ดูงานมูลนิธิพุทธฉือจี้ : ข้อเขียนของ ศ. นพ. วิรุฬห์ เหล่าภัทรเกษม

  “ปรากฏการณ์ฉือจี้ (Tzu Chi Phenomenon)” เกิดขึ้นจากความศรัทธาและพัฒนาได้ด้วยระบบบรรษัทภิบาล (corporate governance  

ฉือจี้ -- สำนักพุทธที่น่าอัศจรรย์

ศาสตราจารย์นายแพทย์วิรุฬห์ เหล่าภัทรเกษม คณบดี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ผมเชื่อว่าถ้าผู้ใดได้มีโอกาสอ่านบทความทั้ง 5 ตอนเรื่อง “จิตอาสา พลังสร้างโลก” ของคุณหมออำพล จินดาวัฒนะ ผู้อำนวยการ สำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ (สปรส.) แล้ว จะอดใจไม่ได้ที่อยากหาทางไปดูไปเห็นด้วยตาตนเองสักครั้งว่า “ฉือจี้” มีความน่าสนใจอย่างที่เขียนไว้จริงหรือ?

ความประทับใจ

จะว่าเป็นบุญหรือโอกาสก็แล้วแต่การตีความ ด้วยการชักชวนของคุณหมออำพล ผมก็ได้ร่วมทีมไปทัศนศึกษาเกี่ยวกับกิจการของ “สำนักพุทธฉือจี้” ที่ไต้หวันพร้อมกับกลุ่มนักวิชาการและผู้บริหารด้านสุขภาพรวม 32 ท่าน ในระหว่าง 26-30 เมษายน 2549 ที่ผ่านมา ด้วยการประสานงานอย่างดีเยี่ยมของคุณหมออุกฤษฏ์ มิลินทางกูร ร่วมกับพี่น้องอาสาสมัครฉือจี้ในประเทศไทย และด้วยบารมีของผู้อาวุโสที่ร่วมคณะ เช่น ศาสตราจารย์ประเวศ วะสี และศาสตราจารย์วิจารณ์ พานิช เป็นต้น ได้ช่วยให้เรามีโอกาสเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ สำหรับเรื่องราวที่เป็นรายละเอียดนั้น เนื่องจากจะมีหลายท่านช่วยกันบันทึกอยู่แล้ว ผมจึงไม่ขอสาธยายซ้ำในที่นี้ อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าสิ่งที่เราได้ประสบพบเห็นนั้นได้สร้างความประทับใจอย่างมากต่อทุกคนในคณะที่ไปเยือน มากจนเกิดพลังศรัทธาที่อยากจะช่วยกันสืบสาน “เจตนารมณ์” ของมูลนิธินี้ให้แพร่หลายในบ้านเมืองของเรา

ที่ผมเกริ่นมาเช่นนี้ ไม่ใช่เกิดจากความซาบซึ้งหรือ “อิน” กับประสบการณ์ที่พบเห็นเพียงประเดี๋ยวประด๋าว แต่ผมยอมรับว่าปรากฏการณ์ฉือจี้ได้สร้างแรงดลใจแก่ผมจริงๆ

ความที่ผมสามารถสื่อด้วยภาษาจีนได้พอสมควร ทำให้ผมได้มีโอกาสเข้าใจเรื่องราวของฉือจี้เพิ่มขึ้นจากเอกสารและโปสเตอร์ต่างๆ ที่กำลังนำมาแสดงนิทรรศการเนื่องในวาระครบรอบ 40 ปีที่ฉือจี้ก่อกำเนิดขึ้นมาในไต้หวัน

ฉือจี้มี “4 ปณิธานหลัก (ซื่อต้าจื้อเยี่ย)” คือ การสร้างบุญทาน (ฉือซั่น) รักษาพยาบาล (อีเหลียว) ให้การศึกษา (เจี้ยวอื้ว์) และรักษาวัฒนธรรม (เหวินฮว่า) ทั้งนี้ ยังร่วมกับอีก 4 กิจกรรมสำคัญจนกลายเป็น “8 ก้าวย่างที่ยิ่งใหญ่ (ปาต้าเจี่ยวปู้)” ได้แก่ การช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั่วโลก การบริจาคไขกระดูกและเลือดในสายสะดือ การธำรงสิ่งแวดล้อมด้วยการจัดการเพื่อเพิ่มมูลค่าขยะ และการเป็นอาสาสมัครด้วยแรงศรัทธา (จื้อกง)

ประเทศไทยก็ได้รับการสงเคราะห์จากฉือจี้เหมือนกัน เช่น การสร้างโรงเรียนสำหรับเด็กชาวเขาที่อำเภอฝาง เป็นต้น สำหรับธรณีพิบัติภัยสึนามิที่ภาคใต้นั้น ชาวฉือจี้ได้มีส่วนช่วยเหลืออย่างทุ่มเทตั้งแต่ต้น แต่เนื่องจากรัฐบาลได้ประกาศไม่รับการบริจาคจากต่างชาติ ฉือจี้จึงไม่ได้ช่วยสร้างที่พักอาศัยอย่างเป็นระบบเหมือนที่ได้ไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยคราวเดียวกันในประเทศอื่นๆ เช่น ที่อิน­โดนีเชีย

สิ่งที่น่าวิเคราะห์ก็คือ เหตุใดโดยการนำของท่านสมณาจารย์เจิ้งเอี๋ยน จึงมีผู้คนจำนวนมหาศาลจากทั่วโลกถึง 6-7 ล้านคนที่ยินดีบริจาคทั้งกำลังเงิน กำลังทรัพย์อย่างเป็นระบบ สามารถขยายเครือข่ายอย่างต่อเนื่องได้ถึงเพียงนั้น? ทั้งๆ ที่ท่านก็เป็นเพียงภิกษุณีร่างเล็กๆ ที่พูดจาช้าๆ นอบน้อมถ่อมตน และในสมณาราม (วัด) ที่ท่านพำนักไม่ได้มีการจุดธูปเทียนบูชาพระโพธิสัตว์เฉกเช่นวิถีพุทธทั่วไป ทั้งนี้ ท่านเห็นว่าจะได้ไม่ต้องเพิ่มการตัดไม้มาประดิษฐ์ธูปเทียน

ความประหลาดใจ

กล่าวกันตามความจริงเชิงประจักษ์ บ้านเราใช่ว่าจะไร้พระเถระที่มีบารมีสูงพอที่จะสร้างศรัทธาให้ศาสนิกชนบริจาคเงินทองจำนวนมากมายเพื่อการทำบุญกุศล แต่เท่าที่ทราบ เงินที่ทำบุญส่วนใหญ่เหล่านั้นจะถูกนำมาสร้างวัดวาอาราม หรือแม้จะมีการสร้างสาธารณประโยชน์ด้วยก็จริง แต่มีน้อยนักที่ได้สร้างระบบบริหารจัดการที่สามารถขยายเครือข่ายของพลังศรัทธาให้เกิดประสิทธิผลกว้างไกลเช่นเดียว­กับฉือจี้

ผมจึงมองว่า “ปรากฏการณ์ฉือจี้ (Tzu Chi Phenomenon)” เกิดขึ้นจากความศรัทธาและพัฒนาได้ด้วยระบบบรรษัทภิบาล (corporate governance)

หลายสิ่งหลายอย่างที่พวกเราได้พบเห็นล้วนสร้างความประทับใจ เกิดความซาบซึ้งตรึงใจ และเกิดแรงดลใจให้อยากมีส่วนร่วม นี่คือมูลเหตุของความศรัทธา

เราเคยพบเห็นคนให้ทานหรือบริจาคข้าวของสงเคราะห์ผู้อื่นมาไม่น้อย แต่เราไม่ค่อยเคยเห็นผู้ให้เหล่านี้น้อมตัวมอบสิ่งของให้แก่ผู้มาขอความช่วยเหลือด้วยความสุภาพถ่อมตน

แพทย์แทบทุกคนเคยผ่านการเรียนวิชากายวิภาคศาสตร์โดยการผ่าศพครูใหญ่ แต่ไม่ค่อยมีที่ไหนที่ได้จัดระบบให้เกียรติต่อร่างครูใหญ่และญาติของท่านเยี่ยงญาติของผู้เรียนเองเหมือนที่โรงเรียนแพทย์ของมูลนิธิฉือจี้ปฏิบัติกัน

ภาพของอาสาสมัคร (จื้อกง) จำนวนมากที่กระจายช่วยงานต่างๆ ในโรงพยาบาลและโรงงานจัดการขยะด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นมิตรกับทุกคน และเรื่องราวการมุ่งมั่นช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ตลอดจนผู้ป่วยและญาติที่เล่าสู่กันฟังนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีปรากฏให้เห็นกันนักในสังคมอื่น

ท่านสมณาจารย์เจิ้งเอี๋ยนเป็นผู้ที่มีจิตวิทยาสูงยิ่งในการสร้างความไว้วางใจ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความศรัทธามีความยั่งยืน ความไว้วางใจดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะท่านได้ปฏิบัติตนเป็นเยี่ยงอย่างของความสันโดษ ไม่มีการนำเอาทรัพย์สินใดๆ ที่ได้รับบริจาคเพื่อกิจการของฉือจี้มาใช้จ่ายส่วนตัวของท่านและบริวาร นั่นคือ การถือคติ “ไม่ทำงาน ไม่ต้องกิน (no food, no meal)” ไม่อาศัยอาหารจากการบิณฑบาต และขอให้ค่าใช้จ่ายพื้นฐานของกิจกรรมการกุศลทุกอย่างโดยชาวฉือจี้ ต้องเป็นความรับผิดชอบของชาวฉือจี้เอง

ท่านสมณาจารย์เจิ้งเอี๋ยนยังเป็นปราชญ์ที่ทันสมัย นอกจากท่านจะได้นิพนธ์หนังสือแสดงธรรมะและปรัชญาไว้มากมายแล้ว ท่านยังสามารถใช้เทคโนโลยีและสื่อสารพัดในการจัดการเชิงระบบ ซึ่งส่งผลไปถึงคนทั่วโลก

ในวันที่คณะผู้ดูงานได้เข้าร่วมสัมมนาภาคเช้ากับท่านสมณาจารย์นั้น ผมมีโอกาสได้ยืนอยู่ใกล้ๆ กับท่านตอนที่คณะให้เกียรติผมเป็นตัวแทนกล่าวแสดงความรู้สึกและขอบคุณด้วยภาษาจีนกลาง สิ่งที่ผมสังเกตด้วยความทึ่งก็คือ แม้วัยของท่านจะสูง (ปัจจุบันอายุประมาณ 70 ปี) แต่ท่านได้ใช้คอมพิวเตอร์ทั้ง notebook และ PDA ในการจดบันทึกและกำกับรายการสัมมนาเองทุกขั้นตอน ท่านจะเป็นผู้สรุปย่อๆ และให้แง่คิดเพิ่มเติมหลังจากแต่ละคนได้กล่าวหรือเล่าเรื่องราวจบลงแล้ว เนื้อหาที่พูดนั้นได้แสดงว่าท่านเข้าใจอย่างลึกซึ้งทั้งศาสตร์และศิลป์แทบทุกสาขาที่มีการเอ่ยถึง

เมื่อพิเคราะห์โดยรวมแล้ว เราสามารถจะหาหลักฐานที่จะสนับสนุนว่า ฉือจี้มีระบบการบริหารจัดการทุกอย่างที่องค์กรสมัยใหม่ต่างนำมาปฏิบัติกันอยู่ และฉือจี้ได้ปฏิบัติเช่นนั้นมานานมากแล้ว เช่น กระบวนการ 5 ส (ในโรงเก็บไม้) การพึ่งตนเอง (การหล่อเทียนขาย ร้านขายหนังสือ ของที่ระลึก) การจัดการความรู้ (การสัมมนาตอนเช้า สถานีวิทยุโทรทัศน์ต้าอ้าย) การประกันและพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง และการบริหารด้วยระบบบรรษัทภิบาลดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

ความตั้งใจ

ผมได้ความรู้สึกจากผู้ร่วมคณะหลายท่านที่ตั้งใจจะทำอะไรหลายๆ อย่างเหมือนที่ชาวฉือจี้ทำอยู่ และพี่น้องชาวฉือจี้ที่ไปด้วยกันหลายท่านก็ได้เชิญชวนให้ผมช่วยริเริ่มกิจกรรมตามรอยเท้าของท่านสมณาจารย์ เช่น การจัดหน่วยแพทย์อาสาออกรักษาผู้ป่วยในที่ทุรกันดาร การช่วยกันจัดการขยะเพื่อเพิ่มมูลค่า เป็นต้น ผมเห็นด้วยว่ากิจกรรมเหล่านั้นมีประโยชน์อย่างยิ่ง แต่เมื่อประเมินตามสภาวะจริงที่เป็นไปได้กับตัวเราแล้ว ผมเองกลับคิดว่า เราควรเริ่มทำอะไรให้สอดคล้องกับภารกิจประจำที่เราทำอยู่แล้ว โดยการนำเอาหลักคิดของฉือจี้มาประยุกต์ แม้หลายกิจกรรมอาจไม่สามารถใช้เครื่องหมายแสดงความเป็นฉือจี้โดยตรงด้วยซ้ำไป

ในฐานะที่เป็นผู้รับผิดชอบต่อคณะแพทยศาสตร์แห่งหนึ่งในส่วนภูมิภาค ซึ่งมีภารกิจด้านการศึกษาและการรักษาพยาบาลที่ฉือจี้มีรูปแบบการจัดการที่ดีอยู่แล้ว ผมจะลองตั้งต้นที่ภารกิจสองด้านนี้ให้เกิดผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้นก่อน

แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องช่วยกันทุกครั้งที่มีโอกาสก็คือ การเผยแพร่ประสบการณ์ที่ผมได้พบเห็นมาให้กับคนอื่นๆ ด้วยการเล่าหรือส่งต่อบทความที่เขียนโดยคุณหมออำพล จินดาวัฒนะ นอกจากนี้ ผมคิดว่า ต้องตีเหล็กยามร้อน ก่อนที่อารมณ์ร่วมจะจางไปกับภารกิจประจำที่รัดตัวเราอยู่ ลำพังตัวผมคนเดียวอาจยังไม่เพียงพอที่จะทำอะไรได้มากนัก (แม้จะเชื่อว่าทฤษฎี “ผีเสื้อกระพือปีก” อาจเกิดขึ้นจริง) หากเป็นไปได้ ผมอยากให้มีการจัดทีมดูงานฉือจี้ขึ้นอีกชุดหนึ่ง (หรือหลายชุด) เพื่อที่ผมจะได้ส่งบุคลากรที่เป็นมือปฏิบัติไปเรียนรู้ด้วย ผมเชื่อว่า ถ้าทุกสถาบันที่เริ่มมีกิจกรรมต่างมีเวทีมาเล่าสู่กันฟังและร่วมกันสร้างเป็นเครือข่ายขึ้นมา ประเทศไทยจะมีนวัตกรรมใหม่ให้กับฉือจี้ได้ไม่น้อยอย่างแน่นอน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand

คำสำคัญ (Tags)#การจัดการความรู้#km#องค์กร#organization#ธรรมะ#คุณธรรมจริยธรรม#chaordic#ฉือจี้#ไต้หวัน#ดูงานมูลนิธิพุทธฉือจี้

หมายเลขบันทึก: 28602, เขียน: 14 May 2006 @ 19:59, แก้ไข, 18 Jan 2016 @ 18:11, สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 10, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (10)

ผมประทับใจในหลักปฏิบัติที่ฉือจี้ดำเนินการอยู่มากครับ   ไม่เคยได้รับรู้เลย   จะนำไปปฏิบัติและหาแนวร่วมครับ
ดอยคำ
IP: xxx.113.50.141
เขียนเมื่อ 16 Mar 2007 @ 11:24

รู้สึกซาบซึ้ง และประทับใจกับหลักการให้ ของ ฉือจี้ค่ะ และดีใจมาก ที่อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ มีโรงเรียนฉือจี้ ปีนี้ส่งลูกเข้าเรียน ป.1 ทั้ง2 คน ด้วยหวังว่าจะช่วยหล่อหลอมให้ลูกเติบโตเป็นคนดีต่อไป

นิสิต ศักยพันธ์
IP: xxx.123.12.246
เขียนเมื่อ 07 Apr 2007 @ 15:33

ดิฉันได้มีโอกาสรับรู้ "ฉือจี้" ครั้งแรกจาก อ.กรรณิการ์ บันเทิงจิตร (สสร.ปัจจุบัน) ประมาณกลางปี 2549 หลังจากคณะนี้กลับจากไต้หวัน อ.กรรณิการ์ ได้นำเสนอเป็น Power Point  ดิฉันประทับใจ(แม้จะไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ) จึงขอ copy มาเผยแพร่ต่อ ๆ ไป สังคมโลกต้องการคนที่เสียสละ มีจิตอาสา /จิตสาธารณะ การเมตตา เอื้ออาทร ช่วยเหลือกัน โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ลดความเห็นแก่ตัว การกอบโกยผลประโยชน์ การเอารัดเอาเปรียบ ยุติความรุนแรงทุกประเภท ร่วมสร้างสันติวัฒนธรรม เพื่อสังคมสันติสุขขณะนี้ดิฉันกับเพื่อนๆ นักวิชาการที่ จ.อุดรธานี กำลังสร้างสรรค์โรงเรียนปลอดความรุนแรง (ต้นแบบ) กลุ่มเพื่อนครูทั้ง 2 โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ ได้ฟังเรื่อง "ฉือจี้" แล้วอยากไปศึกษาดูงาน ร.ร.ตามแนวฉือจี้ ที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ แต่ทั้งดิฉัน และ อ.กรรณิการ์ ไม่มีข้อมูลว่า ร.ร.นี้มีแนวปฏิบัติแบบฉือจี้ หรือไม่อย่างไร เพื่อการตัดสินใจว่า สมควรที่จะไปเยี่ยมดูงานหรือไม่ คงต้องขอรบกวนท่านอาจารย์หมอ ช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วย รวมทั้งสถานที่ตั้งร.ร. ด้วยค่ะ

นิสิต (ฟารีดา)                                                          กลุ่มสันติวัฒนธรรมจังหวัดอุดรธานี 

มัทนา
เขียนเมื่อ 07 Apr 2007 @ 16:23

มารู้จัก ฉือจี้ ก็ที่แวนคูเวอร์นี้ค่ะ 

ทางคณะทันตแพทย์ได้รับทุนจาก ฉือจี้ 

ให้ไปช่วยจัดระบบบริการสำหรับเด็กเล็กและผู้สูงอายุ 

ตอนไปดูงานตามบ้านพักคนชรา ก็เจอ อาสาสมัครของ ฉือจี เรื่อยๆค่ะ 

Man In Flame
เขียนเมื่อ 09 Apr 2007 @ 23:46

   

  

          TZUCHI

อารยา
IP: xxx.183.221.141
เขียนเมื่อ 16 Aug 2007 @ 13:15

ได้บทความพระไพศาล วิสาโลที่เขียนเกี่ยวกับมูลนิธิพุทธฉือจี้ ขออนุญาตนำมานำเสนอค่ะ

http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=inthedark&month=15-08-2007&group=5&gblog=42

อุษณีย์
IP: xxx.27.10.146
เขียนเมื่อ 25 Apr 2008 @ 19:02

สนใจในเรื่องของพุทธฉือจี้ อยากทราบว่ามีความแตกต่างจากพุทธอย่างและจะนำมาปรับใช้ร่วมกันอย่างไร เพราะรับผิดชอบงานการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย

9TD
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ 23 Jun 2008 @ 12:55

ฝาก link แนะนำ VDO ฉือจี้ สำหรับผู้ที่สนใจครับ

http://tzuchi.bloggang.com

กำลังรวบรวมให้มากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับผู้สนใจ พุทธฉือจี้ครับ

หส.ว
IP: xxx.151.232.70
เขียนเมื่อ 06 Aug 2008 @ 12:31

ผมประทับใจมาก ที่ได้เข้ารับการอบรมของฉื้อจี้ มันทำให้ผมได้รู้จักกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ จากเด็กห้วยสักวิทยาคม จังหวัดเชียงราย

ขอระบาย
IP: xxx.172.136.118
เขียนเมื่อ 31 Jan 2015 @ 00:27

เสียใจที่ส่งลูกเรียนที่โรงเรียนฉือจี้ เชียงใหม่ เรื่องคุณธรรมก็เป็นที่น่าสงสัยว่า ในไทย จะทำได้ดีเหมือนที่ไต้หวันหรือเปล่า หรือ ทำเพื่อธุรกิจโรงเรียน เอาพุทธนำ แต่วิชาการอ่อนแอ ครูอาจารย์ฝีมือการสอนไม่เป็นที่ประทับใจ

น่าจะเปิดเป็นมูลนิธิ ทำการกุศลไป อย่ามาทำการสอนเลย สงสารผู้ปกครองที่คาดหวังไว้กับบุตรหลานที่ส่งมาเรียน มารยาทดี กตัญญู แต่การเรียนอ่อน สอบต่อไม่ได้ ไม่เป็นที่น่าภาคภูมิใจ เห็นผู้ปกครองเสียใจที่ลูกสอบต่อที่ไหนไม่ได้ ก็สะท้อนใจเป็นอย่างยิ่ง