ต่อไปนี่เป็นบันทึกที่ผมทำไว้สำหรับตัวเอง   นำมาแบ่งปันกัน

         วันที่ 10 พค. 49 เราออกเดินทางโดย TG 682  เวลา 8.25 น.   ใช้เวลาบิน 1.40 ชม. ก็ถึงฮานอย    ไกลกว่าบินไปหาดใหญ่นิดเดียว

         ผ่านตรวจคนเข้าเมืองและรับกระเป๋าลากออกมาก็ได้ชมชุดอ๋าวได๋อันงดงาม   และได้เห็นสิ่งที่ผลเรียกว่า “วัฒนธรรมดอกไม้”    เห็นหลายคนที่มารอรับผู้โดยสาร เตรียมช่อดอกไม้ต้อนรับ   ผมเดาว่า เวียดนามน่าจะรับวัฒนธรรมนี้มาจากฝรั่งเศส
 
         ไกด์กิตติมศักดิ์ของเราเป็นอาจารย์สอนเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยวิง ชื่ออาจารย์เยือง  เดิมเป็นทหารยศพันเอก พูดไทยชัดเหมือนคนไทย   เคยไปอยู่กับ ดร. นิติภูมิ นวรัตน์ ที่ ABAC 3 ปี   มีผู้ช่วยชื่อน้องหงส์ คือคนที่สวมชุดอ๋าวได๋    และมอบช่อดอกไม้แก่หัวหน้าคณะ คือ อ. ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ประธานคณะกรรมการนโยบายศูนย์คุณธรรม

                                   

น้องหงส์ กับ อ. เยืองนำช่อดอกไม้มาต้อนรับ มอบแก่หัวหน้าคณะคือ อ. ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม  จะมีการมอบช่อดอกไม้เช่นนี้ทุกครั้งที่ไปถึงโรงแรมหรือโรงเรียน-มหาวิทยาลัย

         เวียดนามเปิดประเทศ ปี 1986  คือเป็นเวลา 20 ปีมาแล้ว  หรือเปิดจริงๆ 16 ปี

         ภาษาเวียดนามทับศัพท์คำจีน 20%

         ธงชาติ สีแดงหมายถึงชาติ  ฆ้อนเคียวหมายถึงแรงงานและชาวนา   ดาวห้าแฉกหมายถึงห้าพลังที่ช่วยประเทศชาติ ได้แก่ วิชาความรู้  การค้า  การเกษตร  แรงงาน  และทหาร  
 
         รถบัสพาเราจากสนามบินเข้าเมืองผ่านทุ่งนาและสวนผัก ที่มีย่านอุตสาหกรรมและหมู่บ้านจัดสรรเกิดขึ้นใหม่    ข้ามสะพานข้ามแม่น้ำแดง ซึ่งภาษาเวียดนามเรียกว่าเซิงห่ง  (ไหลมาจากประเทศจีน เรียกว่าแม่น้ำฮวงโห)     ต่อมารถแล่นไปบนถนนซึ่งเป็นสันเขื่อนกั้นน้ำในแม่น้ำแดงไม่ให้ท่วมเมือง    บริเวณนี้เดิมเป็นสวนดอกไม้   เวลานี้กลายเป็นสวนผัก   ที่ดินในเมืองฮานอยแพงมาก    เขาขายเป็นตารางเมตร   บริเวณที่แพงมากราคาถึง 1 ล้านบาท ต่อตารางเมตร

             

  ภายในรถบัสที่เราจะใช้ตลอดเวลา 4 วัน    แม่น้ำแดง ถ่ายขณะรถบัสวิ่งข้ามสะพาน

         พอถึงฤดูกาลตรุษจีนคนจะนิยมประดับบ้านด้วยต้นท้อที่มีดอก   และต้นส้มจี๊ดที่มีทั้งลูกสุกสีทอง และลูกเขียวๆ   เพื่อแสดงถึงการสืบทอดต่อเนื่อง
 
         หลังคาบ้านที่มียอดแหลมเป็นร้านค้า    มีความหมายว่าขอให้รวยทะลุฟ้า

         วันนี้อากาศร้อนมาก    แต่เดือนที่ร้อนที่สุดคือเดือน กค. - สค.
 
         กินอาหารเที่ยงที่ร้านอาหารมังกรผงาดฟ้า (Thang Long, หลง = มังกร, ถัง = พุ่งขึ้น)  อยู่บนถนนสันเขื่อน   อาหารคล้ายไทย  มีดนตรี ทรีโอ เครื่องดนตรีเวียดนาม   เขาเอาวีซีดีเพลง และของที่ระลึกมาขายด้วย    ราคาไม่แพง ต่อได้นิดหน่อย   ภัตตาคารนี้มีบริษัททัวร์พานักท่องเที่ยวมากินมาก    เราพบคณะนักท่องเที่ยวไทยทั้งสองครั้งที่มากิน   คณะเราจะมากินอีกครั้งหนึ่งตอนเย็นวันที่ 11 พค.   อาหารอร่อย ถูกปากคนไทย

         เนื่องจากมีเวลา    เราจึงได้เข้าพักโรงแรม และอาบน้ำแก้ร้อนก่อน   ขื่อโรงแรมถังลอย (Thang Loi)  เป็นโรงแรมสี่ดาว   อยู่ริมทะเลสาบตะวันตก (โห่เตย)   เราพักเดี่ยวที่ห้อง 350 อยู่ชั้น 3 หรือชั้นบนสุด  จะพักที่นี่ 2 คืน   น้ำในทะเลสาบสกปรก มีปลาตาย    แต่ก็มีคนท้องถิ่นลงไปอาบน้ำกัน
  
         อ. เยืองแนะนำว่าในเวียดนามมีความปลอดภัยสูงมาก    เด็กเวียดนามรุ่นใหม่ไม่รู้จักว่าการข่มขืนคืออะไร    แต่เวลาไปไหนก็ต้องระมัดระวังของมีค่า  

รร. ประถมอานเยิง (An Duong)
         โรงเรียนในเวียดนามเปิดเรียนวันที่ 5 กันยายนของทุกปี    และปิดเทอมกลางเดือนพฤษภาคม    ดังนั้นการที่ รร. อานเยิงต้องต้อนรับเราเขาจึงต้องเลื่อนสอบ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก   การสอบของ รร. ในเวียดนามต้องมีตำรวจมาควบคุมป้องกันพวกทุจริตมาช่วยเหลือเด็ก

        

           ทางเข้าโรงเรียนประถมอานเยือง            บริเวณโรงเรียน

         โรงเรียนอยู่ห่างโรงแรมแค่ กม. เศษ   รถไปส่งปากทาง แล้วเดินเข้าไปประมาณครึ่งกิโล   ผ่านถนนแคบๆ และไม่สะอาด   บ้านสองข้างทางดูจะเป็นย่านคนจน 

         โรงเรียนสอนชั้นประถมและมัธยม   เป็น รร. คุณภาพปานกลาง  อจ. ใหญ่ชื่อเตือง ที ทิง (ชื่อบอกว่าเป็นคนเชื้อสายจีน)    นักเรียนประถมอายุ 6 - 11 ขวบ

         เรียน 6 วัน หยุดวันอาทิตย์   เรียนครึ่งวัน   ตอนบ่ายเด็กกลับไปกินข้าวเที่ยงและช่วยงานบ้าน 

         คณะฯ ได้รับการต้อนรับในห้องประชุมเล็กๆ บนชั้นสอง   มีน้ำขวด ขนมต้อนรับ   ไม่ติดแอร์ มีพัดลมเพดาน 2 ตัว    อจ. ใหญ่กล่าวต้อนรับเป็นภาษาเวียดนาม   อจ. เยืองแปลเป็นไทย    คุณไพบูลย์กล่าวขอบคุณเป็นภาษาไทยโดยมี อจ. เยืองเป็นล่ามตลอดรายการ

         รร. นี้เปิดตั้งแต่ปี 1961 เดิมมี 10 ห้องเรียน   เวลานี้มี 40 ห้อง   ชั้นประถม1-5  มี 16 ห้องเรียน นักเรียน 600 คน   เป็น รร. ดีเด่น

    

        ลักษณะห้องเรียน ชั้น ป. 1              ห้องประชุมบรรยายสรุป

         ในฮานอย   50% ของ อจ. ได้เหรียญดีเด่น จาก กระทรวงศึกษาธิการ   อจ. ดีเด่นต้องทำงานไม่น้อยกว่า 20 ปี เป็น อจ. ดีเด่นตลอด จึงจะได้เป็น อจ. ดีเด่นของกระทรวงศึกษาธิการ      มีการเตรียมผู้บริหารไว้สืบทอด
 
         ปี 1972  บริเวณนี้โดนระเบิด จากเครื่องบิน บี 52  รร. นี้ราบหมด   รร. ชะงัก   สร้างใหม่ปี 1985  รร. อยู่ด้านในของเขื่อน  แต่ละปีน้ำท่วมสูง  1.5 เมตร   ช่วงน้ำท่วมเป็นช่วงปิดเทอม   แต่การเรียนการสอนอยู่แนวหน้าฮานอย    อจ 60% สอนเก่ง   นร 70% เก่ง   ป. 1-2 คัดตัวหนังสือ ประกวดชนะ

                                     

  กระดานดำคุณภาพสูง  ขวามือคีออุดมการณ์ 5 ประการของลุงโฮ ติดอยู่ทุกห้องเรียน
  
         ด้านกีฬา เก่งด้านว่ายน้ำ  เทควนโด  ในระดับฮานอย 

         มีวิธีการสอนที่ดี    หลักการคือ ผู้บริหารรู้จุดแข็ง จุดอ่อนของครูแต่ละคน   สามัคคี   เอาจุดดีถ่ายทอดกัน   มีแผนพัฒนา อจ. ยื่นต่อศึกษาตอนตันปี    ผอ. และ รองฯ ไปดูชั้นเรียนเป็นประจำ   สุดสัปดาห์ ครูมาสรุปการเรียนร่วมกัน   อจ. ที่สอนดีได้รับชมเชยทันที หรือถ้ามีปัญหาก็แก้ไขทันที    มีการประสานงานกับผู้ปกครอง    ชุมชนมีกลุ่มพัฒนาการศึกษา ในระดับเขต อำเภอ    โรงเรียนขอความร่วมมือจากกลุ่มฯ ได้   ครูดูแลนักเรียนเหมือนลูก ช่วยแก้ไขปัญหา
  
         ครูได้รับรางวัลจาก รร.  และจากกลุ่มผู้ปกครองด้วย เน้นการยกย่อง ไม่ใช่รางวัลสิ่งของราคาแพง  ครูเป็นคนรักการสอน   และเรียนรู้ จากครูที่รู้ดีกว่า
 
         นักเรียนเน้นเรียนคุณธรรมก่อนเรียนวิชา    (ทำให้ผมนึกถึงคำ “แดงก่อนเชี่ยวชาญ”  ซึ่งเป็นคำสอนของเหมาเจ๋อตง ที่แพร่หลายในสมัย 30 ปีก่อน)  

วิชารักประเทศชาติ ประชาชน ต้องเรียนคุณธรรม ๕ อย่าง ตามคำสอนของโฮชิมินห์ ได้แก่
   1.   รักชาติ รักประชาชน
   2.   เรียนดี ทำงานดี  
   3.   สามัคคี มีวินัย  
   4.   รักษาอนามัย 
   5.   ถ่อมตน ซื่อสัตย์ กล้าหาญ

                                     

                       อุดมการณ์ 5 ประการของลุงโฮ ติดอยู่ทุกห้องเรียน

                                  

                                     ยุวชนโบว์แดงมีมาแต่สมัยลุงโฮ

         ได้ผลหรือไม่ ดูความประพฤติ  จิตใจ  แล้วให้คะแนน   นักเรียนประถมเพิ่งโต คุณธรรมไม่ดีไม่มี

         ถามว่า ขาดครูไหม   คำตอบคือ ไม่   เพราะเรียนวิทยาลัยครูไม่เสียค่าเล่าเรียน    และอาชีพครูเป็นอาชีพที่สังคมยกย่องเป็นที่สอง รองจากทหาร

         จุดเด่นด้านการเรียนการสอนของ รร. นี้  ดูว่า นร. แต่ละคน เรียนทันไหม   คนไหนเรียนไม่ทันต้องสอนเพิ่ม   ในชั้นเรียน 1 ชม. บางคนต้องเรียน 2 ชม.  หรือ 3 ชม. ก็มี

         วิธีสอนคุณธรรม ๕ ข้อ  สอนแทรกในวรรณคดี วัฒนธรรม  พาไปชมสถานที่ และสอนให้รักชาคิ   มีสมาคมส่งเสริมการเรียนและวัฒนธรรม ระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และระดับโรงเรียน โดยผู้ปกครอง ตั้งขึ้นมา   ดูแล นร. เรียนดี แต่บ้านยากจน  หรือพ่อแม่เสียชีวิตในสงคราม

                               

                    สมุดบันทึกคุณธรรมจริยธรรมของนักเรียนในชั้น 

         รร. นี้ผู้สมาคมปกครองช่วยเด็กยากจน ส่งเสริมครูสอนเก่ง ให้รางวัล   เขาทำกันเอง ไม่เกี่ยวกับ รร.    มีกลุ่มดูแลความประพฤติ นร. นอกเวลาเรียน 

         องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่ดูแล รร.   แต่เงินเดือนครูมาจากรัฐ    ฟังแล้วผมนึกถึง “ทฤษฎี 2 ขา” คือขาอำนาจ  กับขาคุณค่า ต้องเดินคู่กัน ร่วมมือกัน

         ครูก็เหมือนข้าราชการทั่วไป 2 ปี เงินเดือนขึ้น 1 ขั้น    เงินเดือนของครูค่อนข้างต่ำ  สูงอันดับ 2 รองจากทหาร   เท่าแพทย์   ครูเป็นอาชีพที่คนนับถือที่สุด   มากกว่าแพทย์   วันที่ 20 พค. ของทุกปีเป็นวันไหว้ครู เด็กนักเรียนและพ่อแม่เอาดอกไม้ไปไหว้ครู  พ่อแม่เอาเงินใส่ซองให้ครู คนละ 1 – 2 แสนดอง (400 ดอง = 1 บาท)   เงินเดือนครูประมาณ 2 ล้านดอง (5,000 บาท)

         หลังจากนั้นไปดูการเรียนการสอนที่ห้องเรียน   ลักษณะของแบบเรียนที่ใช้น่าจะจัดเป็น brain-based learning   มีร่างรูปเป็นบางส่วนให้เด็กหัดวาดเติมและระบายสี พร้อมกับเรียนสาระหรือความหมายของหนังสือไปในตัว   ครูถามและชี้ตัวให้เด็กตอบโดยเปิดหนังสือได้    และมีการตั้งคำถามโดยครู (เดาว่าเพื่อตรวจสอบว่าเด็กเข้าใจไหม) ให้เด็กยกมือ (ซึ่งเด็กแย่งกันยกมือ) แล้วครูบอกชื่อคนที่ครูเลือกให้เป็นผู้ตอบ   ในชั้น ป. 3 สอนเรขาคณิต เรื่องเส้นรอบวง กับพื้นที่   สมาชิดคณะดูงานที่เป็นครูบอกว่าสอนวิชาที่ยากกว่า ป. 3 ไทยมาก   และมีวิธีการสอนที่ดี    มีคนติดใจกระดานดำ (ที่จริงสีเขียว) ทำด้วยโลหะ เขียนลื่น และเอาแผ่นแม่เหล็กติดรูปให้เด็กดูได้   เขียนด้วยชอล์ก   ครูลายมือสวยและเป็นระเบียบ   ที่ชั้น ป. 4 ช่วงหนึ่งครูให้เด็กผลัดกันมาร้องเพลง    พอร้องเสร็จก็ให้ชี้ตัวว่าจะให้ใครมาร้องต่อ สนุกสนานเฮฮากันมาก    พอถึงเด็กผู้ชายคนหนึ่งร้องเสร็จก็ชี้ครู ครูก็ร้องเพลง   ตอนหลังเด็กชี้คุณมนตรี ศิริธรรมปิติ ช่างภาพของบริษัทจินตนาการ    คุณมนตรีร้องเพลงช้าง ช้าง ช้าง น้องเคยเห็นช้างหรือเปล่า และสอนให้เด็กร้องตาม   เราสรุปกันว่าครูรู้จักเด็ก   คุมเด็กให้อยู่ในระเบียบวินัยโดยใช้ไม้ที่ไม่ใช่ไม้เรียว แต่เป็นท่อนไม้ที่ครูเคาะโต๊ะเพื่อเรียกความสนใจ และบอกการจบตอนของการเรียน   แต่พอเวลาเล่น ครูก็เล่นกับเด็ก แต่เป็นการเล่นอยู้ภายในขอบเขตของการเรียนฝึกแสดงออก และเรียนวิชาศิลปะ  

                                 

คุณธีรพล  คุณทรงพล  คุณมนตรี  และคุณวรางคณา กำลังชิมวัฒนธรรมเก้าอี้เตี้ยเบียร์ฮานอย 

ระหว่างดูชั้นเรียนฝนตก

        ดูชั้นเรียนประมาณ 1 ชม.  แล้วกลับไปที่ห้องประชุม ไปซักถามต่อ 
        เริ่มเรียนภาษาที่ 2  ชั้น ป. 3   การเรียนมี 2 เทอม
        การตรวจสอบ หรือสอบเองภายในโรงเรียน เทอมละครั้ง   การสอบภายนอกโดยศึกษาธิการ ปีละครั้ง
        รร. ในชนบท  นร. เก่งที่สุดอยู่ภาคกลาง 
        เด็กเก่งพิเศษ คัดเลือกไปสอนพิเศษ
        นักเรียนมัธยม  วัยรุ่น  เน้นแนวทางให้เด็กปฏิบัติ 
        นักเรียนที่มีปัญหาครอบครัว  เขตปกครอง จะเข้าไปช่วยดูแล  
        ครูที่ลงโทษเด็กรุนแรงเกินไปจะถูกไล่ออก   ผอ. เรียกครูมาคุยอยู่เสมอ ช่วยให้คำแนะนำ หรือตักเตือน
        นร. ผ้าพันคอแดงเป็นสมาชิกอนุชน   ให้แก่ นร. ป. 3 ที่เรียนดี ประพฤติดี   ได้รับในวันสำคัญ  เช่นวันชาติ วันเกิดประธานาธิบดี  
        เริ่มใช้ปากกาหมึกซึม ป. 1  เทอม 2   รร. ซื้อให้   
        ส่วนใหญ่นับถือพุทธ แต่ไม่มีพิธีกรรม  
        การประเมินผลครูเน้นคุณธรรมมากกว่าความสามารถ   ปฏิบัติตาม ๕ คำสอน ของลุงโฮ   ต้องทั้งคุณธรรมดีและสอนดี
        ความสุขในชั้นเรียน  นร. ป, 1 ได้รับการต้อนรับจากเด็กเก่าอย่างดี   โรงเรียนเป็นเสมือนบ้านที่ 2   ครูเสมือนแม่  เหมือนไปบ้าน   พี่น้องกัน  ครอบครัวเดียวกัน   
        ศึกษาธิการอำเภอขอคำแนะนำ   ข้อสมควรแก้ไขปรับปรุง 
        ที่โรงเรียนนี้ไม่มีครูชาย   ครูชั้นประถมเป็นชายประมาณ 2%   ครูชั้นมัธยมมีผู้ชาย
        ถามเรื่องการเรียนคอมพิวเตอร์   เป็นวิชาเลือก เริ่ม ม. ต้น
        ศึกษาธิการจังหวัด ดูแลระดับ ม. ปลาย    ส่วนศึกษาธิการอำเภอดูแล ม. ต้นลงมา
        รร. นี้ถือว่าคุณภาพระดับปานกลาง 
        รายได้ครูน้อยกว่ารายจ่าย   แต่รัฐบาลช่วยหลายด้าน   คนเวียดนามมีน้อยใช้น้อย ไม่มีไม่ใช้ ไม่กู้ 
        1 ปีเด็กสอบเข้ามหาวิทยาลัย 1 ล้านคน  เข้าได้ 20%  ดร. นิติภูมิจะมาเปิดมหาวิทยาลัยที่นี่
        ช่วงปิดเทอมครูเข้ารับการอบรม 1 เดือน
        ค่าเล่าเรียน  ชั้นประถมไม่เสีย  ไม่ต้องเสียค่าอะไรเลย    ชั้นมัธยมค่าเล่าเรียน 60 บาท/เดือน

         กล่าวขอบคุณ มอบของขวัญ ถ่ายรูปร่วมกัน   แล้วกลับโรงแรม  อาบน้ำพักผ่อน เพราะอากาศร้อนมาก    แล้วไปกินอาหารเย็นที่ร้าน Minh Anh ในเมือง   ได้เห็นว่าฮานอยยังด้อยด้านความสะอาด ยังเป็นรองกรุงเทพอยู่มาก
         หลังจากนั้นไปเดินดูของและบรรยากาศแถวถนน 36 สาย บริเวณทะเลคืนดาบ    แล้วกลับโรงแรม

                                     

                                         ถ่ายรูปหมู่ที่โรงเรียนอานเยือง

สวมแว่นส่องวิธีปลูกฝังคุณธรรมเด็กเวียดนาม  :  (1)

วิจารณ์ พานิช
๑๕ พค. ๔๙