ในยุคระบบเศรษฐกิจใหม่ ทุกองค์กรอยู่ท่ามกลางเวทีการค้าเสรี ทรัพยากรมนุษย์จึงจำเป็นต้องถูกพัฒนาให้มีคุณภาพ เป็นทรัพยากรที่มีความรู้อันเป็นหัวใจพื้นฐานของการส้รางศักยภาพในการแข่งขันขององค์กร สถาบันอุดมศึกษาเป็นแห่งสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีความสามารถทางวิชาชีพขั้นสูง และยังดำรงอยู่เพื่อเป็นผู้ชี้นำทางสังคมทางปัญญา สถาบันอุดมศึกษาจึงจำเป็นอย่างยิ่งในการนำกระบวนการจัดการความรู้มาปรับใช้เพื่อการดำรงอยู่ของแม่พิมพ์ที่สามารถผลิตกลไกในการขับเคลื่อนประเทศให้มั่นคงและยั่งยืน
สาระแห่งระบบองค์ความรู้(Essences of knowledge management)
การพัฒนาระบบองค์ความรู้ได้แบ่งประเภทขององค์ความรู้เป็น 2 กลุ่ม
1. ความรู้เป็น(tacit knowledge) คือ ความรู้ที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ เป็นความรู้สึกนึกคิดหรือความชำนาญของแต่ละบุคคล ภาษาไทยใช้คำว่า"ภูมิปัญญา" จุดตรงนี้เป็นคุณค่าของความรู้ที่อยู่ในตัวบุคคลในด้านสถาบนอุดมศึกษาคือครูหรืออาจารย์(นักวิชาการ) บทบาทของพวกเขาทั้งหลายนั้นถือว่าเป็นแก่นของการถ่ายทอดความรู้สู่คน เป้าหมายเพื่อให้คนเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ข้อบ่งชี้ว่าการมีความสามารถในปัจจุบันทรัพยากรมนุษย์จะต้องมีคุณลักษณะที่สำคัญ เช่น ความรู้ทางสาขาวิชาชีพขั้นสูง ความสามารถทางการใช้ภาษาและทักษะภาษาสากล ความชำนาญในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ทักษะทางสังคม และที่สำคัญคือคุณธรรม ตรงนี้เป็นเป้าหมายหลักของสถาบันอุดมศึกษาไทยในการที่จะผลิตคนให้มีคุณลักษณะตามการเปลี่ยนบริบทของประเทศและโลกได้ เมื่อเหตุเป็นเช่นนั้นทรัพยากรบุคลของสถาบันอุดมศึกษาจึงจำเป็นที่จะต้องมีประสิทธิภาพและสามารถถ่ายทอดความรู้ที่เป็น tacit knowledge ออกมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุดแทนที่จะตายไปพร้อมกับตัวตนของบุคคล สาเหตุที่สำคัญคือ tacit knowledge นั้นมีมากถึง 4 เท่าของความรู้ที่สามารถถ่ายทอดออกมาได้ ฉะนั้นครูหรืออาจารย์(นักวิชาการ)ควรจะมีการประมวลและถ่ายทอดความรู้ของตนออกมาไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการสอนก็ตาม ยิ่งสมัยนี้มีอุปกรณ์ที่ทันสมัยสามารถจัดเก็บข้อมูลและเผยแพร่ความรู้ของบุคลากรเหล่านี้ที่มีความสามารถได้เป็นอย่างดีสามารถจัดทำเป็นมรดกทางวิชาการได้ ส่วนบุคคลภายนอกมหาวิทยาลัย เช่น ปราชญ์ชาวบ้าน,นักธุรกิจภาคการผลิตและอุสาหกรรม ที่มี ภูมิปัญญาและความคิดประสบการณ์มหาวิทยาลัยสามารถเชิญมาเป็นวิทยากรพิเศษ หรืออาจารย์ผู้สอนในรายวิชา เพื่อให้แนวคิดและประสบการณ์กับบุคลากรของมหาวิทยาลยและนักศึกษา
2. ความรู้ที่มีการจัดการที่ชัดเจน(Explicit knowledge) คือความรู้ที่ถูกวิเคราะห์และมีการประมวลผลจัดเก็บรักษาอย่างเป็นระบบ(ในปัจจุบันมีระบบของเทคโนโลยีสารสนเทศ)ซึ่งสามารถนำมาเผยแพร่และถ่ายทอดออกสู่มวลชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สถาบันอุดมศึกษาโดยมากในปัจจุบันมีการจัดการความรู้ในด้านการถ่ายทอดบันทึกลงในระบบข้อมูลของตนเอง เช่นมีสำนักพิมพ์ของตนเพื่อผลิต หนังสือ,วารสาร,สิ่งพิมพ์ต่างๆ รวมถึงการบริการห้องสมุด โดยความรู้ที่ผู้รับบริการ จะได้รับข้อมูลเพื่อพัฒนาตนให้เกิดความเข้าใจพัฒนาเป็นความรู้ จนเป็นสติปัญญา(wisdom) ได้ในตัวมนุษย์และจะพัฒนาสู่ภูมิปัญญาใหม่ต่อไป
อ้างอิง(ดร.รุ่งเรือง ลิ้มชูปฏิภาณ์,2547.การบริหารสมัยใหม่เพื่อพัฒนาประเทศไทย)
เห็นด้วยอย่างยิ่ง กับประโยค "ความรู้ทางสาขาวิชาชีพขั้นสูง ความสามารถทางการใช้ภาษาและทักษะภาษาสากล ความชำนาญในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ทักษะทางสังคม และที่สำคัญคือคุณธรรม "
ความรู้ทั้ง 2 ประเภท ไม่ว่าจะเป็น tactic knowledge และ Explicit knowledge จัดว่าเป็นรูปแบบที่แตกต่างกันของความรู้ ฅน ๆ หนึ่ง สามารถมีความรู้ได้ทั้ง 2 ประเภท ตราบใดก็ตาม ที่ความรู้เพียงแค่ผ่านการเรียนรู้แบบท่องจำอย่างเดียว นั่นไม่ก่อให้เกิดการแปรรูปของความรู้เพื่อใช้ประโยชน์
ดังนั้นการจัดการความรู้ในมหาวิทยาลัย ต้องเรียนรู้ตั้งแต่การจำ เข้าใจ ค้นพบ สั่งสมและถ่ายทอด ตลอดจนจัดเป็นฐานความรู้ เพื่อให้เกิดวงจรความรู้ต่อไป สังคมในสถาบันอุดมศึกษาจึงจะเป็นสังคมความรู้ได้
ในสังคมไทยความรู้ที่เป็น Tacit Knowledge ไม่ค่อยได้รับการหยิบออกมาแบ่งปันทำอย่างไรดีที่จะนำความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ ความชำนาญของปัจเจกบุคคลออกมาเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ ?
องค์ความรู้ที่สั่งสมอยู่ภายใน ซึ่งโดยทั่วไปเราเรียกว่า tacit knowledge สิ่งเหล่านี้ถือเป็นทรัพยากรสารสนเทศที่มีคุณค่าอย่างยิ่งกับหน่วยงานและสิ่งที่ต้องคิดกันก็คือจะทำอย่างไรให้สิ่งเหล่านี้ถูกถ่ายทอดออกมาให้ผู้อื่นสามารถนำไปใช้ได้ด้วยซึ่งเราเรียกว่า explicit knowledge ?
I think the difficulty in most knowledge management effort lies in changing organizational culture and people's work habits not using information management tools and concepts to design knowledge management systems.