ไปดูกลุ่มท้อนเงินที่ลาว
ก้าวหน้ากว่าที่คิด
เมื่อเดือนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาส ไปปฏิบัติงานที่ สปป.ลาว เพื่อดำเนินการจัดสรุปบทเรียนขบวนการกลุ่มท้อนเงิน ในนครหลวงเวียงจัน ณ ห้องว่าการเมืองศรีโคตรตะบอง ในเขตนครหลวงเวียงจัน ทำให้ผมรู้สึกทึ่งกับความก้าวหน้า ของขบวนการกลุ่มท้อนเงินที่ สปป.ลาว อย่างมากจนอยากจะชวนพี่น้องที่ฝั่งไทย ไปดูงานที่นั่นบ้าง
เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า การจัดตั้งกลุ่ม สถาบันการเงินระดับหมู่บ้าน ในประเทศ สปป.ลาวนั้น ได้เริ่มมีการดำเนินการมาหลายปีแล้ว โดยหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ เพื่อการแก้ไขปัญหาความยากจนในประเทศลาว โดยเฉพาะหน่วยงานจากต่างประเทศนั้น ต้องได้รับการอนุญาตจากรัฐบาลหรือต้องมีบันทึกความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ ภายใน สปป.ลาวเท่านั้น
อย่างไรก็ดี องค์กรการเงินระดับหมู่บ้าน ที่ขึ้นชื่อและมีบทบาทโดดเด่นอยู่ในขณะนี้ ของประเทศ สปป.ลาว คือกลุ่มท้อนเงิน ซึ่งกลับได้รับการส่งเสริมจัดตั้งมาเมื่อประมาณ 10 ปี นี่เอง โดยความร่วมมือระหว่างสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ พอช. จากประเทศไทย กับศูนย์กลางสหพันธ์แม่หญิงลาว (สยล.) และมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่อยู่อาศัยแห่งเอเชีย (ACHR) ซึ่งได้ริเริ่มดำเนินการในพื้นที่เมืองปากงึม นครหลวงเวียงจัน เป็นเมืองแรก และได้มีการขยายออกไปอีกหลายเมือง ในหลายแขวงในเวลาต่อมา จนเป็นที่รู้จักและเป็นที่สนใจของประชาชน ในประเทศ สปป.ลาวทุกระดับในเวลานี้ ซึ่งล่าสุดจากการสรุปตัวเลข มีกลุ่มที่เกิดจากการส่งเสริมจัดตั้งของโครงการ จำนวน 415 กลุ่ม อยู่ใน 4 แขวง 1 นครหลวง มีสมาชิกจำนวน 70,092 คน สี่หมื่นครอบครัว รวมยอดเงินท้อน เฉพาะจากสมาชิก 63,228,674,000 กีบ หรือประมาณ 252,914,696 บาท
ความน่าสนใจของขบวนการกลุ่มท้อนเงิน ที่ดำเนินการร่วมกันของสองหน่วยงานนี้ ก็คือ การบริหารงานในรูปแบบคณะกรรมการ โดยมีผู้แทนหน่วยงานและมีผู้แทนชุมชน เข้ามาเป็นกรรมการร่วมกัน มีเจ้าหน้าที่โครงการที่เป็นคน สปป.ลาว ทั้งสิ้น ส่วนเจ้าหน้าที่คนไทย เป็นเพียงผู้เชี่ยวชาญที่เข้ามาประสานงาน และติดตามสนับสนุนบ้างเป็นระยะๆ นอกจากนี้ ยังมีกระบวนการทำงานที่มุ่งให้คนในหมู่บ้านได้บริหารจัดการกลุ่มด้วยตนเอง โดยการจัดตั้งของสหพันธ์แม่หญิงระดับบ้าน และเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายระดับเขต ระดับเมือง และกำลังก้าวไปสู่ระดับแขวง ในอนาคตอันใกล้นี้
ด้วยแนวคิดที่เชื่อว่า กลุ่มท้อนเงิน เป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาตนเองของคนในหมู่บ้าน ซึ่งต้องเกิดจากการระดมทุนภายในของตนเองมาสะสม อย่างมีสัจจะและวินัย ทำให้คนในหมู่บ้านเริ่มที่จะมองเห็นว่า ทุนอันมหาศาล ที่คนในหมู่บ้านแทบมองไม่เห็นหรือไม่เชื่อว่าจะมีจริงนั้น กลับเป็นจริงขึ้นได้ ในชั่วระยะเวลาเพียงไม่กี่ปีเท่านั้นเอง โดยจะเห็นได้จากบางหมู่บ้านเช่น บ้านไฮ่ เมืองปากงึม ที่มีเงินท้อน (ออมทรัพย์) รวมกันในปัจจุบันกว่า 2 ตื้อ หรือ 2000,000,000 กีบ หรือคิดเป็นเงินไทย ประมาณ เกือบ 10 ล้านบาท ในชั่วระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี เท่านั้น ซึ่งทำให้ประชาชน ที่ร่วมกันตั้งกลุ่มท้อนเงิน เกิดความเชื่อมั่นตนเองมากขึ้น เพราะมองเห็นทุนภายใน มากกว่าที่จะไปแสวงหาทุนจากภายนอกอีกต่อไป
การที่หมู่บ้านต่างๆ ได้สะสมเงินท้อนของตนเองนั้น ได้สร้างปรากฏการณ์ที่สำคัญในระดับหมู่บ้านและระดับเมือง นั่นคือ กลุ่มท้อนเงินสามารถเข้าไปแก้ไขปัญหาการขายข้าวเขียว (ตกเขียวข้าว) ซึ่งเป็นปัญหาที่มีมายาวนาน สร้างความทุกข์ยากกับชาวบ้านในเมืองที่ยากจน ใน สปป.ลาวมาโดยตลอด แต่สิ่งสำคัญกว่านั้น คือ สามารถแก้ปัญหาหนี้นอกระบบได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นของหมู่บ้านที่มีกลุ่มท้อนเงิน ส่งผลให้นายทุนในและนอกหมู่บ้าน ต่างปรับตัวกันอย่างมาก ในบางหมู่บ้าน กลุ่มนายทุนปล่อยเงินกู้ ถึงกับให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เท่ากับกลุ่มท้อนเงินก็มี (ประมาณร้อยละ 2 – 3 กีบ ต่อเดือน)
สิ่งที่กลายเป็นจุดเด่นของขบวนการกลุ่มท้อนเงินในเวลานี้ ก็คือ การจัดสวัสดิการให้กับสมาชิกตั้งแต่เกิดจนตาย ที่หลายคนแทบไม่เชื่อว่าตนเองจะมีโอกาสได้รับสวัสดิการในชีวิต ซึ่งสิ่งที่กลุ่มต่างๆจัดให้กับสมาชิกนั้น ได้กลายเป็นแรงดึงดูดให้คนในหมู่บ้านได้หันมาสมัครเป็นสมาชิกมากขึ้น แม้ว่าเงินปันผล จะเป็นเครื่องดึงดูดใจในระยะแรกๆของการจัดตั้งกลุ่ม แต่การจัดปรับยอดเงินปันผลลดลง และกลุ่มต่างๆ ได้มาเพิ่มในส่วนที่เป็นสวัสดิการนั้น นับเป็นสิ่งที่เป็นมนต์เสน่ห์ของกลุ่มท้อนเงินอย่างมาก ซึ่งก็นับว่าเป็นผลมาจาก การได้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนบ้าน เช่นประเทศไทย เวียดนาม กัมพูชา โดยเฉพาะจากการมาศึกษาในประเทศไทยนั้น กลุ่มท้อนเงินได้รับแนวคิดมากที่สุดจากลุงอัมพร ด้วงปาน แห่งตำบลคลองเปี๊ยะ และจากพระอาจารย์สุบิน ปณิโต และพระอาจารย์มนัส ขันติธัมโม จากขบวนกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ภาคตะวันออก
ด้วยความที่กลุ่มท้อนเงิน มีบทบาทสูง จึงสร้างให้ผู้หญิงหรือแม่หญิง ได้รับการยอมรับในระดับสูง ทำให้คนที่แม้จบการศึกษาขั้นประถม ก็รู้สึกมั่นใจในตนเอง ที่สามารถบริหารเงินทุนหลายร้อย หลายพันล้านกีบ และได้แสดงออกด้วยการบรรยาย แลกเปลี่ยน และถ่ายทอดแนวคิดต่อสาธารณะอย่างมั่นใจ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางนโยบายของศูนย์กลางสหพันธ์แม่หญิงลาว ที่ต้องการจะเห็นความเท่าเทียมกันระหว่างหญิง ชาย ในประเทศ สปป.ลาว และให้แม่หญิงเข้ามามีบทบาททางการเมือง การปกครองให้เพิ่มมากขึ้น ในระยะต่อไป
สิ่งที่ได้เห็นเป็นปรากฏการณ์ใหม่ๆ อีกประการหนึ่ง คือ ขบวนการกลุ่มท้อนเงิน ได้ผันขยายกิจกรรมตนเอง จากเรื่องการกู้ยืม และทำสวัสดิการ มาสู่การริเริ่มสร้างสรรค์อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีหลายหมู่บ้านที่มีการดำเนินการปลูกป่าเสริม ทำการบวชป่า อนุรักษ์วังปลา ทำเกษตรอินทรีย์ เป็นต้น โดยเฉพาะเมืองสังทองนั้น ได้ชื่อว่า เป็นหมู่บ้านที่ปลูกข้าวปลอดสารพิษ ส่งต่างประเทศ และจะเป็นแหล่งปลูกข้าวที่ไว้ใช้ต้อนรับนักกีฬาและนักท่องเที่ยว ที่จะเข้าร่วมงานแข่งขันกีฬาอาเซี่ยนเกมส์ ที่ สปป.ลาว ในปีหน้าที่จะถึงนี้
การที่ขบวนการกลุ่มท้อนเงิน ขยายงานของตนเองได้อย่างมั่นคงนั้น สิ่งสำคัญเกิดจากการสร้างเครือข่ายระดับเขต (ตำบล) และระดับเมือง ที่มีคณะกรรมการ ที่มาจากกรรมการระดับบ้าน ทำหน้าที่ประชุมหารือ ติดตาม รายงานสถานการณ์กลุ่ม ลงพื้นที่แก้ไขปัญหาข้อยุ่งยาก และซักซวนให้กลุ่มต่างๆ เข้ามาร่วมกันจัดตั้งกองทุนระดับเขตและจัดทำสวัสดิการระดับเขต หรือระดับเมือง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มในพื้นที่ ซึ่งการสร้างเครือข่ายทุกระดับนั้น สัมพันธ์ไปกับโครงสร้างอำนาจรัฐที่มี แต่สามารถทำงานกันเองได้อย่างอิสระ
วันนี้กลุ่มท้อนเงินก้าวหน้าไปมาก จนผมตามแทบไม่ทันกับแนวคิดของชาวบ้าน ที่ผันขยายไปมาก จนอาจเกิดปัญหากระทบกับภาคสถาบันการเงินบ้าง แต่คิดว่า นั่นคงไม่เป็นอุปสรรคให้ขบวนกลุ่มท้อนเงินติดขัดแต่อย่างได ผมกับคิดว่ามีแต่จะสร้างให้กลุ่มได้คิดค้นและทบทวนตัวเองมากขึ้น ภาครัฐจะหันมาให้ความสนใจมากขึ้น ยอมรับมากขึ้น และอาจนำไปสู่การกำหนดนโยบายเพื่อการรับรองสถานภาพ เพื่อการสร้างระบบทุนภายในของประเทศที่แข็งแกร่งในอนาคต อาจดีกว่าหลายๆประเทศที่คิดว่าตนเองเก่งอยู่ตอนนี้ด้วยซ้ำ เพราะเอาเข้าจริง คงเป็นได้แค่อาจารย์กู้ ก็เท่านั้น
ประยงค์ ครับ