เมื่อปีที่แล้วดิฉันขายรถที่ใช้ขับไปทำงานและรับส่งลูกให้เพื่อนของเพื่อนไป อย่างไม่ค่อยตั้งใจนัก เพราะตอนที่ถูกถามว่าขายมั๊ยก็ตอบไปเล่นๆว่าขาย พอคนซื้อเอาจริงก็เลยตกที่นั่งลำบาก เพราะทำให้ไม่มียานพาหนะอยู่ระยะหนึ่ง ด้วยความที่ชอบรถวอลโว่ก็เลยลองหาซื้อมือสองดู เนื่องจากชอบเล่น internet ก็เลยหาข้อมูลทาง Internet นั่นแหละ โดยเลือกรถที่เป็นรถบ้าน เพราะคิดว่าน่าจะเชื่อใจได้มากกว่ารถเต็นท์
ก็เจอคนขายคนหนึ่งบอกว่าเป็นรถที่เค้าใช้เอง ก็นัดดูรถกัน พอถึงวันนัดผู้ขายก็ให้ภรรยาขับรถมาให้ดูโดยมีลูกนอนหลับมาในรถกับพี่เลี้ยง ด้วยความที่มีลูกเหมือนกัน การที่จะขอให้เด็กออกมาเพื่อขับรถที่จอดอยู่ชั้นใต้ดินไปข้างนอกก็ดูกระไรอยู่ ก็เลยใช้สอบถามแทนว่าใช้บ่อยมั๊ย มีปัญหาอะไรบ้าง เคยชนหรือเปล่า ไปต่างจังหวัดบ่อยมั๊ย ใช้แล้วโดยรวมเป็นอย่างไรบ้าง ทำไมถึงขายล่ะ คำตอบก็ดูดีไปหมด
ก็เลยตกลงจะซื้อ แต่บอกเค้าว่าต้องขอทำเรื่องกู้เงินก่อน คนขายก็บอกว่ามีคนสนใจหลายคนและมีเรื่องต้องใช้เงินด่วน เลยขอเงินมัดจำก่อน ขอตอนนั้นเลยดิฉันก็งงด้วยความไม่เคยก็ถามไปว่าไม่ต้องทำสัญญาหรือ? แล้วดิฉันจะชื่อได้อย่างไรว่าจะไม่หายไปเลย เค้าก็บอกว่าเตรียมสำเนาบัตรประชาชนมาให้ ด้วยดิฉันก็ไม่เคยซื้อรถมือสองมาก่อน เห็นหน้าภรรยาคนขายก็ดู ok ในที่สุดก็ยอมให้เงินไป 10,000บาทแลกกับสำเนาบัตรประชาชนของคนขาย
พอเพื่อนๆรู้เข้าก็บอกว่าต้องขอดูทะเบียนรถก่อนดิฉันก็รีบโทรไปขอให้ fax มาให้ดู พอได้มาก็เริ่มงงเพราะชื่อในทะเบียนรถไม่ใช่ชื่อของคนขาย โทรไปถามแกก็บอกว่าเป็นญาติกัน ดิฉันก็เริ่มไม่สบายใจเลยเอาเอกสารให้เพื่อนช่วยดู โชคดีมีพี่ที่รู้จักกับคนในแวดวงเต็นท์รถพอเขาเห็นชื่อของคนขายเขาก็บอกดิฉันเลยว่าคนนี้เป็นเจ้าของเต็นท์รถแถวๆ ฝั่งธน(แกระบุชื่อเลย) ดิฉันก็ตกใจเพราะเข้าใจมาตลอดว่าเป็นรถบ้าน ก็เลยฉุกใจคิดว่าควรนัดไปดูรถอีกทีก่อนดีกว่า แต่ด้วยความที่ดูรถไม่เป็น เพื่อนเลยแนะนำให้รู้จักกับเพื่อนเขาที่เคยทำเต็นท์รถมาก่อนซึ่งจะช่วยไปดูให้ซึ่งปกติเขาจะคิดค่าดู 10,000 บาท ด้วยความไม่มีทางเลือกแล้วก็ตกลงไปดูกัน ก็นัดไปดูรถเวลาบ่ายวันหนึ่ง บริเวณที่จอดรถริมถนน กลางแจ้งเลยคราวนี้ คนทำหน้าที่ดูเขาก็ดูไป ส่วนพวกดูไม่เป็นก็เขาไปนั่งในรถดูนั่นดูนี่ ก็เริ่มใจเสียตามลำดับเพราะเบาะก็เก่าแตกงา พลาสติกที่เป็นขอบอุปกรณ์ในรถก็แตกร้าว เมื่อเปิดประตูมาดูสีรถข้างนอกอย่างชัดๆ ก็พบว่าสีดูเหมือนเพิ่งไม่ทำสีมาทับสีเดิม เพราะมีร่องรอยสีเดิมอยู่ ดูแล้วไม่ดีเลย และดูไม่น่าซื้อเหมือนที่เคยรู้สึก เพราะครั้งแรกมองจากภายนอกและไฟของชั้นใต้ดินก็สลัวทำให้ดูไม่ชัด
พอดูเสร็จก็มานั่งกินกาแฟกับคนดูรถ ก็ถามเขาว่าเป็นอย่างไร แกก็บอกว่าที่เสียเวลาดูนานเพราะตัดสินใจไม่ได้ว่าราคาจะถึง 400,000 บาทหรือ 3 แสนกว่าๆไม่ถึง 4 แสน จบกัน...เลยบอกแกว่าใครบอกว่าราคา 4 แสน ราคาที่เขาขายคือ 64X,XXX บาท แกก็ตอบว่าทำไมไม่บอกแกก่อน ไอ้เราก็นึกว่าเพื่อนบอกไปแล้ว แกเลยถามว่าจ่ายไปเท่าไรแล้ว ก็ตอบไปตามจริงว่า 10,000 บาท แล้วก็เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้แกฟัง แกอึ้งไป แล้วก็บอกว่า ไม่เคยเห็นใครซื่อขนาดนี้เลย เฮ้อ !แกคงอยากบอกว่าเซ่อ ด้วยแน่เลย ก็ทำอะไรไม่ได้แล้วดิฉันก็ได้แต่อึ้งสุดๆ แกก็พูดต่อว่า 10,000 บาทที่เสียไปแล้วก็ถือเป็นค่าวิชาละกัน แล้วเลี้ยงกาแฟแกแทน แกไม่คิดค่าดูรถเพราะสงสาร ก็รีบไหว้ขอบคุณแกอย่างซึ้งใจ
เรื่องนี้เป็นบทเรียนจริงๆ หากใครจะซื้อรถมือสองอย่าลืม
- พาคนที่ดูรถเป็นไปดู
- ดูในที่ที่มีแสงสว่าง
- ดุทั้งภายในภายนอกด้วยตา ไม่ใช่ถามเขา
- ขอดูทะเบียนรถด้วย