กว่า....จะมาเป็นคลินิกกฎหมายชาวบ้านฯแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่

“กว่า....จะมาเป็นคลินิกกฎหมายชาวบ้าน (ด้านสถานะและสิทธิบุคคล)            

 อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่”

                                                                                                วรรณทนี รุ่งเรืองสภากุล[1]

 

เคยคิดมาหลายครั้งแล้วว่าจะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับการเกิดคลินิกกฎหมายชาวบ้าน (ด้านสถานะและสิทธิบุคคล) ก่อนที่ความทรงจำในรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆจะเลือนลางไปพร้อมกับกาลเวลา และในท้ายที่สุดก็ได้ตัดสินใจที่จะเขียนเรื่องราวคลินิกแห่งนี้ขึ้นมาในมุมของคนๆหนึ่งที่ได้สัมผัสกับสถานที่และการทำงานในที่แห่งนี้

หลายๆคนคงได้ยินคดีแม่อาย ซึ่งเป็นคดีที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ได้มีคำสั่งจำหน่ายชื่อของชาวบ้านอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ออกจากทะเบียนราษฎร (ทร.๑๔) จำนวน ๑,๒๔๓ คน ซึ่งภายหลังปรากฏว่า คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งทางปกครองดังกล่าวในที่สุด อันเป็นผลให้ทางอำเภอแม่อายต้องนำชื่อของชาวบ้านทั้งหมดกลับเข้าสู่ทะเบียนราษฎร (ทร.๑๔)

ความเดือดร้อนด้านสถานะบุคคลของชาวบ้านน่าจะสิ้นสุดลง ถ้าหากผู้เขียนจะไม่ได้รับข้อเท็จจริงผ่านการบอกเล่าของพี่บุญ พงษ์มา พี่ไสแดง แก้วธรรมว่ายังมีชาวบ้านแม่อายจำนวนหนึ่งที่ชื่อยังไม่กลับคืนสู่ทะเบียนราษฎรในสถานะคนสัญชาติไทย (ทร.๑๔) นอกจากนี้ยังมีบุตรหลานของชาวบ้านแม่อายที่ถูกจำหน่ายชื่อออกจากทะเบียนราษฎร (ทร.๑๔)จำนวนหนึ่งกลับไม่ได้รับการเพิ่มชื่อในสถานะคนสัญชาติไทยตามบิดามารดาของตน อันเป็นผลให้บุตรของชาวบ้านดังกล่าวต้องเสียสิทธิที่จะได้รับการรักษาพยาบาลเพราะไม่มีบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า ข้อเท็จจริงเหล่านี้ได้ปรากฏชัดมากขึ้นหลังจากที่ได้มีการจัดโครงการตลาดนัดสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม พ.ศ.๒๕๔๙ ณ โรงเรียนบ้านท่ามะแกง ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้การสนับสนุนขององค์การยูนิเซฟประจำประเทศไทย (unicef)

ด้วยเหตุที่พี่บุญและพี่ไสแดงซึ่งเป็นอตีตชาวบ้านแม่อายไร้สัญชาติเพราะการถูกจำหน่ายชื่อออกทะเบียนราษฎร (ทร.๑๔)และเป็นหนึ่งในแกนนำของชาวบ้านในการเรียกร้องความไม่เป็นธรรมดังกล่าว จึงทำให้ชาวบ้านที่ยังคงเดือดร้อนอยู่มาหาพี่บุญ พี่ไสแดงเพื่อขอความช่วยเหลือเสมอ และด้วยเหตุผลกลใดไม่อาจทราบได้ พี่บุญกับพี่ไสแดงก็จะต้องพาชาวบ้านที่เดือดร้อนดังกล่าวมาหาผู้เขียนและอาจารย์สิทธิพรที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ บางครั้งถ้ารศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร มาสอนพิเศษให้กับนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพก็จะมีชาวบ้านดังกล่าวมาคอยขอคำปรึกษาด้วยเช่นกัน

จากการที่ได้รับฟังความเดือดร้อนของชาวบ้านที่นับวันมีจำนวนมากขึ้น ก็ทำให้ผู้เขียนกับอาจารย์สิทธิพรเริ่มคิดว่าจะต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว ถ้าจะช่วยเหลือชาวบ้านจะใช้วิธีแบบเดิมคือทำเป็นรายกรณีคงจะไม่ได้แล้ว การดำเนินการแก้ไขปัญหาให้ชาวบ้านคงต้องทำเป็นระบบและต่อเนื่อง ไม่เช่นนั้นปัญหานี้คงจะยืดเยื้ออีกนาน ในช่วงเวลานั้นก็เริ่มคิดว่าถ้าผู้เขียนกับอาจารย์เพชรลงไปช่วยชาวบ้านโดยตรงก็คงเป็นไปไม่ได้เพราะเรามีหน้าที่ต้องสอนหนังสือ ในระหว่างนั้นก็ปรึกษากับรศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทรในเรื่องการแก้ไขปัญหาที่เป็นระบบ และในท้ายที่สุดก็ตัดสินใจว่าคงจะต้องหาสถานที่ทำงานสักแห่งให้เป็นที่ทำงานที่เป็นหลักแหล่ง และต้องมีคนทำงานเพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง และคำถามที่ผุดขึ้นมาก็คือจะหาคนทำงานจากที่ไหน? จะใช้สถานที่ไหนเป็นศูนย์กลางการทำงาน? และจะหาเงินจากที่ไหนมาเป็นค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น?  

ในช่วงเวลานั้นก็คิดเลยว่า คนทำงานต้องเป็นคนในพื้นที่และคงต้องเป็นพี่บุญกับพี่ไสแดงนั่นแหละเพราะน่าจะทำหน้าที่ประสานงานระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับชาวบ้านที่เดือดร้อนในพื้นที่ได้ดีเพราะเป็นคนในพื้นที่ และเป็นคนที่ชาวบ้านมาขอความช่วยเหลือ รวมทั้งบุคคลทั้งสองก็มีใจพร้อมที่จะช่วยเหลือชาวบ้านอยู่แล้ว

ส่วนในเรื่องของสถานที่ที่จะใช้เป็นศูนย์กลางการทำงานและเป็นสถานที่ที่ให้ชาวบ้านมาพบนั้น ทางพี่บุญเสนอให้ใช้ โรงกระเทียมของบ้านพี่บุญก่อน

ส่วนในเรื่องค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นก็นึกถึงองค์การยูนิเซฟประจำประเทศไทย ก็เลยทำโครงการดังกล่าวเสนอองค์การยูนิเซฟประจำประเทศไทย (unicef)แต่ในระหว่างเขียนโครงการและเจรจาเพื่อขอทุน รวมทั้งฟังคำตอบจากองค์กรทุน ผู้เขียนกับอาจารย์สิทธิพรก็ตัดสินใจว่าคงต้องมีการเอาเงินส่วนหนึ่งมาเป็นค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านก่อน และถือโอกาสนี้ฝึกการทำงานให้กับพี่บุญ พี่ไสแดงไปก่อนที่จะรับทุนจากองค์การยูนิเซฟประจำประเทศไทย (unicef)

การทำงานของเราก็ค่อนข้างทุลักทุเลพอสมควร เพราะแทบจะเรียกว่าเริ่มนับจากศูนย์ โดยเฉพาะในส่วนอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำงาน เช่น คอมพิวเตอร์ กล้องถ่ายรูป ตู้เก็บเอกสารของชาวบ้าน เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีเลย ทำงานกันแบบลูกทุ่ง ต่อมาเราก็ได้รับบริจาคคอมพิวเตอร์จากอาจารย์จักรพันธุ์ อาจารย์สิทธิพร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ

ส่วนการสื่อสารความคืบหน้าของการทำงานก็ใช้โทรศัพท์ อินเตอร์เน็ท ไปรษณีย์ ทั้งนี้เพราะแม้ว่าเราจะอยู่ที่จังหวัดเดียวกัน คือ จังหวัดเชียงใหม่ แต่ระยะทางระหว่างคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพกับโรงกระเทียมของพี่บุญที่ใช้เป็นสำนักงานซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอแม่อายนั้นก็ใช้ระยะเวลาเดินทางไป-กลับก็ประมาณเกือบ ๖ ชั่วโมง ดังนั้น ในระหว่างรอการสนับสนุนงบประมาณจากองค์การยูนิเซฟประจำประเทศไทยเราต้องทำงานด้วยความอดทนโดยเฉพาะพี่บุญกับพี่ไสแดงที่ต้องให้เวลากับการทำงานมากขึ้น ในขณะที่ต้องเสียเวลาทำมาหากินไป ส่วนในเรื่องค่าตอบแทนเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันจากการขาดรายได้ที่ทำเป็นประจำก็ได้น้อยนิด แต่ทุกคนก็ทำงานด้วยความเข้าใจ ซึ่งในระหว่างนั้นก็มีพี่สุ ดวงใจซึ่งเป็นอดีตชาวบ้านไร้สัญชาติเพราะถูกจำหน่ายชื่อเข้ามาช่วยพี่บุญ พี่ไสแดงเป็นบางครั้งอีกแรงหนึ่ง

 เราใช้เวลาทำงานกว่า ๓ เดือนในโรงกระเทียมของพี่บุญ ก่อนที่จะมาอยู่บ้านเช่าซึ่งใช้เป็นที่ตั้งของคลินิกกฎหมายชาวบ้าน (ด้านสถานะและสิทธิบุคคล)ซึ่งเปิดเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๔๙ โดยการสนับสนุนขององค์การยูนิเซฟประจำประเทศไทย (unicef)

 หลังจากที่ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากองค์การยูนิเซฟประจำประเทศไทย (unicef)ผ่านคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ โดยมีรศ.ดร.พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร เป็นและผศ.ดร.เขตไท ลังการ์พินธุ์เป็นที่ปรึกษาโครงการ มีผู้เขียนเป็นผู้จัดการโครงการ มีอาจารย์สิทธิพร ภู่นริศ เป็นผู้ช่วยผู้จัดการโครงการ มีพี่บุญ พงษ์มา พี่ไสแดง แก้วธรรมเป็นทนายความตีนเปล่าประจำคลินิกกฎหมายชาวบ้าน (ซึ่งในปีที่สองได้มีพี่สุ ดวงใจ เข้ามาเป็นทนายความตีนเปล่าประจำคลินิกกฎหมายชาวบ้านอีกคน) และมีคุณชลฤทัย แก้วรุ่งเรือง เป็นผู้ประสานงานโครงการ (หลังจากคุณชลฤทัยเป็นอาจารย์ประจำอยู่ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพะเยาก็มีคุณบงกช นภาอัมพรมาเป็นผู้ประสานงานในปีที่สองแทน)เราก็ต้องมาจัดระบบการทำงานงานใหม่ทั้งในส่วนสำนักงานคลินิกกฎหมายชาวบ้าน และกระบวนการทำงานของคลินิกกฎหมายชาวบ้าน โดยเป้าหมายเร่งด่วนของเรา คือ การประสานงานและติดตามการให้ความช่วยเหลือด้านสถานะและสิทธิบุคคลให้กับเด็ก เยาวชน และชาวบ้านแม่อายตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด นอกจากนั้นก็ประสานงานและติดตามให้ความช่วยเหลือด้านสถานะและสิทธิบุคคลในกรณีเร่งด่วนให้กับคนไร้รัฐไร้สัญชาติอื่นๆที่มาขอความช่วยเหลือที่คลินิกกฎหมายชาวบ้าน

เราใช้เวลาทำงานเกือบ ๒ ปีเพื่อประสานงานและติดตามการให้ความช่วยเหลือด้านสถานะและสิทธิบุคคลให้กับเด็ก เยาวชน และชาวบ้านแม่อายที่เราพบตัวตน ซึ่งในขณะนี้ปัญหาของชาวบ้านกลุ่มนี้กำลังจะได้รับการแก้ไขเกือบหมดแล้ว แต่ในขณะเดียวกันในระหว่างการแก้ไขปัญหาให้กับชาวบ้านดังกล่าว ก็มีชาวบ้านที่เป็นคนไร้รัฐไร้สัญชาติอื่นๆที่มาร้องขอความช่วยเหลือเป็นจำนวนเกือบ ๒,๐๐๐ คน ดังนั้น ในช่วงปีที่สองของการทำงานเราจึงต้องมาคิดระบบการทำงานเพื่อช่วยเหลือบุคคลดังกล่าวใหม่ โดยเน้นการให้องค์ความรู้ในการแก้ไขปัญหาและวิธีการแก้ไขปัญหาที่ชอบด้วยกฎหมายให้กับคนไร้รัฐไร้สัญชาติเหล่านี้ และในขณะเดียวกันก็เพิ่มความรู้และทักษะการทำงานให้กับทนายความตีนเปล่าประจำคลินิกกฎหมายให้มีความเชี่ยวชาญเพื่อทำหน้าที่ดูแลคลินิกแห่งนี้ต่อไปเพื่อให้เป็นคลินิกของชาวบ้านจริงๆ ดังนั้น กระบวนการทำงานของคลินิกกฎหมายชาวบ้านในปีที่สองซึ่งเข้าสู่ปีที่สาม            นอกจากจะประสานงานและติดตามให้ความช่วยเหลือด้านสถานะและสิทธิบุคคลในกรณีเร่งด่วนให้กับคนไร้รัฐไร้สัญชาติอื่นๆที่มาขอความช่วยเหลือที่คลินิกกฎหมายชาวบ้านแล้ว กิจกรรมหนึ่งที่เราทำอยู่คือ การสร้างห้องเรียนให้กับคนไร้รัฐไร้สัญชาติที่เป็นเจ้าของปัญหาเพื่อนำความรู้ที่ได้รับไปแก้ไขปัญหาด้วยตนเองได้ซึ่งเราให้ความสำคัญกับกิจกรรมส่วนนี้มาก

วันนี้ “คลินิกกฎหมายชาวบ้าน (ด้านสถานะและสิทธิบุคคล)” ได้ก้าวผ่านช่วงกาลเวลาแห่งการทดสอบมาได้ ๒ ปีกว่าแล้ว ถ้าเปรียบเทียบกับมนุษย์ก็คงจะก้าวเดินได้แต่ก็คงยังเดินไม่แข็ง คงต้องมีผู้ใหญ่มาคอยประคองอยู่ข้างๆเพื่อให้การก้าวเดินของคลินิกเป็นไปอย่างมั่นคง และไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร การก้าวต่อไปจากนี้คงต้องอาศัยกำลังใจ ความร่วมแรงร่วมใจจากทุกภาคส่วนเพื่อให้คลินิกแห่งนี้เป็นของชาวบ้านอย่างแท้จริง

 

------------------------

 



[1] อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ และผู้จัดการคลินิกกฎหมายชาวบ้าน        (ด้านสถานะและสิทธิบุคคล) อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่.