จุด สำคัญในการดูแลรักษาป่าพรุ จึงอยู่ที่ดูแลไม่ให้น้ำที่ขังอยู่ไหลลงสู่ทะเลจนแห้งขอด การดูแลความหนาของซากวัตถุอินทรีย์ให้คงหนาอยู่ตามธรรมชาติเพื่อลดโอกาสของ การทำปฏิกิริยาระหว่างสารไพไรท์กับออกซิเจนซึ่งจะทำให้ดินเปรี้ยวและน้ำกลาย เป็นกรดมากขึ้น และการไม่ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างใดๆลงไปขวางกั้นทิศทางไหลของน้ำ หรือทำให้ระบบน้ำไหลขึ้นไหลลงเสียไป

เมื่อพาเพื่อนที่มาจากกรุงเทพฯไปเที่ยวท่าปอม แล้วเอ่ยคำว่า "ป่าพรุ" เพื่อนเขาก็ถามกลับมาว่า "ป่าพรุ" คืออะไร ฟังคำถามแล้วฉันงง

ความงงเกิดตรงที่คิดว่าตัวเองรู้ แล้วเชื่อไปว่าเพื่อนก็รู้ พอเพื่อนบอกว่าไม่รู้ มันเลยงง งงแล้วก็อึ้งไปเป็นครู่ แล้วก็ขำที่ตัวเองนี้โง่จริงๆ ที่ไปเข้าใจว่า เมื่อตัวเองคุ้นเคยกับอะไรแล้ว คนอื่นเขาจะคุ้นเคยเหมือนเรา

ไหนๆก็นำเรื่องตำนานท่าปอมมาเขียนไว้แล้ว ก็ขอนำเรื่องราว "ความเป็น" ของท่าปอมมาเล่าต่อไว้ตามที่มีข้อมูลอยู่ละกัน ถือซะว่านำมายั่วชวนให้ฝันถึงกระบี่แล้วกันนะค่ะ

เชื่อว่ามีหลายคนยังไม่รู้จักป่าพรุเช่นกัน จึงขอชวนมาทำความรู้จักกับป่าพรุกันก่อนเลย สำหรับอาม่า อาอี๊ อาแป๊ะ อาตี๋ทั้งหลายที่มีความรู้เรื่องดิน หากว่าจะมีเมตตาช่วยเพิ่มเติมความรู้ให้ผู้รู้น้อยกว่าถือเป็นกุศลยิ่งค่ะ คนที่ 60 ยังแจ๋ว เจ็ดสิบยังแจ๋วแล้วยิ่งดีใหญ่ กุศลจะช่วยหนุนให้ยิ่งสวยวันสวยคืน สาววันสาวคืนนะค่ะ

ป่าพรุนั้นจัดเป็นป่าเขตร้อนเช่นเดียวกับป่าดงดิบ ไม้ที่ขึ้นในป่าพรุจะไม่ผลัดใบ ความต่างของป่าชนิดนี้กับป่าอื่นๆอยู่ที่ลักษณะของดินและองค์ประกอบของป่า

ลักษณะเด่นของป่าพรุอยู่ที่การพัฒนาและความหลากหลายที่ปรากฎให้เห็น ความเป็นที่ลุ่มน้ำขัง อยู่ใกล้ชายฝั่ง อากาศมีความชื้นสูง อุณหภูมิเฉลี่ยค่อนข้างสูง ฝนชุกเกือบตลอดปี พบได้ทั้งในพื้นที่ที่เป็นหุบเขาสูงและริมชายฝั่งทะเล

องค์ประกอบเด่นอยู่ตรงที่ลักษณะของดินที่มีหน้าดินเป็นดินอินทรีย์ น้ำหนักเบา อุ้มน้ำง่าย ปิดดินชั้นล่างที่เป็นดินเลนที่มีสารประกอบกำมะถันอยู่ในปริมาณสูงเอาไว้ (สารประกอบกำมะถันเกิดจากไพไรท์ (FeS2) ที่มีอยู่ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ) ความหนาของหน้าดินเป็นได้ตั้งแต่ 0.5 เมตรจนถึง 5 เมตร มีน้ำแช่ขังเหนือหน้าดินเป็นสีชาดำเย็น น้ำนี้ไม่ใช่น้ำนิ่ง มีการไหลเอื่อยๆช้าๆตลอดปี ความเป็นกรดอ่อนของน้ำ (pH 4.5-6.0) ทำให้นำมาใช้เป็นน้ำบริโภคได้ พันธุ์ไม้ที่มีอยู่มีระบบรากที่พัฒนาขึ้นเฉพาะเพื่อให้ต้นไม้อยู่รอดได้

ความเป็นกรดอ่อนของน้ำเกิดจากสารประกอบกำมะถันเป็นหลัก มีกรดอื่นอยู่ด้วย เช่น กรดแทนนิค กรดลิกนิน แต่มีผลต่อความเป็นกรดน้อย

การที่ป่าพรุมีน้ำแช่ขังไว้ตลอดปีนั้นเป็นการจัดสมดุลที่ธรรมชาติสร้างไว้ ด้วยในชั้นดินนอกจากจะี่มีสารประกอบกำมะถันแล้ว ยังมีก๊าซมีเธนด้วย (เกิดจากการบูดเน่าของซากอินทรีย์วัตถุที่ทับถมกันอยู่) เมื่อไรที่ดินแห้ง ดินก็จะเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี และก๊าซมีเธนเป็นตัวช่วยให้ติดไฟง่าย ดินแห้งยังทำให้ดินเปรี้ยวยิ่งขึ้นด้วย

การทับถมของซากอินทรียวัตถุเกิดจากความเป็นกรดทำให้แบคทีเรียทำงานย่อยสลายซากได้ไม่ดี น้ำบริเวณป่าพรุมีทั้งน้ำไหลเือื่่อยช้ามากๆและไหลแรงเป็นกลไกที่ธรรมชาติ เข้ามาช่วยจัดการบรรเทาความเป็นกรดของน้ำ โดยการชะล้างเอาซากอินทรีย์วัตถุออกไปตามสมควรเพื่อให้แบคทีเรียย่อยสลายซากอินทรียวัตถุได้

จุดสำคัญในการดูแลรักษาป่าพรุ จึงอยู่ที่ดูแลไม่ให้น้ำที่ขังอยู่ไหลลงสู่ทะเลจนแห้งขอด การดูแลความหนาของซากวัตถุอินทรีย์ให้คงหนาอยู่ตามธรรมชาติเพื่อลดโอกาสของการทำปฏิกิริยาระหว่างสารไพไรท์กับออกซิเจนซึ่งจะทำให้ดินเปรี้ยวและน้ำกลายเป็นกรดมากขึ้น และการไม่ก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างใดๆลงไปขวางกั้นทิศทางไหลของน้ำ หรือทำให้ระบบน้ำไหลขึ้นไหลลงเสียไป

การกระทำอย่างในภาพที่เห็นนี้ เป็นสิ่งที่ไม่พึงกระทำเป็นอย่างยิ่ง ด้วยจะเกิดผลเสียอย่างที่เล่าไว้ข้างบน

27 มิถุนายน 2552