มีผู้หญิงสาวคนหนึ่งชื่อ นุ อยู่กับแม่ซึ่งเป็นแม่หม้ายมาหลายปี เนื่องจากสามีได้เสียชีวิตไปเพราะอุบัติเหตุรถยนต์ เนื่องในเทศกาลสงกรานต์เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งขณะนั้น นุ คนนี้มีอายุเพียง 8 ขวบ และใน 10 ปีที่ผ่านมา แม่ต้องทนลำบากทำทุกอย่างทั้งรับจ้าง ซักรีด ทำความสะอาดบ้านหรือเก็บของเก่าขาย เพื่อให้ได้เงินที่จะส่งเสียลูกสาวของตนเพียงคนเดียวคนนี้ให้ได้ศึกษา มีชีวิตที่เทียบเทียมคนอื่นๆ จนขนาดนี้ลูกของตนคนนี้ได้เรียนอยู่ชั้น ปวส.1 ของสถาบันอาชีวะที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง และ นุ ลูกสาวของแม่คนนี้เองเริ่มมีคนรัก เริ่มกลับบ้านไม่ตรงเวลา สิ่งที่ได้เคยช่วยแม่ในการทำงานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ล้างจาน ถูบ้าน ช่วยแม่ซักผ้า รีดผ้าบ้าง ก็เริ่มไม่มีเวลาซึ่งแม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะคิดว่าลูกคงจะเรียนหนัก และก็ได้แต่ตักเตือนในการคบเพื่อนและดูแลสุขภาพ
จนกระทั่งวันหนึ่ง คนรักของนุ ซึ่งนุ กำลังหลงรักจนถึงขั้นมืดบอดได้กล่าวกับนุว่า “นุรักพี่จริงหรือ” “ถึงขนาดนี้แล้วพี่ยังไม่เชื่อนุอีกหรือว่านุรักพี่จริง” นุ ยืนยันด้วยเสียงหนักแน่น “แล้วพี่จะให้นุ พิสูจน์อย่างไรเล่า จึงจะพิสูจน์ว่านุรักพี่” นุถาม “นุทำไม่ได้หรอก อย่าดีกว่า” แฟนหนุ่มของนุพูดด้วยท่าทีเย้ยหยัน “พี่พูดมาสิ แล้วนุจะพิสูจน์ให้ดู” นุ ท้า “เอาละถ้าเช่นนั้น ถ้านุรักพี่จริงนุไปควักหัวใจของแม่นุมาให้พี่สิ” แฟนนุกล่าว “อึ้งไปเลยสิ พี่รู้นุทำไม่ได้หรอก ไม่เป็นไรพี่พูดเล่น” แฟนนุพูดแล้วหยุดสักพักและพูดต่อว่า “เห็นไหมละ แค่นี้ก็รู้แล้วว่านุไม่รักพี่จริง” แฟนหนุ่มพูดเชิงปรามาส “ไม่…..น้องจะพิสูจน์ให้พี่ดูว่านุรักพี่จริง” นุ พูดขึ้นหลังจากนิ่งไปสักพัก
และในคืนนั้นเอง ขณะที่นุนอนอยู่ข้างคุณแม่ นุนอนไม่หลับกระสับกระส่ายคิดถึงแต่คำเยาะเย้ยของแฟนหนุ่ม จึงได้ลุกขึ้นเดินเข้าไปในครัว และถือมีดปลายแหลมเล่มหนึ่งขึ้น เดินไปที่เตียงที่แม่กำลังนอนหลับอยู่ ทันใดนั้นจิตสำนึกชั่วดีและเสียงอันอ่อนหวานของแม่ก็แว่วขึ้น “ลูกตื่นได้แล้ว แม่เตรียมอาหารเช้าให้ลูกแล้วตื่นเดี๋ยวจะไปเรียนไม่ทัน” “ลูกห่มผ้าด้วยนะ อากาศหนาวเดี๋ยวจะเป็นหวัด”
“ลูกอย่าลืมคาดผ้าที่ปากด้วยนะขึ้นรถเมล์คนเยอะ ๆ เดี๋ยวจะติดหวัด 2009 เอา” เสียงห่วงใยของแม่จากความรักของแม่ยังคงก้องอยู่ในหูของนุ แต่แล้วอีกเสียงหนึ่งซึ่งเป็นเสียงแห่งความหลงก็ดังขึ้นเช่นกัน “เห็นไหมละ แค่นี้ก็รู้แล้วว่านุไม่รักพี่จริง” “เห็นไหมละ แค่นี้ก็รู้แล้วว่า นุ ไม่รักพี่จริง” และทันใดนั้นเองหญิงสาวผู้น่าสงสารก็ทนเสียงแห่งความหลงนั้นไม่ได้ ได้จ้วงแทงลงไปยังหน้าอกแม่ และควักเอาหัวใจ ดวงใจของแม่ออกมาและเมื่อถืออยู่ในมือด้วยความตกใจจึงถือดวงใจดวงนั้นวิ่งออกจากบ้านไปเพื่อจะนำเอาดวงใจของแม่ไปให้แฟนหนุ่ม แต่ด้วยความตื่นเต้นจึงได้ก้าวพลาดและหกล้มไป ดวงใจของแม่หล่นลงไป ขณะที่ควานหาอยู่นั้นมีเสียงหนึ่งที่อยู่ในความมืดในบริเวณดวงใจที่ชอกช้ำซึ่งตกอยู่ที่พื้นนั้น ดังขึ้นว่า “ลูกเป็นอย่างไรบ้าง เจ็บไหมลูก ค่อยๆ ลุกขึ้น” เสียงห่วงใยนั้น กล่าวขึ้น
เป็นไงครับ โหดร้ายเกินไปหรือไม่ ที่นำเอาเรื่องเปรียบเปรยนี้มาเล่าในวันแม่ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว มีหลายสิ่งที่เราทำลงไป ทั้งในอดีตและที่คิดจะทำ โหดร้ายกว่านี้อีกนะครับ บ่อยครั้งเราควักเอาหัวใจแม่ออกจากอกแม่สด ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า สักกี่ครั้งที่มันเป็นเช่นนั้น เรายอมละทิ้งโอกาสที่แม่ยื่นให้เพื่อให้เราได้เรียนหนังสือ มีอนาคต แต่นำเอาโอกาสเหล่านั้นไปเที่ยวเตร่กลางค่ำกลางคืน หัวราน้ำ กินเหล้าเมายา ก่อการทะเลาะ เรานำเอารถจักรยานยนต์ที่พ่อและแม่กู้เงินมาเพื่อให้เราเดินทางไปเรียนได้สะดวก ไปซิ่งแข่งตามถนนหนทางจนถูกจับ บางคนพิกลพิการกลายเป็นภาระที่พ่อแม่ต้องเลี้ยงดู ทั้ง ๆ ที่ควรจะบรรเทาความทุกข์ท่าน แต่เราสร้างความทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำอีก เรานำเงินที่พ่อแม่ให้เราไปเรียน ไปให้หนุ่มหรือสาวเพื่อให้เขาพึงพอใจ โดยไม่เคยคิดว่าเงินเหล่านั้นพ่อแม่กว่าจะได้มานั้นทุกข์และต้องใช้แรงกายแรงใจแค่ไหนจึงจะได้เงินนั้นมา หลายคนยอมเสียสาว ซึ่งเป็นดั่งดวงใจของแม่ที่เลี้ยงดูเรามา ไปสังเวยอย่างไร้ค่าเพียงเพราะเราหลงรักกับคนคนนั้นซึ่งเรารู้จักเพียงไม่กี่ครั้ง และในที่สุดบางรายต้องอุ้มท้องมาให้แม่เลี้ยงหรือบ้างก็ติดโรคร้าย และสุดท้ายความเป็นแม่ แม่ก็ต้องรักษาลูกและเห็นลูกตาย ต่อหน้าต่อตาด้วยโรคร้ายนั้น
หยุดเถอะ….หยุดย่ำยี และควักหัวใจแม่ กราบเท้าท่านและบอกท่านเถอะว่า เราจะไม่ทำให้ดวงใจแม่ที่มีแต่ให้ มีแต่ความรัก ห่วงใยเป็นดวงใจที่จริงใจ และบริสุทธิ์ที่สุดของลูก ต้องชอกช้ำ เสียใจ และจะทำทุกอย่างจากนี้ไปที่จะให้แม่ของลูกคนนี้ ชื่นชม มีความผาสุกและอยู่กับพวกเรา ตลอดไป นะครับ
ขอชื่นชม เราจะไม่ทำให้ดวงใจแม่ที่มีแต่ให้ มีแต่ความรัก ห่วงใยเป็นดวงใจที่จริงใจ และบริสุทธิ์ที่สุดของลูก ต้องชอกช้ำ