ต้องเข้ามาแข่งชันใหม่ในรอบต่อไป ความล้มเหลวจะเป็นบทเรียน ให้กับตัวคุณ ทุกครั้งที่คุณล้มเหลว คุณก็จะได้เรียนรู้ข้อผิดพลาด แล้วคุณจะไม่ผิดพลาดซ้ำอีก กลับไปโรงยิมเสียเถอะ แล้วสนุกกับมัน


- end -