ลุงติ่ง กับ ห้อง Day Care

sha-banlad
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
ลุงติ่ง กับ ห้อง Day Care

จุดเริ่มต้นเหมือนไม่มีจุดเริ่มต้น เพราะเรื่องราวของลุงติ่งเป็นตำนานที่ควรจดจำ แล้วเอาเป็นกำลังใจ บ่งบอกถึงคุณค่าของเราในการดูแลผู้ป่วยมากกว่า เพราะการดูแลผู้ป่วยไม่ต้องอาศัยศาสตร์อันมากมายอะไรหรอก เพียงแต่เราดูแลเขาแบบองค์รวม และเห็นเขาเป็นมนุษย์ก็ถือว่าเราประสบผลสำเร็จอย่างใหญ่หลวงในการทำงานแล้ว มาฟังตำนานเรื่องนี้ดีกว่า ว่าลุงติ่งกับห้อง Day Care เกี่ยวข้องกันอย่างไร

            จุดเริ่มต้นของตำนานประมาณ 5 ปีที่แล้ว ลุงติ่ง ชายผมขาว หนวดขาว ตัวผอมสูง มาโดยใช้ไม้ 4 ขา เขาเดินซอยเท้าแย๊กๆ มารับบริการ พร้อมกับอาจารย์หญิงซึ่งเป็นภรรยาของเขาและลูกอีก 2 คน ทุกคนฝากความหวังไว้กับเรา ทีมงานแพทย์แผนไทยก็เริ่มต้นดูแลลุงติ่งเหมือนคนอื่นๆ มีนวด ประคบสมุนไพร กระตุ้นกล้ามเนื้อ ทุกครั้งที่มารักษา บางวันก็จับยืนบ้าง พาเดินโดยให้ปล่อยไม้บ้าง วันแล้ววันเล่า จนในที่สุดลุงติ่งก็สามารถเดินได้ดี โดยไม่ต้องใช้ไม้ช่วยเดิน ต่อมาลุงติ่งก็มาอาทิตย์ละครั้ง จะมาเมื่อเป็นวันเสาร์เป็นอย่างนี้หลายเดือน จนวันหนึ่ง ลุงติ่งล้มในห้องน้ำ ลุงติ่งก็เดินไม่ได้ ช่วยตัวเองได้น้อย

            ทุกครั้งทีมงานจะเห็นลุงติ่งเดินมา แต่วันนี้ลุงติ่งเดินไม่ได้ ต้องนั่งรถเข็นเหมือนสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบ เพราะลุงติ่งเคยเดินได้ด้วยมือพวกเรา แต่วันนี้ลุงติ่งกลับแย่กว่าเดิม พวกเรารู้สึกกังวลใจ และเริ่มดูแลลุงติ่งจนภรรยาลุงติ่งบอกว่าใกล้สอบแล้ว พี่ไม่มีเวลาพามาส่ง เลยมาขอคำปรึกษา ดิฉันก็เห็นว่ามีห้องว่างอยู่ เราทำเป็นห้อง Day Care ให้ลุงติ่งมานอนพักตอนเช้า ให้ภรรยาลุงติ่งมาส่ง เมื่อโรงเรียนเลิกก็มารับกลับบ้าน

            เมื่อหาห้องให้ลุงติ่งได้ ภรรยาลุงติ่งก็เช่ารถตุ๊กๆ วันละ 200 บาท พาลุงติ่งมาส่ง ตอนเย็นก็มารับ เป็นอย่างนี้มาประมาณ 2 ปี

            ทุกคนดูแลลุงติ่งเป็นอย่างดี ทุกวันจะเข้าไปพูดคุย นวด ประคบ พยุงเดิน หยอกล้อกัน รอยยิ้มเสียงหัวร่อ ดังเป็นระยะๆ ในห้อง Day Care นั้น

            ลุงติ่งจะแต่งตัวเสื้อยืดสีสดใส กางเกงขาสั้นสีครีม ซับในทุกวัน ทาแป้งหน้าขาว ตัวหอมฟุ้ง ผมเรียบแป้มาทุกวัน

            เมื่อมาถึงลุงติ่งจะยิ้มหน้าบาน เอาขนมมาฝากให้พิเศษทีมงานในคนที่เขาพอใจ

            จนวันหนึ่ง เกิดอะไรขึ้นลุงติ่งเปลี่ยนแปลงไป ลุงติ่งจะด่า โวยวาย อาละวาดทุกวัน คำพูดที่ด่าออกมาจะหยาบคาบ ฟังแล้วขนลุกเชียวล่ะ

            น้องๆ จ๊ะ เกิดอะไรขึ้น  ดิฉันถามทีมงานด้วยสีหน้ากังวล

            ไม่ทราบค่ะ ลุงติ่งไม่พอใจใครเลย ใครเข้าไปก็ด่าทุกคน ปาข้าวของ หนูไม่อยากเข้าไปแล้วนะค่ะ หัวหน้า น้องแนนพูดไปร้องไห้ไป ไม่รู้ลุงแกเป็นอะไร ทุกคนถกเถียงกันอื้ออึง และไม่รู้เหตุผลว่าลุงติ่งไม่พอใจใครเรื่องอะไร ทางทีมงานค้นหาสาเหตุ คิดว่านวดเจ็บก็เปลี่ยนคนนวด แต่ก็ไม่เป็นผล ทุกคนก็ยังถูกด่าด้วยถ้อยคำหยาบคายเหมือนเดิม

            ลุงติ่ง ลุงติ่ง เป็นอะไรหรือค่ะ ดิฉันถามพร้อมลูบแขนเบาๆ ใครทำไม่ถูกใจบอกนะค่ะ จัดการให้ อยากให้ทำอะไรก็บอก

            ลุงติ่ง หันมายิ้มกับดิฉัน แต่ไม่พูดอะไร ดิฉันคิดว่าลุงติ่งเกรงใจดิฉัน คงไม่ทำกิริยาแบบนี้อีก วันรุ่งขึ้นก็ให้ทีมงานเข้าไปดูแล พอเวลาผ่านไปสัก 10 นาที ลุงติ่งก็เริ่มอาละวาด ด่าทออีก

            ดิฉันเข้าไปหาลุงติ่ง และทำอาการจริงจังกับลุงติ่งมาก ถูกหรือผิดที่แสดงความเข้าข้างลุงติ่ง และบอกว่า ถ้าใครถูกลุงติ่งด่าออกมาอีกจะสั่งพักงาน

            วันต่อมาดิฉันก็ดูพฤติกรรมลุงติ่ง ลุงติ่งเปลี่ยนไป ไม่บ่น ไม่ด่า ในวันนั้น แต่พอวันรุ่งขึ้น ลุงติ่งก็ด่าหยาบๆ คายๆ อีกเหมือนเดิม จนทุกคนมาพูดคุยกันว่าลุงติ่งมีปัญหาอะไรหรือเปล่าที่บ้าน ดิฉันก็ให้ทีมงานคนหนึ่งที่สนิทกับลุงติ่งไปเยี่ยมที่บ้าน

            ลุงติ่งจะอยู่กับอาจารย์และมารดา ส่วนลูกๆ ไปอยู่ที่กรุงเทพฯ ลุงติ่งมีคนเอาใจดูแลอย่างดีที่บ้าน อาหาร เสื้อผ้า หน้าผม ก็มีคนทำให้อย่างดี ที่นอนก็สะอาด บ้านก็ดูดีมีสกุล ลุงติ่งอยากได้อะไร ภรรยาลุงติ่งก็หามาให้ ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่ห้ามกิน บางครั้งภรรยาก็ซื้อให้กัน ลุงติ่งจะได้รับการรักษาอย่างดี ยาแพงๆ ที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ ภรรยาลุงติ่งก็พาไปรักษา และรู้ว่าลุงติ่งอยู่ที่บ้าน ลุงติ่งจะไม่เคยแสดงอาการก้าวร้าว หรือแสดงอาการโกรธ ไม่พอใจเลยแม้แต่ครั้งเดียว ลุงติ่งไม่เคยบ่นภรรยา เมื่อภรรยากลับบ้านช้าแล้วตนเองหิวข้าวมาก หรือว่าร้อนมากอยากอาบน้ำ แต่ภรรยาทำงานอื่นอยู่ คือมาทำให้เมื่อไรลุงติ่งก็ยอมจึงทำให้เห็นแล้วว่าความเป็นอยู่ที่บ้านอบอุ่นมีความสุข เพราะเวลาลุงติ่งต้องการอะไรจะได้ทุกอย่าง เพียงแต่บางอย่างช้าบ้าง เร็วบ้าง

            แต่โอ้พระเจ้า ..!! เมื่อลุงติ่งมาที่โรงพยาบาล ลุงติ่งก็ได้รับการดูแลอย่างดีจากทีมงาน เวลาลุงติ่งด่า อาละวาด ทีมงานไม่เคยนำมาโกรธแค้น ยังคงเข้าไปดูแลลุงติ่ง ไม่มีทีมงานคนไหนมาทะเลาะหรือแสดงความไม่พอใจลุงติ่งแม้แต่คนเดียว ทุกคนยินดีให้ลุงติ่งด่าด้วยคำหยาบคายทุกวัน พูด กู มึง ไอ้ อี ทุกครั้งที่มีคนเข้าไปดูแล แต่ดูแล้วว่าทุกคนก็ยังผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้าไปดูแลลุงติ่งในห้อง Day Care นั้น

            ตำนานลุงติ่งกับห้อง Day Care มีความเกี่ยวข้องกันมา 5 ปีเต็ม ลุงติ่งก็ยังมารับการฟื้นฟูสภาพสัปดาห์ละ 3 วัน ทุกวันที่มาก็จะด่า อาละวาด แต่ตำนานลุงติ่งจากคนด่า อาละวาดก็ปิดลง เมื่อดิฉันเข้าไปคุยกับลุงติ่งอีกครั้ง ที่ดิฉันรู้ความเป็นอยู่ที่บ้านลุงติ่ง

            ลุงติ่งจ๊ะ มีอะไรบอกได้นะ ถ้าน้องๆ ดูแลให้ไม่ดี ลุงติ่งไม่ต้องเกรงใจ ถ้ารู้ว่าใครทำอะไรให้ลุงติ่งไม่สบายใจ ดิฉันจะให้พักหยุดงานไปเลย วันนี้แนนทำไม่ดีใช่ใหม พรุ่งนี้แนนไม่ต้องมาทำงาน ลุงติ่งส่ายหน้า บอกว่า  ไม่มีหรอก ลุงต้องขอบคุณทุกคนด้วยซ้ำไป เพราะลุงเครียด ไม่รู้จะระบายกับใคร แต่เมื่อลุงมาด่า พูดเอะอะ โวยวาย อาละวาด เพื่อระบายความเครียด ทุกคนไม่โกรธลุง ทุกคนก็ยังดูแลลุงเหมือนเดิม แต่กับที่บ้านลุง ถ้าลุงโวยวายเขาคงไม่ดูแลลุงแน่ๆ  เมื่อดิฉันได้รู้เรื่องราวความเป็นมาของพฤติกรรมลุงติ่งที่แสดงออก

จึงเรียกทีมงานทุกคนมาพูดคุยกัน หาทางแก้ไขและทีมงานก็เข้าไปหาลุงติ่งพร้อมกันทุกคน ไปจับมือลุงติ่ง พร้อมให้กำลังใจและหาทางออกในการระบายความเครียดให้กับลุงติ่ง

            ทุกวันทีมงานจะไปทักทายลุงติ่ง เวลารถมาส่งหน้าตึกก็จะรีบออกไปรับ ถึงเวลานวดตัวก็วนเวียนผลัดเปลี่ยนกันเข้าไปนวด ชวนพูดคุย ป้อนข้าว ป้อนขนม พูดหยอกล้อทุกวัน ไม่คุยก็ชวนคุย ไม่ยิ้มก็แซวให้ยิ้ม ลุงติ่งชอบเรื่องอะไรก็มาเล่าให้ฟัง

            บรรยากาศแห่งความสุขก็กลับมาหาลุงติ่งอีกครั้ง ความผูกพันระหว่างลุงติ่งกับทีมงานก็ก่อตัวขึ้นทวีคูณ ก่อนที่ลุงติ่งจะแสดงอาการหงุดหงิดใส่ทีมงานก็จะยิ้มทักทาย จับมือถือแขน หยอกล้อ จนลุงติ่งยิ้มออก ไม่กล้าแสดงอาการที่ไม่สุภาพนั้น จนทุกวันนี้ลุงติ่งจะมานอนที่ห้อง day care จันทร์  พุธ    ศุกร์  เมื่อมาถึงก็นอนรอคิว จนประมาณ  11.00 น ก็จะมีทีมงานไปนวดให้  กระตุ้นกล้ามเนื้อด้วยไฟฟ้า    12.00  น.ที่งานจะเข้าไปป้อนข้าว  ป้อนขนม จากนั้นลุงติ่งจะนอนหลับจนเวลา15.30 น รถตุ๊กๆ ก็มารับ  ทีมงานจะไปส่งที่รถ เป็นอย่างนี้ทุกวัน พวกเราไม่ได้ยินลุงติ่งด่าอีกเมื่อเราได้ค้นหาปัญหาได้และช่วยกันแก้ปัญหานั้นด้วยกัน

            พวกเราทุกคนจึงได้เรียนรู้กับตำนานรักนี้ว่า แค่เราไม่ใส่ใจบางเรื่องก็ทำให้เราได้สิ่งที่ดีกลับมา และถ้าเราเริ่มใส่ใจในบางเรื่องและหาทางแก้ไขให้ดีขึ้นก็จะได้สิ่งที่ดีกว่ากลับมา ดังนั้น ผลผลิตของความดี คือการทำดี เห็นคุณค่าของสิ่งที่อยู่ตรงหน้าทุกอย่างที่ประกอบอยู่ในตัวของผู้ที่เป็นมนุษย์ ถ้าเราเห็นมนุษย์ทุกด้าน เราจะรู้ว่าเรามีสุขภาวะทางปัญญา เห็นโรค เห็นความทุกข์ ดูแลด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ มีการพัฒนาจิต ทำให้เราได้เห็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ และการพัฒนาจิตทำให้เราเห็นคุณค่าของงาน และเห็นคุณค่าของตนเอง เข้าถึงธรรมชาติของงาน และการทำงานคือการปฏิบัติธรรม เห็นประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง จนทำให้เราเป็นผู้นำด้านสุขภาพโดยสมบูรณ์

            ทีมงานทุกคนถึงมีคติประจำใจว่า แคร์กาย แคร์ใจ และต้องแคร์จิตวิญญาณด้วย

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน sha-banlad



ความเห็น (0)